บันทึกครัวหลังบ้านกับนายพรานน้ำแข็ง•ตอนที่ 1

สะใภ้รองผู้สิ้นชื่อ

ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
“ถ้าแกยังทำตัวไร้ประโยชน์เยี่ยงสุนัขจรจัดแบบนี้ วันพรุ่งนี้ก็เตรียมตัวถูกส่งไปโรงงานทอผ้าที่กวางตุ้งได้เลย หานลี่เฉิงมันตายไปแล้วหรือยังไงถึงได้ปล่อยให้เมียโง่ๆ อย่างแกกินข้าวเปลืองภาษีสังคมไปวันๆ!” เสียงตวาดแหลมสูงบาดแก้วหูฉุดให้ ‘หลินว่านซือ’ สะดุ้งตื่นขึ้นจากความว่างเปล่า กลิ่นอับชื้นของบ้านดินและกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันพืชเก่าๆ อบอวลอยู่ในโสตประสาท ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ศีรษะราวกับถูกของแข็งกระแทกอย่างแรงค่อยๆ บรรเทาลงด้วยความรู้สึกมึนงงที่ถาโถมเข้ามาแทนที่ เธอไม่ได้อยู่ในครัวทันสมัยใจกลางเมืองกรุงอีกต่อไป ภาพตรงหน้าคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมเสื้อผ้าสีมอซอ มือข้างหนึ่งถือไม้ฟืนชี้หน้าเธออย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์จนแทบจะพ่นไฟออกมาได้ “แม่... หานลี่เฉิงเขายังไม่ตาย” เสียงของเธอแหบแห้งและสั่นเครือ เป็นเสียงของคนที่ไม่เคยได้รับความรักและมักจะก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเสมอ แต่นั่นคือคนเก่า... สำหรับหลินว่านซือ เชฟฝีมือฉกาจผู้เคยผ่านสมรภูมิการแข่งขันทำอาหารระดับโลกมานับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่เธอถนัดที่สุดไม่ใช่การยอมจำนน แต่คือการ ‘จัดจาน’ ชีวิตใหม่ให้สมดุล แม่สามีที่ชื่อ ‘จางชุ่ยหลัน’ ผงะไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาของสะใภ้รองเปลี่ยนไป จากที่เคยหลุบต่ำและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บัดนี้กลับนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำที่ไร้กระเพื่อม “แกยังกล้าเถียงรึ! ไร้ประโยชน์! ตั้งแต่ลี่เฉิงเข้าป่าไปหลายเดือน แกทำอะไรได้บ้าง นอกจากผลาญเสบียงของครอบครัว!” จางชุ่ยหลันขว้างไม้ฟืนลงพื้นอย่างแรงจนฝุ่นฟุ้งกระจาย “วันนี้ถ้าหาเงินมาไม่ได้ หรือไม่มีมื้อเย็นที่กินแล้วสดชื่นขึ้นมาบ้าง ก็อย่าคิดว่าจะได้เหยียบครัวนี้อีก!” หลินว่านซือยันกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ เธอสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ ร่างกายนี้ผอมโซจนเห็นกระดูกไหปลาร้า เสื้อผ้าขาดวิ่น นี่คือยุค 80 ที่ข้าวยากหมากแพง แต่สำหรับคนที่มี ‘โกดังมิติ’ ติดตัวมาด้วย การจะรอดชีวิตในยุคนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องบันเทิงใจมากกว่าความลำบาก “จะให้ฉันหาเงินหรือทำอาหารดีครับ คุณแม่?” หลินว่านซือถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความนัยที่ทำให้แม่สามีชะงัก “แก... แกพูดว่าอะไรนะ!” จางชุ่ยหลันตัวสั่นด้วยความโกรธที่สะใภ้กล้าสบตาและถามกลับ “แกนั่นแหละที่ต้องทำทั้งสองอย่าง! ถ้ามื้อเย็นนี้ไม่มีแม้แต่เนื้อติดฟัน แกก็ไสหัวออกไปจากบ้านตระกูลหานได้เลย!” หลินว่านซือไม่ได้ตอบโต้ แต่เดินผ่านร่างของหญิงวัยกลางคนไปที่เตาไฟเก่าๆ ในห้องครัวอย่างมั่นคง ในหัวของเธอเริ่มคำนวณวัตถุดิบที่เหลืออยู่ ทั้งหัวไชเท้าแห้งๆ แป้งสาลีที่เหลือติดก้นถุง และผักป่าขมๆ ที่แม่สามีโยนทิ้งไว้ให้ *‘มื้อเย็นงั้นหรือ? ถ้าอยากให้ฉันทำอาหาร ข้าจะทำให้คนตระกูลนี้รู้ว่ารสชาติของความรุ่งโรจน์ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร’* เธอใช้มือแตะที่กำไลหยกเก่าๆ ที่ข้อมือ ความเย็นเยียบจากมิติส่วนตัวส่งผ่านมาถึงปลายนิ้ว ภายในโกดังนั้นคืออาณาจักรวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่เธอสะสมไว้ ทั้งเนื้อหมูสามชั้นเกรดเอ เครื่องเทศหายาก และเครื่องปรุงรสที่ยุคนี้ไม่มีทางได้เห็น หลินว่านซือลงมือจุดไฟอย่างชำนาญ จังหวะการหั่นผักของเธอคล่องแคล่วราวกับร่ายรำ เสียงมีดกระทบเขียงดังเป็นจังหวะที่มั่นคง กลิ่นหอมจางๆ เริ่มอบอวลออกมาจากครัวจนจางชุ่ยหลันที่ยืนกอดอกรอซ้ำเติมอยู่หน้าประตูถึงกับต้องขมวดคิ้ว “แกทำอะไรน่ะ! นั่นมันเกลือหรือเปล่า? ใส่เข้าไปขนาดนั้นไม่เสียดายของหรือไง!” “ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป ก็ต้องใช้วิธีที่ต่างออกไปครับคุณแม่ หากท่านอยากให้คนทั้งหมู่บ้านต้องเหลียวมองบ้านเรา ก็จงเงียบและรอชิม” บรรยากาศในครัวร้อนระอุไม่ใช่แค่จากเตาไฟ แต่จากรัศมีที่กดดันของสะใภ้ที่เคยอ่อนแอ หลินว่านซือค่อยๆ หยิบห่อเครื่องเทศลับที่เธอแอบเอาออกมาจากมิติใส่ลงไปในหม้อดิน ปฏิกิริยาเคมีของความร้อนและวัตถุดิบชั้นเลิศเริ่มส่งกลิ่นหอมฟุ้งที่รุนแรงจนน่าอัศจรรย์ มันไม่ใช่กลิ่นแกงผักธรรมดา แต่มันคือกลิ่นของเนื้อตุ๋นที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม หอมหวานไปจนถึงกระดูก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน จังหวะก้าวนั้นสม่ำเสมอและทรงพลัง แม้ไม่มีใครเอ่ยทักทาย แต่หลินว่านซือก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ กลิ่นหอมของอาหารที่เธอเพิ่งปรุงเสร็จพุ่งเข้าปะทะกับบุคคลที่เพิ่งเดินเข้ามา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากหน้าเตา สายตาของเธอสบเข้ากับดวงตาคมกริบของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดทหารสีซีดที่ดูสมบุกสมบัน ผิวหน้าของเขาหยาบกร้านจากลมหนาวและแววตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลก หานลี่เฉิง... ชายผู้ที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว กลับมายืนจ้องมองภรรยาที่เขามักจะละเลยมาตลอดด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะไม้เก่าๆ ก่อนจะใช้นิ้วหนาแตะขอบชามน้ำแกงที่ยังมีควันฉุย “เจ้า... ทำอะไร?” เสียงของเขาต่ำลึกและกดดัน หลินว่านซือคลี่ยิ้มบาง เธอรู้ดีว่านี่คือสามีที่ฉลาดเป็นกรดและอันตรายที่สุดในหมู่บ้าน แต่ขณะที่เธอกำลังจะตอบ กลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารที่เข้มข้นจนทะลุออกไปนอกบ้านก็นำพาความวุ่นวายมาสู่หน้าประตูตระกูลหานทันที เสียงฝีเท้าของเพื่อนบ้านหลายคนเริ่มดังขึ้น พวกเขากำลังมุ่งหน้ามายังบ้านตระกูลหานด้วยความสงสัยว่าเหตุใด ‘บ้านที่ยากจนที่สุด’ ถึงได้ส่งกลิ่นหอมราวกับภัตตาคารในเมืองหลวงเช่นนี้! หลินว่านซือมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะหันกลับมาสบตาชายหนุ่มที่ยืนนิ่ง “มื้อเย็นที่ท่านเพิ่งกลับมาถึงบ้าน... ท่านคิดว่ามันคุ้มค่าพอที่จะให้คนทั้งหมู่บ้านมาขอแบ่งกินหรือไม่ครับ?” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หานลี่เฉิงไม่ได้ตอบ แต่เขาเพียงแค่ถอดเสื้อคลุมทหารออกแล้ววางไว้ข้างกาย สายตาของเขาเริ่มเป็นประกายวูบหนึ่งอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ฟาร์มเมอร์สุขใจหวังว่าบทเริ่มต้นนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นและติดตามเรื่องราวของสะใภ้รองผู้ไม่ยอมคนคนนี้ไปจนจบนะครับ!
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกครัวหลังบ้านกับนายพรานน้ำแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%