เสียงเคาะกระจกอลูมิเนียมบานเลื่อนดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน เป็นจังหวะจะโคนแบบที่คนจ้องจะมาหาเรื่องมักใช้กันเสมอ
รินรดาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกะละมังแสตนเลสในมือ ปลายเรียวนิ้วของเธอยังคงเคล้าเคล้นอยู่กับเนื้อสะโพกไก่หั่นเต๋าชิ้นโต กลิ่นหอมฉุนของผงกะหรี่แท้คั่วคละคลุ้งผสมผสานกับหัวกะทิสดเคี่ยวจนแตกมัน ลอยวนอยู่ในห้องครัวแคบๆ ของตึกแถวเก่าแก่ยุค 70 ริมถนนสายรองที่ฝุ่นเขรอะ
"เปิดร้านวันแรก ทำไมหน้าตաถึงได้บึ้งตึงนักล่ะรินรดา คนเขาจะมาอุดหนุน หรือตั้งใจจะไล่แขกตั้งแต่ยังไม่ทันติดป้ายกันแน่"
เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังทะลุผ่านประตูไม้สักเก่าๆ เข้ามา ก่อนที่ร่างท้วมในชุดผ้าปาเต๊ะสีฉูดฉาดจะผลักเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ น้าสมร... ญาติผู้พี่ฝั่งพ่อผู้มีอาชีพผูกขาดความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน กวาดสายตามองไปรอบร้านด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับที่นี่เป็นกองขยะเปียก มากกว่าจะเป็นตึกแถวสามชั้นทำเลทองที่แกหมายตาอยากจะได้มาแบ่งขายให้นายทุนสร้างคอนโดมิเนียม
รินรดาค่อยๆ วางช้อนไม้ลงบนขอบกะละมังอย่างใจเย็น เธอล้างมือในอ่างน้ำข้างตัว ใช้ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดซับจนแห้งสนิท ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นป้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาของหญิงสาวนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ
"ถ้ามาเพื่ออุดหนุน เชิญนั่งรอที่โต๊ะตัวแรกด้านนอกครับ... เอ๊ย ด้านนอกนะคะ... อ่า ขออภัยครับ น้าสมรนั่งรอข้างนอกได้เลย เดี๋ยวฉันยกไปเสิร์ฟ แต่ถ้ามาเพื่อจะพูดจาถางถางเรื่องสัญญาเช่าตึกหรือเรื่องขายที่ดินล่ะก็ เชิญกลับไปได้เลยครับ ร้านนี้ไม่มีอะไรให้ขาย และไม่มีวันขายให้ใครทั้งสิ้น" รินรดาปรับสรรพนามเกือบไม่ทันเมื่อเผลอติดสำนวนพูดคุยทั่วไป แต่ความเด็ดเดี่ยวในน้ำเสียงนั้นชัดเจนและคมกริบราวกับใบมีด
น้าสมรแค่น "หึ" ออกมาจากลำคอ กอดอกแน่นจนเนื้อหน้าอกกระเพื่อม
"ปากคอเราะร้ายขึ้นทุกวันนะรินรดา ตั้งแต่พ่อแกตายไป แกก็ทำตัวเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ลืมไปแล้วหรือไงว่าตึกหลังนี้ ถ้าน้ากับพวกผู้ใหญ่ไม่ช่วยค้ำประกันไว้ตั้งแต่สมัยโรงงานพ่อแกเจ๊งป่านนี้แกคงไม่เหลือแม้แต่ที่ซุกหัวนอนหรอก! แล้วดูสภาพตอนนี้สิ เปิดร้านขายข้าวแกงกะหรี่บ้านๆ ในตึกเก่าๆ ฝุ่นเขรอะเนี่ยนะ? ฝันกลางวันหรือเปล่าว่าจะรอดถึงสิ้นเดือน?"
สายตาของน้าสมรกวาดมองข้าวของเครื่องใช้ภายในร้าน หัวเตาแก๊สทองเหลืองรุ่นโบราณ ตู้กระจกใส่จานชามเคลือบอินาสเมลลายดอกไม้สีฟ้าที่รินรดาไปตระเวนหาซื้อมาจากตลาดมือสอง และกระปุกเครื่องเทศดินเผาเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างสะท้อนรสนิยมอันเรียบง่ายแต่ประณีต
"จะรอดหรือไม่รอด มันก็เรื่องของฉันครับ ตึกนี้ฉันผ่อนส่งดอกเบี้ยคืนตามกฎหมายทุกบาททุกสตางค์ ไม่เคยติดค้างใคร และที่สำคัญ... โฉนดแปลงนี้ไม่ได้อยู่ในชื่อของน้าสมร เพราะฉะนั้น การที่น้าจะเดินเข้ามาเอะอะโวยวายในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น มันแสดงถึงมารยาทที่หาความเจริญไม่ได้นะครับ"
"นังเด็กนี่!" น้าสมอตบโต๊ะไม้สนกลางร้านเสียงดังลั่น จนถ้วยเซรามิกสั่นสะเทือน "แกกล้าดียังไงมาสั่งสอนฉัน! แกจำใส่สมองไว้เลยนะว่าที่ตรงนี้ นายทุนเขาสู้ราคาให้ตั้งสามล้าน หักลบหนี้สินที่พ่อแกทิ้งไว้ แกยังเหลือเงินก้อนโตไปตั้งตัวที่อื่น สภาพอย่างแก ฝืมือทำอาหารงูๆ ปลาๆ แบบนี้ เปิดไปก็เจ๊ง ขายวิญญาณให้เตาไฟไปจนตายก็ไม่ได้ลี้ภัยความจนหรอก!"
รินรดาไม่โต้เถียง เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความสุข แต่เป็นความสมเพชระคนท้าทาย เธอรู้ดีว่าเป้าหมายของน้าสมรไม่ใช่ความหวังดี แต่มันคือส่วนแบ่งค่านายหน้าก้อนโตจากนายทุนหน้าเลือดที่วนเวียนอยู่แถวนี้มาเป็นสัปดาห์แล้ว
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นจนถึงขีดสุด เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่โตมโหฬารก็แล่นมาจอดเทียบฟุตบาทหน้าร้าน เสียงท่อไอเสียคำรามทุ้มต่ำทรงพลังดังก้องสะเทือนไปทั้งซอย ร่างสูงโปร่งในเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำเซอร์ๆ สวมหมวกกันน็อคเต็มใบก้าวลงจากรถ ความสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรและไหล่กว้างหนั่นแน่นทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวหลังมอง
ชายหนุ่มถอดหมวกกันน็อคออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคายสันจرةชัดเจน ดวงตาดุดันทรงเสน่ห์ภายใต้กรอบคิ้วหนา และเส้นผมหยักศกเล็กน้อยที่ชื้นเหงื่อจากการเดินทาง เขาคือธาม เชฟหนุ่มชื่อดังจากร้านอาหารฟายน์ไดนิ่งชื่อก้องใจกลางเมือง ผู้ประกาศกรวดลั่นวงการเมื่อเดือนก่อนว่า ขอลาออกจากตำแหน่ง Executive Chef เพื่อมาใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย และตอนนี้... เขากำลังยืนอยู่หน้าร้านข้าวแกงกะหรี่ตึกเก่าคูหาเดียวนี้
ธามก้าวเข้ามาในร้าน กลิ่นอายความหรูหราและกลิ่นเครื่องเทศจางๆ จากตัวเขาผสมผสานกับกลิ่นแกงกะหรี่ในร้านได้อย่างประหลาด เขากวาดสายตาคมกริบมองน้าสมรแวบหนึ่งด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะหันมาสบตากับรินรดา นัยน์ตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก
"ผมขี่รถหลงทางมาครึ่งค่อนวัน..." ธามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง กวาดสายตามองหม้อแกงกะหรี่ไก่ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วยวน "แต่ดูเหมือนจมูกของผมจะนำทางมาถูกที่แล้วล่ะครับ... เจ้าของร้านครับ ขอแกงกะหรี่ไก่สูตรพิเศษราดข้าวร้อนๆ หนึ่งจาน ด่วนที่สุดเลยครับ หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว"
น้าสมรอ้าปากค้าง มองหน้าชายหนุ่มแปลกหน้าสลับกับรินรดาด้วยความงุนงง ส่วนรินรดากลับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้
และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไรเพิ่มเติม ธามก็หยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทไร้ขีดจำกัด วางกระแทกลงบนโต๊ะไม้เสียงดังฟังชัด พร้อมกับรอยยิ้มสายเปย์ที่พร้อมจะเปย์ทุกอย่างในร้านนี้ให้ราบคาบ
"อ้อ... แล้วก็ ไม่ต้องทอนนะครับ... ผมเหมาหม้อนี้ทั้งหมดเลย"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากความอร่อยและความวุ่นวายไปพร้อมกันนะครับ
แม่ครัวมือฉมังกับเชฟหนุ่มผู้คลั่งรักแกงกะหรี่•ตอนที่ 1
กลิ่นแกงกะหรี่ในตึกเก่า
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ครัวมือฉมังกับเชฟหนุ่มผู้คลั่งรักแกงกะหรี่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
