"ถ้าหม้อนี้ราคาห้าร้อยบาท... เงินสองพันห้าร้อยบาทที่ผมวางไว้เมื่อครู่ น่าจะเพียงพอสำหรับการเหมาหม้อแกงกะหรี่เอ็นตุ๋นข้ามวันข้ามคืนของคุณรินรดาจนหมดเกลี้ยงร้านนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตลาดสดช่วงสาย บรรยากาศรอบตัวของแผงลอยเล็กๆ ที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงจอแจของผู้คนพลันเงียบกริบลงอย่างฉับพลัน บรรדתแม่ค้าแผงข้างเคียงถึงกับหยุดมือจากการหั่นผัก สายตาทุกคู่จับจ้องมายังชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก ร่างสูงโปร่งสنديโดดเด่นท่ามกลางกลิ่นไอความชื้นของพื้นตลาด เขามีสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาเรียวรีที่พินิจพิเคราะห์ทุกรายละเอียดอย่างเยือกเย็น
รินรดากะพริบตาปริบๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอมองธนบัตรสีเทาปึกหนาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งสลับกับใบหน้าคมคายของชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้
นี่ไม่ใช่ลูกค้าขาจรประเภทซื้อถุงเดียวแล้วรีบเดินหนุ่ม แต่เป็นผู้ชายที่กล้าควักเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อเหมาอาหารพื้นๆ ของแม่ค้าโนเนม... โดยที่เขายังไม่ได้ตักเข้าปากชิมแม้แต่คำเดียว
"คุณพูดจริงหรือคะ?" รินรดาลดทัพพีในมือลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง เธอย่อมรู้ดีว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก และในยุคสมัยที่ข้าวของแพงระยับเช่นนี้ การมีคนใจป๋ามาเหมาหม้อแกงกะหรี่เอ็นตุ๋นซึ่งเธอเคี่ยวมาตั้งแต่ตีสาม มักมาพร้อมกับเงื่อนไขบางอย่างเสมอ
"ผมไม่เคยล้อเล่นเรื่องปากท้องครับ" ธามแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ดูเจ้าชู้ประตูดิน หากแต่มีความจริงจังและท้าทายอยู่ในที เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้แผงลอยอีกนิด กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศยี่หร่า ลูกผักชี และอบเชยที่อบอวลอยู่รอบตัวเธอ ยิ่งทำให้แววตาของเชฟหนุ่มพราวระยับขึ้น "และที่สำคัญ... ผมไม่ได้มาในฐานะคนใจบุญสุนทาน แต่ผมมาในฐานะ 'ลูกค้า' ที่ต้องการพิสูจน์ฝีมือของคุณ"
พูดจบ ธามไม่รอให้เธออนุญาต มือหนาเอื้อมไปหยิบชามกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดที่วางอยู่ใกล้ที่สุด ตักน้ำแกงสีอำพันเข้มข้นพร้อมเอ็นเนื้อชิ้นโตที่เปื่อยนุ่มกำลังดีขึ้นมา เป่าเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะส่งเข้าปากเพื่อชิมรสชาติอย่างพินิจพิเคราะห์
ท่วงท่าและลีลาการชิมของเขาราวกับผู้ตรวจประเมินมิชลินสตาร์ที่กำลังให้คะแนนอาหารจานหรูในภัตตาคารระดับโลก รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เธอยืนนิ่งจ้องมองปฏิกิริยาของชายหนุ่มอย่างไม่ยอมละสายตา
ความเงียบปกคลุมชั่วขณะ... คิ้วเข้มของธามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลง รสชาติของแกงกะหรี่สูตรโบราณที่ตกทอดมาจากรุ่นคุณยายกำลังระเบิดความเผ็ดร้อนและหอมหวานของหัวหอมที่เคี่ยวจนละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำแกง มันไม่ใช่รสชาติสำเร็จรูปจากผงกะหรี่ตามท้องตลาดทั่วไป แต่มีความซับซ้อนของสมุนไพรไทยและเครื่องเทศอินเดียที่ผสานกันอย่างลงตัวอย่างไร้ที่ติ
ธามวางชามลงช้าๆ สายตาที่มองกลับมาเต็มไปด้วยความทึ่งระคนประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
"เป็นอย่างไรบ้างครับ ฝีมือผู้หญิงบ้านๆ อย่างฉัน คงไม่ถูกปากเชฟใหญ่จากในเมืองอย่างคุณหรอกกระมัง" รินรดาเอ่ยดักคอขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เธอสังเกตเห็นประกายไฟบางอย่างในแววตาของเขาตั้งแต่แรกแล้ว ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน ท่าทางและการใช้คำพูดของเขาฟ้องชัดเจนว่ามีความรู้เรื่องอาหารลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร
"รสชาติดี... ดีเกินคาดเสียด้วยซ้ำครับ" ธามเอ่ยชมอย่างจริงใจ ไม่มีฟอร์ม ไม่มีคำถ่อมตัว "แต่มันยังขาดความสมบูรณ์แบบไปนิด"
รินรดาเลิกคิ้วขึ้นทันที ความเป็นมืออาชีพในตัวพุ่งพล่านขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำวิจารณ์ "ขาดความสมบูรณ์แบบงั้นหรือคะ? พูดให้มันชัดเจนหน่อยดีกว่าค่ะคุณลูกค้า"
"คุณเคี่ยวเอ็นเนื้อได้เปื่อยนุ่มละลายในปาก และใช้หัวหอมแดงจำนวนมากในการสร้างความหวานตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยมมาก" ธามก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ขึ้นอีกก้าว จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง "แต่... คุณใส่กะทิมากเกินไปนิดในช่วงท้ายของการเคี่ยว ทำให้ความจัดจ้านของพริกแกงถูกความมันตัดทอนลงไปสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณลดปริมาณกะทิลง แล้วเพิ่มความหอมด้วยการคั่วลูกผักชีและยี่หร่าให้ร้อนจัดก่อนจะโยนลงไปในน้ำมันรำข้าวตอนท้าย แกงหม้อนี้จะพุ่งทะยานจาก 'รสชาติดี' กลายเป็น 'รสชาติที่สะกดวิญญาณคนกิน' ได้เลยทีเดียวครับ"
คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา ราวกับมีดผ่าตัดที่กรีดลงบนจุดอ่อนของสูตรอาหารได้อย่างแม่นยำ ทำเอารินรดาถึงกับพูดไม่ออก เธอยืนนิ่งอึ้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่ชายหนุ่มพูดมา... คือจุดที่เธอเองก็เคยลังเลอยู่เช่นกัน แต่เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ในตลาดนี้ชอบความมันเข้มข้น เธอจึงเลือกที่จะประนีประนอมรสชาติ
แต่ผู้ชายคนนี้... กลับมองทะลุปรุโปร่งภายในเวลาไม่ถึงหนาทีที่ลิ้มลอง!
"คุณ... เป็นใครกันแน่?" รินรดาหรี่ตามองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง
"ธามครับ" เขายื่นนามบัตรสีดำสนิทแผ่นเรียบหรูไม่มีลวดลายออกมาให้ ตัวหนังสือสีเงินสะท้อนแสงไฟนีออนของตลาดสด "เป็นแค่คนที่หลงใหลในรสชาติอาหารแท้ๆ และบังเอิญ... กำลังมองหาหุ้นส่วนฝีมือดีมาช่วยกอบกู้ร้านอาหารที่กำลังจะเจ๊งอยู่พอดี"
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้เอ่ยปากปฏิเสธหรือซักถามอันใด เสียงแหลมสูงคุ้นหูก็กรีดแทรกบรรยากาศเข้ามาเสียก่อน
"อ้าว! รินรดา! หลานรัก ยืนคุยกระหนุงกระหนิงอยู่กับใครห๊ะ หน้าตาดูมีฐานะนี่นา ขายแกงถุงละสี่สิบบาทจนรวยอู้ฟู่แล้วรึ ถึงได้มีหนุ่มกระเป๋าหนักมาเหมาหม้อแบบนี้!"
ร่างท้วมของน้าสมรเดินน่องแอ่นเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าถือลายแบรนด์เนมปลอม น้ำเสียงของแกจงใจเปล่งให้ดังเพื่อให้พ่อค้าแม่ขายรอบข้างหันมามองด้วยความอิจฉาริษยา รอยยิ้มจอมปลอมปรากฏบนใบหน้าที่ทาแป้งหนาเตอะ น้าสมรเหลือบมองธนบัตรสีเทาปึกหนาบนโต๊ะด้วยสายตาเป็นประกายวาววับราวกับสุนัขเห็นกระดูกชิ้นโต
รินรดาขบกรามแน่น ความอึมครึมและความรำคาญใจพุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขั้วหัวใจทันที น้าสมรไม่เคยโผล่มาถูกจังหวะเลยสักครั้ง นอกจากเวลาที่ต้องการจะมาสูบเงินหรือหาเรื่องเอาเปรียบเธอเรื่องที่ดินทำเลทอง
"มีธุระอะไรอีกคะน้าสมร ถ้าจะมาทวงเงินค่าแชร์หรือมาพูดเรื่องขายที่ดินล่ะก็ เชิญกลับไปได้เลย ฉันยุ่งอยู่" รินรดาตัดบทเสียงแข็ง ไม่ไว้หน้าญาติผู้ใหญ่อีกต่อไป
น้าสมรหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนจะแสร้งทำเป็นตีหน้าเศร้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "แหม... น้าหวังดีหรอกนะ เห็นแกอยู่ตัวคนเดียว ทำมาหากินเหน็ดเหนื่อย นายทุนเขาให้ราคาที่ดินตรงนี้ตั้งสามล้านบาทแล้วนะรินรดา รีบๆ ขายแล้วเอาเงินมาแบ่งกันให้เรียบร้อยเสียเถอะ ดีกว่ามานั่งขายแกงกะหรี่กะโหลกะกะลากลิ่นเหม็นหืนไปวันๆ แบบนี้!"
สายตาของน้าสมรเหลือบมองไปทางธามด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง เผื่อว่าชายหนุ่มกระเป๋าหนักคนนี้จะเป็นนักลงทุนหรือนายทุนรายใหม่ที่หลงกลเข้ามาซื้อที่ดิน
ธามที่ยืนฟังเงียบๆ มานาน ปรายตามองน้าสมรตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของเชฟหนุ่มทำให้น้าสมรถึงกับหุบยิ้มโดยอัตโนมัติ
"เมื่อครู่นี้... คุณน้าพูดว่าอะไรนะครับ?" ธามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพนิ่มนวล แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวหนาวเยือกขึ้นมาดื้อๆ "กลิ่นเหม็นหืนอย่างนั้นหรือครับ? น่าแปลกนะครับที่คนจมูกไวอย่างคุณน้า ถึงแยกแยะไม่ออกว่ากลิ่นที่ลอยอยู่ตรงนี้ คือกลิ่นหอมของเครื่องเทศชั้นดีที่เคี่ยวด้วยความพิถีพิถัน... หรือว่าเป็นกลิ่นความโลภที่เน่าเฟะมาจากข้างในกันแน่?"
คำพูดเจ็บแสบที่พ่นออกมาอย่างไร้ความเกรงใจทำให้น้าสมรหน้าดำคร่ำเครียด อ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ "แก! แกเป็นใครวะ ถึงกล้ามาสั่งสอนฉัน ปากดีนักนะ!"
ธามไม่สนใจเสียงแว้ดๆ ของหญิงสูงวัย เขาหันกลับมาหารินรดาที่กำลังยืนอ้าปากค้างด้วยความคาดคิดไม่ถึง ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้เธออีกก้าว กระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนใจสั่น ที่ได้ยินกันแค่สองคน
"รินรดาครับ... ข้อเสนอเรื่องการเป็นหุ้นส่วนร้านอาหารเมื่อครู่ ผมไม่ได้พูดเล่นนะ" ธามคลี่ยิ้มละมุนที่ขัดกับแววตาดุดันเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง "ส่วนปัญหาเรื่องญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อคนนี้... ถ้าคุณรำคาญใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ 'ว่าที่สามี' อย่างผมจัดการเองดีไหมครับ?"
รินรดาชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อได้ยินคำว่า 'ว่าที่สามี' จากปากผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยท้วงติงหรือด่าทอความหน้าไม่อายของเขา ธามก็เอื้อมมือมาโอบไหล่บางของเธอไว้หลวมๆ พร้อมกับหันไปเผชิญหน้ากับน้าสมรที่กำลังยืนกรี๊ดกราดด้วยความโมโห
และในวินาทีนั้นเอง... โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของธามก็สั่นเตือนขึ้นมา หน้าจอแสดงข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลก แต่กลับทำให้ดวงตาคมกริบของเชฟหนุ่มหรี่แคบลงด้วยความเจ้าเล่ห์
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนรสชาติชีวิตไปด้วยกันนะครับ
"กาแฟโบราณแก้วโต"
แม่ครัวมือฉมังกับเชฟหนุ่มผู้คลั่งรักแกงกะหรี่•ตอนที่ 2
ลูกค้าคนแรกที่ไม่ธรรมดา
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ครัวมือฉมังกับเชฟหนุ่มผู้คลั่งรักแกงกะหรี่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
