"ถ้าคุณกวินท์คิดว่าตึกนี้สร้างด้วยจินตนาการเพ้อเจ้อบนหน้ากระดาษที่ฉีกทิ้งได้ตามใจชอบ ผมแนะนำให้ไปเปิดสำนักร่างทรงออกแบบวิมานในอากาศแทนที่จะมาเซ็นสัญญากับบริษัทวิศวกรรมนะคะ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ พอดีลืมไปว่าสถาปนิกบางคนแยกแยะระหว่าง 'งานศิลปะ' กับ 'ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์' ไม่ค่อยออก"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความกรุ่นโกรธดังขึ้นกลางห้องประชุมใหญ่ ชั้นสี่สิบของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจ กลิ่นกาแฟอาราบิก้าคั่วเข้มลอยกรุ่นตัดกับบรรยากาศตึงเครียดที่แทบจะใช้มีดตัดได้ ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงในมือของกวินท์หยุดชะงักลงครู่หนึ่ง ก่อนที่เรียวปากสีพีชธรรมชาติจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความยินดีแม้แต่น้อย หากแต่เป็นความเย้ยหยันที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความสุภาพแบบเจ็บแสบ
กวินท์เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมทอประกายความดื้อรั้น เขากวาดสายตามองชายหนุ่มร่างสูงโปรดในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม—วิศวกรผู้คุมงานโครงการ 'The Labyrinth' ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ ความปากร้าย และความไร้ซึ่งศิลปะในหัวใจคนนั้น
"คุณภีมคะ กรุณาทำความเข้าใจใหม่ด้วยนะคะว่า 'งานศิลปะ' ที่คุณกำลังดูถูกอยู่เนี่ย มันคือมูลค่าหลักพันล้านที่ลูกค้าเขายอมจ่าย ไม่ใช่แท่งปูนเปลือยไร้รสนิยมที่คุณพยายามจะยัดเยียดให้มันดูเหมือนไซด์งานก่อสร้างเถื่อนๆ หลังปากซอย ถ้าเสาต้นนี้มันต้องขยับออกไปอีกสองเมตรเพื่อรักษาเส้นสายความโค้งของโถงรับแขก ทางทีมสถาปนิกของเราก็คำนวณมาแล้วว่ามัน 'รับน้ำหนักได้' ไม่ใช่พังลงมาทับหัวคนงานอย่างที่คุณชอบวิตกจริตเกินเหตุ"
กวินท์ตอกกลับทันควัน น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกคำพูดจนรินรดา รุ่นน้องในทีมที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องแอบยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองด้วยความเสียว "โอ้ย..." รินรดาพึมพำเบาๆ พร้อมกับภาวนาในใจขอให้ห้องประชุมนี้อย่าเพิ่งระเบิดกลายเป็นโกดังสินค้าทับถมร่างพวกเขาเสียก่อน
นี่คือการพบกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการในที่ประชุมใหญ่ของโครงการยักษ์ใหญ่ประจำปี ระหว่าง 'กวินท์' สถาปนิกหนุ่มผู้ยึดมั่นในความงามระดับสุนทรียศาสตร์ขั้นสุด และ 'ภีม' วิศวกรควบคุมงานผู้มองโลกตามกฎฟิสิกส์และความเป็นจริงอันแสนน่าเบื่อ ทั้งคู่ถูกบังคับให้ต้องมาร่วมหัวจมท้ายกันในโปรเจกต์นี้ด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ได้ และผลลัพธ์ก็คือสงครามเย็นขนาดย่อมที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ประตูห้องประชุมปิดลง
ภีมแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองคนตรงข้ามราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะประชุมฝั่งที่กวินท์นั่งอยู่โดยไม่รักษาระยะห่างที่เหมาะสมแม้แต่น้อย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก กวินท์ชะงักไปนิดหนึ่งแต่ก็ยังเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมถอยร่นแม้แต่เซนติเมตรเดียว
"ความงามที่คุณว่าเนี่ย มันกินได้ไหมครับคุณกวินท์?" ภีมโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย ไดอะล็อกคมคายถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความดังลง แต่กลับทรงพลังและกดดันมากขึ้น "ถ้าแผ่นกระจกโค้งที่คุณดีไซน์มันสะท้อนแสงแดดทำมุมองศาพอดีจนกลายเป็นแว่นขยายเผาไหม้ระเบียงชั้นล่าง หรือถ้าโครงสร้างรับน้ำหนักไม่ได้แล้วถล่มลงมาตอนแขกวีไอพีมางานเปิดตัว คุณจะเอาความงามไปอธิบายให้ตำรวจฟังยังไงว่าทำไมตึกถึงพัง?"
"ก็เพราะมันเป็นหน้าที่ของคุณไงคะที่จะต้องหาวิธีทำให้ดีไซน์ของฉันมันเป็นจริงได้อย่างไร้ที่ติ!" กวินท์สวนกลับทันทีโดยไม่หลบตา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความโมโหปนความประหลาดใจที่อีกฝ่ายกล้าเข้ามาใกล้ขนาดนี้ "ถ้าคุณเก่งแต่บอกว่า 'ทำไม่ได้' 'มันเสี่ยง' 'มันพังแน่ๆ' ฉันว่าคุณลาออกจากการเป็นวิศวกรแล้วไปเป็น รปภ. เฝ้าไซต์งานธรรมดาๆ น่าจะเหมาะกับสมองทึบๆ ของคุณมากกว่านะคะคุณภีม"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องประชุมก็เงียบกริบลงทันที รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่กรรมการบริหารอีกสองคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะถึงกับนั่งตัวเกร็ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ภีมไม่ได้โกรธจนหน้าดำคร่ำเครียดอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม มุมปากหยักลึกข้างหนึ่งกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตรายและเจ้าเล่ห์อย่างบอกไม่ถูก ดวงตาสสีเข้มคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสของกวินท์ตั้งแต่กรอบแว่นลงมาจนถึงริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ
"ปากเก่ง..." ภีมพึมพำเบาๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนโทนไปจากเดิม มันไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่กลับมีความแพรพราวเจืออยู่จนน่าหมั่นไส้ "ปากเก่งแบบนี้... ไม่รู้ว่าเวลาทำงานบนเตียงจะดื้อด้านเหมือนเวลาเถียงเรื่องแบบแปลนหรือเปล่า"
"คุณ!" กวินท์หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธจัดจนแทบจะคว้าแฟ้มเอกสารฟาดหน้าคนพูด มือเรียวสั่นเทาด้วยความเคืองแค้น "คุณมัน... ไอ้คนไร้มารยาท!"
"ผมก็แค่พูดตามความเป็นจริง ในฐานะวิศวกรที่ต้องตามเช็ดตามล้าง 'จินตนาการ' ของคุณไงครับ" ภีมผละตัวกลับไปยืนท่าเดิมอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าการได้เห็นสถาปนิกคนเก่งสติแตกคือความบันเทิงเดียวในวันที่แสนน่าเบื่อนี้ "เอาล่ะ พักเบรกสิบนาที... หวังว่าคุณกวินท์จะไปดื่มน้ำเย็นๆ ล้างสมองแล้วกลับมาคุยกันด้วยเหตุผลแบบผู้ใหญ่นะครับ ไม่ใช่ใช้อารมณ์เด็กๆ แบบเมื่อกี้อีก"
พูดจบ ภีมก็หันหลังเดินยกมือขึ้นจัดปกเสื้อสูทอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว แล้วเดินนำลิ่วออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้กวินท์นั่งกำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคืองจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ
"พี่กวินท์... ใจเย็นก่อนนะคะพี่ ไหวไหมเนี่ย หน้าแดงไปหมดแล้ว" รินรดารีบเข้ามาแตะไหล่ปลอบใจ
"ฉันไม่ได้โกรธ... ฉันแค่เกลียดไอ้คนปากเสียแบบนั้นที่สุด!" กวินท์พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง ดวงตาสีเข้มมองตามแผ่นหลังกว้างที่ลับสายตาไป
แต่ทว่า... ในวินาทีที่กวินท์กำลังจะหันมาเคลียร์เอกสารบนโต๊ะเพื่อเตรียมตัวประชุมต่อ ประตูห้องประชุมฝั่งที่เชื่อมกับระเบียงส่วนตัวด้านนอกซึ่งควรจะถูกล็อคไว้ กลับถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่มีการเคาะสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น
ร่างนั้นหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู แสงไฟจากด้านนอกสาดกระทบเงาลึกลงมาบนใบหน้าคมคายที่กวินท์คุ้นเคยดี... ภีมไม่ได้เดินออกไปพักผ่อนอย่างที่พูด แต่เขากลับวนกลับมาทางประตูด้านหลัง และในมือของวิศวกรหนุ่มไม่ได้ถือแฟ้มงาน... แต่เป็นแก้วกาแฟเย็นสองแก้ว พร้อมกับสายตาคมกราบที่จ้องมองตรงมายังกวินท์ด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก
"ลืมบอกไป..." ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดังสะท้อนก้องในห้องที่เงียบงัน "กาแฟแก้วนี้... ผมสั่งให้คุณเป็นพิเศษ เพราะดูท่าทางคุณน่าจะต้องการคาเฟอีนไปช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่คิดเรื่องโครงสร้างให้มันใช้งานได้ดีขึ้น... นะครับ"
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนแรก และมาร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันลงรอยนี้ด้วยกันนะคะ!
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน•ตอนที่ 1
แบบแปลนที่ไม่มีวันตรงกัน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!