ความเงียบงันในห้องใต้ดินของคลังเก็บหลักฐานเก่าแก่ ไม่ได้แปลว่าความปลอดภัย—มันคือสุสานของความจริงที่ถูกฝังกลบ และเวลานี้ ซากศพเหล่านั้นกำลังปีนป่ายขึ้นมาจากหลุม
เงาสะท้อนจากแสงไฟฉายบนผนังปูนเปลือยสั่นไหวตามจังหวะลมหายใจที่กระชั้นกระชับ พริมโรสรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เมื่อร่างที่ยืนถือปากกระบอกปืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้า ก้าวพ้นจากมุมอับของชั้นวางแฟ้มเอกสารเก่า ใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงไฟสีสวลีไม่ได้ทำให้เธองุนงงเท่ากับโครงกระดูกในตู้เก็บศพ... นั่นคือ "ธีรภัทร" พยานปากเอกผู้กุมกุญแจดอกสำคัญในคดีฆาตกรรมเขย่าขวัญเมื่อห้าปีก่อน
บุคคลที่สำนวนคดีระบุชัดเจนว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ตกหน้าผาอย่างไร้ร่องรอยแห่งศพ บุคคลที่ศิลาใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายและวาทศิลป์อันเฉียบคมพลิกเกมจนจำเลยหลุดพ้นข้อหาฆาตกรรมอย่างลอยนวล
"คุณ..." เสียงของพริมโรสสั่นพร่า ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวatผวา มือเรียวบางที่ถือเครื่องมือแพทย์เอียงไปตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว "เป็นไปไม่ได้... คุณควรจะตายไปแล้วเมื่อห้าปีที่แล้วสิ!"
ศิลายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเธอ ร่างสูงใหญ่ของทนายความหนุ่มขยับบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง สัญชาตญาณนักล่าในตัวเขาตื่นเต็มพิกัด นัยน์ตาคมกริบสีนิลกาฬหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ความเยือกเย็นและไร้ความปรานีที่เคยใช้พิฆาตคู่ความในศาลถูกดึงกลับมาใช้ในสถานการณ์เป็นตาย ทว่าลึก and ลงไปในแววตานั้น กลับมีความไหววูบระลอกหนึ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจซ่อนเร้น—ความตกใจที่ถูกซ่อนภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุม
"ตายเหรอครับ... อ๊ะ ขออภัยค่ะ ความตายเป็นแค่เรื่องโกหกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดปากสุนัขที่รู้มากเกินไปต่างหากล่ะครับ... อุ๊p! ดิฉันติดปากคำว่า 'ครับ' ตามนิสัยผู้ชายในจินตนาการซะแล้ว ขอแก้ตัวนะคะว่า... มันเป็นแค่เกมการจัดฉากที่สมบูรณ์แบบ"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังลอดออกมาจากลำคอของธีรภัทร เขายกปืนสั้นในมือขึ้นเล็งตรงมายังจุดกึ่งกลางระหว่างคนทั้งสอง ใบหน้าที่ควรจะมีรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ กลับเรียบเนียนอย่างไร้รอยตำหนิ มีเพียงแววตาคู่เดิม—แววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและความกระหายในอำนาจมืด
ศิลาขยับก้าวเท้าขึ้นมาบังพริมโรสไว้มิดชิดยิ่งขึ้น ไหล่กว้างของเขาสั่นเกร็งเล็กน้อยด้วยความโกรธกรุ่น น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาบาดลึกดังขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะระเบิด
"แกไม่ได้ตาย... แต่แกจงใจจัดฉากการตายของตัวเอง เพื่อแลกกับการเป็นพยานเท็จตามคำสั่งของใครบางคน... คนที่อยู่เบื้องหลังคดีของพ่อฉัน และเป็นคนเดียวกับที่ชักใยคดีทั้งหมดในตอนนี้" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้องมองอดีตพยานด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ "นายไม่ใช่แค่พยานปากเอก แต่แกคือหมากตัวสำคัญของผู้บงการที่แท้จริง"
"ฉลาดสมกับเป็นทนายมือทองจริงๆ นะศิลา..." ธีรภัทรยิ้มเยาะ มุมปากหยักลึกด้วยความสมเพช "น่าเสียดายที่ความฉลาดของนายในวันนั้น... คือสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ 'นายใหญ่' ของฉันสามารถลอยนวลทำลายชีวิตคนอื่นมาได้จนถึงทุกวันนี้ นายภูมิใจไหมล่ะ ที่ความกระหายชัยชนะในศาลของนาย กลายเป็นเครื่องมือฆ่าคนทางอ้อม?"
คำพูดนั้นพุ่งตรงปักเข้ากลางใจของศิลา ราวกับมีดโกนอาบยาพิษ กลิ่นอายความเจ็บปวดจากอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอดหลายปีพวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายของชายหนุ่มชาวกรุงผู้เย่อหยิ่งชะงักงันไปชั่วขณะ
พริมโรสสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม เธอตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งของศิลาเบาๆ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเธอส่งผ่านเนื้อผ้าไปยังผิวเนื้อของเขา เป็นการส่งสัญญาณเตือนสติว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูร่วมกัน ไม่ใช่เวลามาแบกรับความผิดบาปในอดีต
"อย่าไปฟังคำปั่นป่วนของเขาค่ะศิลา..." พริมโรสกระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "เป้าหมายของเขาคือการทำให้เราไขว้เขิลและทำลายสมาธิ หาทางฉวยจังหวะนี้สวนกลับเสียเถอะค่ะ"
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับคืนมา แววตาสีตาสีเข้มกลับมาเฉียบคมและทรงพลังอีกครั้ง มุมปากของเขาหยักยิ้มเยาะหยันราวกับไม่สะทกสะท้านต่อความตายที่จ่ออยู่ตรงหน้า
"คิดเหรอว่ามีปืนแค่กระบอกเดียว แล้วจะกำจัดพวกเราพ้นทางได้?" ศิลาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าออกด้านข้างเล็กน้อยเพื่อเปิดมุมให้พริมโรสเคลื่อนไหว "แกก็น่าจะรู้ดีว่า ฉันไม่เคยเดินเข้าสู่สนามรบโดยไม่มีแผนสำรอง..."
สิ้นเสียงของทนายความหนุ่ม ประตูเหล็กทึบด้านหลังของธีรภัทรก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล!
ร่างของชายชุดดำสองคนพุ่งเข้าชาร์จใส่พยานปากเอกทันท่วงที เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวประกายไฟแลบแปลบปลาบในความมืด กลิ่นดินปืนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดิน ธีรภัทรเสียหลักล้มลงไปกระแทกกับชั้นวางแฟ้มเอกสาร กระดาษนับร้อยแผ่นปลิวว่อนราวกับหิมะสีขาวที่ถูกพายุซัดกระหน่ำ
ในความชุลมุนวุ่นวาย ศิลาไม่รอช้า เขาคว้ามือบางของพริมโรสแล้วออกแรงกระชากให้วิ่งหนีฝ่าความโกลาหลออกไปยังทางออกฉุกเฉินทันที แรงบีบที่กระชับแน่นและอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่นคงมาสู่หัวใจที่เต้นระรัวของเธอ เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ประสานกันเป็นจังหวะเดียวท่ามกลางความมืดมิดและเสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด
พวกเขาวิ่งขึ้นมาจากห้องใต้ดิน ลัดเลาะผ่านทางเดินยาวของอาคารร้าง ก่อนจะมาหยุดพักหายใจพะงาบๆ อยู่หลังเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ในลานจอดรถชั้นใต้ดินอีกฝั่งหนึ่ง แสงไฟสลัวสาดส่องลงมากระทบเรือนร่างที่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและแรงสะเทือนจากอัตราการเต้นของหัวใจ
พริมโรสพิงหลังติดกับเสาปูน มือข้างหนึ่งทาบอกเสื้อกราวด์ที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจ ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความเหนื่อยอ่อนและอะดรีนาลีนที่ยังคงพลุ่งพล่าน ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่ยืนค้ำร่างเธอไว้เพื่อป้องกันอันตราย
ศิลายังคงใช้มือข้างหนึ่งยันผนังปูนไว้ ก้มหน้าลงมองเธอระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใกล้ชิดจนแทบจะหลอมละลายระยะห่างระหว่างกัน แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกและโหยหาอย่างประหลาด
"คุณ... บ้าหรือเปล่าคะ?" พริมโรสเอ่ยเสียงสั่น พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว "รู้ทั้งรู้ว่านั่นมันอันตรายถึงชีวิต ทำไมยังทำตัวบุ่มบ่ามแบบนั้น..."
"ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น แล้วปล่อยให้คุณตกเป็นเป้ากระสุนแทนผมล่ะครับ?" ศิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง "ผมไม่มีทางยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากคุณไปจากสายตาผมเด็ดขาด... พริมโรส"
คำพูดนั้นสะท้านสะเทือนหัวใจของแพทย์นิติเวชสาวจนแทบหยุดเต้น ความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกันมาตลอด—ความขัดแย้ง ความระแวงสงสัย และแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่หักห้ามใจไม่ไหว—พวยพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุดในสถานการณ์ที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ชิดยิ่งขึ้น ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองสำรวจริมฝีปากนุ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจลดกำแพงทั้งหมดลงแล้วประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากของเธออย่างนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนโหยหา
สัมผัสแรกเนิบนาบและลึกซึ้ง ราวกับต้องการชดเชยความหวาดกลัวทั้งหมดที่ผ่านมา พริมโรสตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่เวลาและสถานที่ที่เหมาะสม แต่วิญญาณและสัญชาตญาณของเธอกลับตอบสนองต่อสัมผัสนั้นอย่างยินยอมพร้อมใจ เรียวแขนเนียนยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง นิ้วมือสอดสuyệnไปตามเส้นผมสีเข้มของเขา รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความโหยหาค่อยๆ ทวีความดุดันและวาบหวามขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะหัวใจที่เต้นเร่าร้อนจนแทบหลุดออกจากอก
ลมหายใจที่ประสานกัน กลิ่นอายของความอันตรายที่ยังคงหลงเหลืออยู่รอบตัว ยิ่งทำให้บทเพลงรักทางอารมณ์ครั้งนี้ดึงดูดใจและลึกซึ้งจนยากจะถอนตัว ศิลาขยับมือโอบกอดเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของเธอให้เป็นเนื้อเดียวกับเขาภายใต้เงาความมืด
ทว่า—ในวินาทีที่อารมณ์ของทั้งคู่กำลังดื่มด่ำไปกับรสสัมผัสอันหอมหวานและเร่าร้อนนั้นเอง
เสียงฝีเท้าฝีหนืดย่ำลงบนพื้นคอนกรีตเปียกชื้นก็ดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ... พร้อมกับแสงไฟฉายกราดสาดเข้ามาในมุมอับที่พวกเขาหลบซ่อนอยู่
และเสียงทุ้มต่ำ เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ก็ดังแทรกขึ้นมาตัดบรรยากาศทั้งหมดทันที
*"คิดเหรอครับ ว่าซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของ 'นายใหญ่' ไปได้... คุณหมอคนสวย และคุณทนายผู้แสนฉลาด?"*
ศิลาผละริมฝีปากออกจากพริมโรสอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ด้วยความระแวงระวัง เขาดึงร่างบางให้มาอยู่ด้านหลังทันที พร้อมกับมือที่เอื้อมไปหยิบอาวุธปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ที่เอวขึ้นมาเตรียมพร้อม
สายตาของศิลาตวัดมองไปยังร่างในเงาสลัวที่ก้าวออกมาจากมุมเสา... และในวินาทีที่แสงไฟส่องกระทบใบหน้าของบุคคลผู้มาใหม่นั้น พริมโรสก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง—
คน ๆ นั้นไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือบุคคลที่ถืออำนาจสูงสุดในกระบวนการยุติธรรมที่พวกเขาเพิ่งไปขอความช่วยเหลือมาเมื่อวานนี้เอง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "มิดไนท์คิส" มาโดยตลอดนะคะ
ดีลลับฉบับทนายร้ายกับคุณหมอนิติเวช•ตอนที่ 39
ผู้บงการที่แท้จริง
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับทนายร้ายกับคุณหมอนิติเวช นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!