“คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ คุณคีริน”
น้ำเสียงของรันรดาสั่นพร่าเล็กน้อย ทว่ายังคงพยายามรักษาความแข็งกร้าวไว้ให้ได้มากที่สุด ในเมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าของเธอกับเขาในตอนนี้เหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นมินต์จางๆ จากตัวเขาจึงเป่ารดอยู่เหนือริมฝีปากของเธออย่างจงใจ ความเงียบงันก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เหมือนสารเร่งปฏิกิริยาเคมี มันแผดเผาความมั่นใจที่เธอมักจะมีล้นเหลือให้มอดไหม้เหลือเพียงแค่ความตื่นตระหนกที่ถูกกักขังไว้ในมุมอับของห้องจัดแสดงนิทรรศการ
คีรินไม่ขยับถอยหลัง เขายังคงตรึงข้อมือของเธอไว้กับผนังห้องด้วยแรงที่พอเหมาะ—ไม่แน่นหนาจนเจ็บ แต่เด็ดขาดเกินกว่าที่เธอจะดึงมือกลับได้ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมคมคู่นั้นไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้งที่เขาใช้มองผู้คนในพิพิธภัณฑ์ แต่มันกำลังวาวโรจน์ด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่อ่านไม่ออก ร้อนแรง และดุดันเสียจนรันรดาต้องเป็นฝ่ายหลบตาลงเสมองเสื้อมืออาชีพสีเข้มของเขาแทน
“ผมไม่ได้เล่นเกม” คีรินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำทุบที่สั่นพร่าไม่แพ้กัน ปากหนาที่มักจะใช้พ่นคำพูดจิกกัดและวิจารณ์งานดีไซน์ของเธออย่างไร้เยื่อใย ขยับเข้าใกล้จนเกือบจะแตะโดนพวงแก้มเนียน “แต่เป็นคุณต่างหาก... ที่เข้ามาปั่นป่วนทุกอย่างในระเบียบวินัยของผม”
“ฉันเนี่ยนะปั่นป่วน?” รันรดาแค่นหัวเราะในลำคอ พยายามงัดเอาความปากจัดและอีโก้ระดับเซียนแฟชั่นนิสต้ามาสู้กับแรงกดดันทางกายภาพที่กำลังทำเอาสติหลุดลอย “คุณต่างหากที่น่ารำคาญที่สุด เป็นภัณฑารักษ์ประสาอะไร ถึงได้ชอบตามมาจู้จี้เรื่องชุดอาวองการ์ดของฉันนัก หรือว่าที่จริงแล้ว... คุณแค่อิจฉาที่ฉันออกแบบชุดได้ปังกว่างานนิทรรศการโบราณๆ ของคุณกันแน่”
คำพูดจิกกัดที่คมกริบราวกับกรรไกรตัดผ้าชั้นดีถูกพ่นออกไปเพื่อสร้างระยะห่าง ทว่ามันกลับไม่ได้ผลกับผู้ชายคนนี้อีกต่อไป
คีรินไม่โต้เถียงด้วยคำพูดคมคายเหมือนทุกที มุมปากหยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาท แต่มันเต็มไปด้วยความอันตรายที่ทำเอารันรดาต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นิ้วเรียวยาวอีกข้างที่ไม่ได้จับข้อมือเธอไว้ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมา ปัดปอยผมที่หลุดรุ่ยลงมาเคลียแก้มของเธอทัดหูให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาทำให้ผิวเนื้อบริเวณนั้นร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลน
หัวใจของดีไซเนอร์สาวเต้นรัวจนแทบจะกระดอนหลุดออกมานอกอก มันไม่ใช่จังหวะของการโกรธเกลียด แต่มันคือจังหวะความตื่นตระหนกแบบที่เธอไม่เคยประสบพบเจอจากรันเวย์ไหนมาก่อน
“ปากเก่งจังนะครับ...” คีรินกระซิบชิดริมหูกران สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงมามองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างถือดี “เวลาพูดเรื่องงาน คุณดูมั่นใจและน่าหมั่นไส้เป็นบ้า แต่ทำไมเวลาที่ผมเข้ามาใกล้คุณแบบนี้... เสียงหัวใจของคุณถึงได้ดังจนผมแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองเลยล่ะครับ รันรดา”
“คุณ...!”
รันรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อจะสวนกลับด้วยประโยคเจ็บแสบ แต่ยังไม่ทันที่คำพูดใดจะหลุดออกจากเรียวปาก คีรินก็ขยับใบหน้าเข้ามาปิดกั้นช่องว่างทั้งหมดลงอย่างรวดเร็ว
สัมผัสอุ่นร้อนที่ทาบทับลงมาไม่ได้รุนแรงหรือลุกล้ำในทีแรก มันเป็นเพียงการแตะแช่ค้างไว้เบาๆ เพื่อหยุดยั้งทุกคำพูดอวดดีที่เธอกำลังจะสรรหามาเถียง โลกทั้งใบที่เคยหมุนวนด้วยความเร่งรีบของวงการแฟชั่นราวกับหยุดนิ่งลงในวินาทีนั้น กลิ่นอายความเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้องศิลปะผสมผสานเข้ากับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของชายหนุ่ม กลายเป็นความเย้ายวนที่ทำให้สมองของรันรดาขาวโพลนไปหมด
เธออยากจะยกมือขึ้นผลักอกเขาออกไปตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง ปลายนิ้วที่เคยเกร็งแน่นกลับคลายออกอย่างไร้เรี่ยวแรง แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างระหว่างดีไซเนอร์สาวผู้มั่นใจในตัวเองกับภัณฑารักษ์หนุ่มผู้เยือกเย็นกำลังพังทลายกำแพงทุกอย่างที่ทั้งคู่ต่างช่วยกันขีดเส้นกั้นเอาไว้ด้วยความดื้อรั้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อความตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความวาบหวาม รันรดาก็เริ่มเป็นฝ่ายตอบสนอง เปลือกตาที่ปิดลงอย่างจำยอมทำให้สัมผัสลึกล้ำยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตามจังหวะอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้า มือข้างที่เคยถูกตรึงไว้ค่อยๆ พลิกกลับมาสอดนิ้วเข้ากับฝ่ามือของเขาโดยไม่รู้ตัว ความเงียบสงบในห้องจัดแสดงนิทรรศการถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างแนบแน่น เป็นบทเพลงบรรเลงบทใหม่ที่ไร้ซึ่งท่วงทำนองแห่งความขัดแย้ง เหลือเพียงความโหยหาที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากความปากร้ายของคนทั้งคู่
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระรัวจนแทบหลอมละลายรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่ดังขึ้นกะทันหัน ก็ทำลายบรรยากาศสีชมพูนั้นลงอย่างไม่ไว้หน้า
“รัน! อยู่ข้างในหรือเปล่าแม่คุณ ฉันเอาเอกสารสัญชาติบ้าบออะไรนั่นมาให้— อุ๊ยตาย มืดตึ๊ดตื๋อแบบนี้เขากำลังทำพิธีไล่ผีหรือว่ากำลังทำอะไรกันยะ!”
เสียงแหลมสูงคุ้นเคยของพาย เพื่อนสนิทและบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นดังทะลุเข้ามา พร้อมกับเสียงผลักประตูกระจกเปิดออกอย่างไม่เกรงใจใคร
รันรดาสดุ้งโหยงราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เธอผละตัวออกจากอกของคีรินด้วยความเร็วแสง ใบหน้าสวยเฉี่ยวแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างกายสั่นเทาด้วยความตกใจและกระดากอาย รีบยกมือขึ้นเสยผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงของตัวเองลวกๆ พร้อมกับถอยหลังกรูดไปจนชิดชั้นวางของอีกฝั่งเพื่อรักษา ระยะห่าง
คีรินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิดระคนเสียดาย เขายืดตัวตรง จัดเสื้อผ้าและแว่นตาให้เข้าที่ด้วยท่าทีนิ่งสนิทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ แม้ว่าสันกรามคมจะขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูนด้วยความขัดเคืองที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญก็ตาม
รันรดากวาดสายตาเลิกลั่กมองเพื่อนสนิทที่กำลังยืนอ้าปากค้าง ตาโตเป็นไข่ห่านอยู่ตรงประตู ก่อนที่พายจะส่งยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับหรี่ตามองทั้งคู่อย่างรู้ทัน
“อุ๊ย... ฉันมาขัดจังหวะดินแดนมหัศจรรย์ของสองคนนี้เข้าหรือเปล่าเนี่ย หน้าแดงกันซะ... อุ๊ยตาย นี่ฉันต้องแสดงความยินดีกับตำแหน่ง ‘คุณนายภัณฑารักษ์’ หรือยังไงดีล่ะยะยารัน!”
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านและร่วมฟินไปกับความปากแข็งของเจ้าพวกนี้ด้วยนะคะ ไวโอเล็ตการ์เด้นคนนี้รักรี้ดที่สุดเลยค่ะ!
ดีไซเนอร์ปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 8
ข้ามเส้นที่ขีดไว้
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!