กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายจันทราที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นศิลาสีนิล สำนักกระบี่เมฆาคาราวะในยามวิกาลหาได้สงบงามดังเช่นภาพลักษณ์ภายนอกไม่ เบื้องหลังเสาหยกสลักลายมังกรทะยาน ปรากฏเงาร่างของผู้อาวุโสสามและศิษย์สายตรงนับสิบชีวิตยืนล้อมรอบร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นางคือ ‘เซียนหลินซือ’ ยอดฝีมือแห่งหอจันทร์กระจ่าง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักแห่งความยุติธรรม ทว่าในยามนี้ แววตาคู่คมกลับฉายแววเย็นชาไร้ก้นบึ้ง ราวกับมองกลุ่มมดปลวกที่กำลังกระวนกระวายอยู่เบื้องล่าง
“หลินซือ… เจ้ากล้าดียังไงถึงขโมย ‘คัมภีร์โลหิตกระบี่ผ่าสวรรค์’ ไปซ่อนไว้ แถมยังสังหารศิษย์พี่ใหญ่เพื่อปิดปาก!”
เสียงตะคอกของผู้อาวุโสสามดังสะท้อนก้องหอคัมภีร์ มือเหี่ยวย่นชี้ตรงไปยังหญิงสาวด้วยความโกรธเกรี้ยว ทั้งที่ในใจเขารู้ดีแก่ใจว่าหลักฐานทั้งหมดถูกจัดฉากขึ้นอย่างแนบเนียนเพียงใด
หลินซือไม่แม้แต่จะชายตามองกระบี่ในมือของอีกฝ่าย นางเพียงปรายตามองคัมภีร์ปลอมที่ถูกยัดเยียดไว้แทบเท้า มุมปากของนางยกย่องขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้พบเห็น
“จัดฉากได้ไม่เลว… ทว่าตื้นเขินสิ้นดี” น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยือกราวกับสายน้ำในฤดูเหมันต์ “ท่านอาจารย์เพิ่งสิ้นใจไปไม่ถึงสามวัน พวกท่านก็ร้อนรนอยากฮุบตำแหน่งเจ้าสำนักเสียจนตัวสั่น ถึงกับยอมเอาชื่อเสียงของหอจันทร์กระจ่างมาเดิมพันด้วยข้อหาน่าขันเช่นนี้เชียวหรือ”
“สามหอง!” ผู้อาวุโสสามตบโต๊ะศิลาจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับความผิด และยังดึงดันจะปกป้องไอ้มารกระบี่นอกรีต ‘หลี่มู่หยาง’ ผู้นั้น สำนักกระบี่เมฆาคาราวะขอประกาศตัดขาดจากเจ้า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป หลินซือ… เจ้าไม่ใช่ศิษย์ของที่นี่อีกต่อไป เจ้าคือคนทรยศที่ชาวยุทธทั่วหล้ามีสิทธิ์ไล่ล่าสังหารได้ทันที!”
คำประกาศิตนั้นราวกับอสุนีบาตฟาดลงกลางใจ ทว่าสำหรับหลินซือแล้ว มันกลับว่างเปล่า นางมิได้อาลัยอาวรณ์ต่อสถานที่แห่งนี้แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่สลักลึกอยู่ในห้วงคำนึงหาใช่เกียรติยศชื่อเสียง หากแต่เป็นภาพของบุรุษผู้หนึ่ง—บุรุษผู้สวมชุดคลุมสีดำสนิท ผู้ซึ่งซ่อนพิษร้ายร้อยชนิดไว้ใต้แขนเสื้อ และมีวิถีกระบี่ที่โดดเดี่ยวแต่ทระนงยิ่งกว่าผู้ใดในใต้หล้า
หลี่มู่หยางเคยกล่าวไว้ว่า *“ยุทธภพนี้ไร้ความปรานี หากเจ้าเลือกเดินบนเส้นทางแห่งธรรมะ เจ้าจักต้องแบกรับความจอมปลอมของโลกใบนี้ แต่หากเจ้าเลือกเดินเคียงข้างข้า… มือของเจ้าอาจแปดเปื้อนโลหิต แต่วิญญาณของเจ้าจักเป็นอิสระ”*
ในยามนั้น นางยังคงยึดมั่นในกรอบเกณฑ์และคุณธรรมจอมปลอม แต่วินาทีนี้ เมื่อถูกคนในสำนักที่ตนทุ่มเทแรงกายแรงใจปกป้องมาตลอดชีวิตหักหลังอย่างไร้เยื่อใย นางจึงตระหนักได้ว่า… เซียนผู้สูงส่งอย่างนาง ได้ “เสียหลัก” ตกลงมาจากหอคอยงาช้างเสียแล้ว และคนที่รอรับนางอยู่เบื้องล่าง มิใช่เทพเซียนบนสรวงสวรรค์ หากแต่เป็นยมทูตผู้ถือกระบี่ไร้นามผู้นั้น
“ดี…” หลินซือกล่าวคำเดียวก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อ ปราณกระบี่สีครามบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมาราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาด บีบให้เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ร่วมสำนักต้องถอยหลังไปคนละก้าวด้วยความตื่นตระหนก “ในเมื่อพวกท่านอยากให้ข้าเป็นคนทรยศนัก ข้าก็จะสนองความต้องการของพวกท่านให้สมบูรณ์แบบที่สุด!”
*เปรี้ยง!*
เสาหินอัคคีประจำสำนักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินนับร้อยกระจายตัวกลางอากาศ หลินซือร่างระหงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีราวกับผีเสื้อเพลิงที่โผบินหนีจากกรงขัง นางเลือกที่จะหลบหนี มิใช่เพราะหวาดกลัวความตาย หากแต่เพราะนางยังมีภาระที่ต้องสะสาง และมีบางคน… ที่กำลังรอคอยการกลับมาของนางในยามที่ดวงจันทร์ลับขอบฟ้า
เบื้องล่าง, เสียงตะโกนไล่ล่าและเสียงระฆังเตือนภัยดังระդับไปทั่วทั้งหุบเขาเมฆาคาราวะ แสงคบเพลิงนับร้อยสว่างวาบขึ้นราวกับดวงดาวที่ตกลงมาบนพื้นดิน ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนยอดไม้สูงตระหง่านนอกเขตอาคมของสำนัก
หลี่มู่หยางยืนกอดอกพิงลำต้นสนโบราณ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังร่างของหญิงสาวที่กำลังพุ่งทะยานออกมาจากวงล้อม ปลายกระบี่ไร้นามที่เหน็บอยู่ข้างเอวสั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ได้ถึงจิตสังหารและกลิ่นอายโลหิตที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา มือเรียวยาวเอื้อมไปแตะขวดกระเบื้องเคลือบสีชาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ—พิษสลายวิญญาณร้อยศพพร้อมทำงานแล้ว
“ในที่สุด เจ้าก็ยอมก้าวลงมาจากหอคอยนั้นเสียทีนะ… หลินซือ”
เขารำพึงกับความเงียบงัน ก่อนจะดีดตัวออกจากยอดสน พุ่งทะยานแหวกความมืดมิดของราตรีออกไปรับร่างของนาง ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าข้อศอกเรียวบางของนางนั้นเอง จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ลมปราณสายหนึ่งที่ดุดันและคุ้นเคยอย่างยิ่งก็พุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของเขาอย่างรุนแรง!
“ระวัง!”
เสียงตะโกนเตือนของหลินซือประสานเข้ากับเสียงแหวกอากาศของคมกระบี่ที่จ้วงแทงทะลุความมืดเข้ามา หลี่มู่หยางเบิกตากว้างเล็กน้อย ร่างกายขยับตอบสนองตามสัญชาตญาณของมือสังหารผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน นิ้วมือข้างหนึ่งดีดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ลูกดอกพิษอาบยาพิษเจ็ดป่าช้าพุ่งแหวกอากาศสวนกลับไปยังทิศทางของเงาลึกลับทันที
ทว่าเมื่อแสงจันทร์ส่องทะลุกลุ่มเมฆลงมาสะท้อนใบหน้าของผู้ที่ลอบโจมตี หลี่มู่หยางกลับต้องชะงักค้างไปชั่วลมหายใจ นัยน์ตาหดแคบลงด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ
บุคคลที่ยืนขวางทางพวกเขาอยู่หาใช่ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาคาราวะไม่… แต่เป็นร่างในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากไม้สลักรูปอสูร และที่สำคัญที่สุด… กระบี่ในมือของอีกฝ่าย กลับปล่อยไอสังหารที่เป็นเอกลักษณ์ของ “สำนักเงาโลหิต” สำนักเดียวกับที่สังหารครอบครัวของเขาเมื่อสิบปีก่อน!
“มู่หยาง… ถอยไป!” หลินซือกรีดร้องสุดเสียงเมื่อเห็นว่าปลายกระบี่ของปีศาจสวมหน้ากากกำลังพุ่งตรงมายังจุดตายของชายหนุ่ม โดยที่เงาดำอีกนับสิบสายกำลังพุ่งล้อมกรอบพวกเขาจากทุกทิศทุกทาง ปิดตายทุกเส้นทางหลบหนีอย่างสมบูรณ์แบบ!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอมานะครับ
กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา•ตอนที่ 11
เมื่อเซียนผู้สูงส่งเสียหลัก
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!