“เลือดศิษยานุศิษย์ของตำหนักเหมันต์… เจ้ากล้าดียังไงถึงเอ่ยวาจาอวดดีเช่นนี้ออกมา!”
เสียงตวาดนั้นดังก้องกังวานราวกับสนั่นหวั่นไหวมาจากเก้าชั้นฟ้า คลื่นความเย็นยะเยือกที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของจินหลิงทำให้มวลอากาศรอบบริเวณนั้นแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นดินในพริบตา ดาบยาวในมือของนางเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า สะท้อนเงาร่างของหญิงสาวผู้สูงส่งดั่งเทพเซียนผู้ลงทัณฑ์ แต่ในยามนี้แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ล้ำลึกและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เย่เฉินหาได้สะท้านสะเทือนไม่ เขายังคงยืนไขว่ห้างพิงลำต้นสนโบราณด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ปลายกระบี่วิปลาสในมือถูกลากไปกับพื้นดินเกิดเป็นประกายไฟแล่บแปลบปลาบ รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงมีความกวนประสาทและท้าทายตามแบบฉบับของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดิน
“อวดดีหรือ? แม่นางจิน… คำนี้ข้าว่ามันออกจะชมข้าเกินไปหน่อยนะครับ” เย่เฉินหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบกวาดมองสตรีตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “สิบปีก่อน คนของตำหนักเหมันต์ของพวกเจ้าเหยียบย่ำตระกูลเย่จนเลือดนองแผ่นดิน พวกเจ้าไม่เคยเอ่ยคำว่าเมตตา เหตุใดวันนี้พอเป็นคนของพวกเจ้าบ้าง ถึงได้ทำท่าทางราวกับโลกใบนี้กำลังจะล่มสลายเล่า?”
“สามหีน!”
จินหลิงไม่อาจอดกลั้นต่อความเย่อหยิ่งและการรื้อฟื้นอดีตอันเจ็บปวดนี้ได้อีกต่อไป ร่างระหงของนางพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าดั่งสายฟ้าสีคราม ปราณกระบี่เหมันต์พรรณรายถูกปลดปล่อยออกมาจนเกิดเป็นเสียงหวีดหิวของพายุหิมะในยามวิกาล วิชากระบี่เก้าสวรรค์ไร้ลักษณ์ของตำหนักเหมันต์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังตบะขั้นหลอมรวมวิญญาณระดับสูง ทำให้ทุกย่างก้าวของนางสามารถแช่แข็งวิญญาณของศัตรูให้แตกสลายได้ในกระบวนท่าเดียว
ช้ง!
เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เย่เฉินไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว เขายกกระบี่วิปลาสขึ้นรับรับมือได้อย่างทันท่วงที แรงกระแทกมหาศาลทำให้พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของเขาร้าวรานลึกลงไปหลายชาม แต่ใบหน้าของชายหนุ่มกลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเยnหยัน
“วิชากระบี่ของตำหนักเหมันต์ปีนี้ดูเหมือนจะร้อนแรงขึ้นนะ… เสียดายแต่ว่า เจ้ายังขาดความอบอุ่นในหัวใจไปเสียหน่อย จึงทำให้กระบวนท่านี้มีช่องโหว่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ถึงสามจุด!”
เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ทว่าการกระทำของเขากลับรวดเร็วดุจปีศาจ กระบี่วิปลาสในมือพลิกแพลงจากรับเป็นรุกในพริบตา วิชากระบี่วิปลาสที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และรูปทรงที่แน่นอน ถูกตวัดออกไปอย่างดุดันและคาดเดาทิศทางไม่ได้ คลื่นพลังปราณสีดำสนิทผสมผสานกับจิตวิญญาณกระบี่อันดุร้ายพุ่งเข้าปะทะกับพายุหิมะของจินหลิงอย่างรุนแรง
ตู้มมม!
แรงระเบิดจากพลังปราณทั้งสองสายแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ต้นสนโบราณรอบบริเวณหักโค่นลงราวก้านไม้ขีดไฟ ฝุ่นผงและเกล็ดน้ำแข็งกระจายฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ จินหลิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความเร็วและพลังวิญญาณของชายหนุ่มผู้นี้เหนือกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก ทุกกระบวนท่าที่เขาใช้ออกมาเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตายและการหลุดพ้น ราวกับว่าเขาผ่านสมรภูมิที่เหี้ยมโหดมานับไม่ถ้วน
“เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงรู้จักวิชากระบี่ที่หลุดโลกเช่นนี้!” จินหลิงกัดฟันกรอด นางตวัดกระบี่สร้างม่านน้ำแข็งหนาทึบขึ้นป้องกันตัว ขณะที่ถอยร่นออกไปสามก้าวเพื่อตั้งหลัก
ในจังหวะนั้นเอง บนกิ่งไม้สูงเหนือศีรษะของทั้งคู่ ร่างอ้วนกลมขนปุยสีขาวราวกับหิมะของเสี่ยวไป๋ก็โผล่หัวออกมา มันใช้เท้าหน้าเกาหูเกาหัวทำท่าทางเบื่อหน่าย ก่อนจะส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วลงมา
“โธ่เอ๊ย แม่นางน้อยจินหลิง! เจ้าอย่าไปเสียเวลาถามชื่อไร้สาระของไอ้คนปากเสียนี้เลย มันก็แค่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่อกหักรักคุดจากสำนักมาร แล้วคิดจะมาหาเรื่องตบตีกับแม่นางงามเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้นแหละน่า! ฮ่าๆๆๆ!”
“เจ้าอสูรสารเลว หุบปากเน่าๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้!” เย่เฉินตวาดลั่น ใบหน้าที่เคยสุขุมเกือบจะหลุดมาดเมื่อถูกสัตว์เลี้ยงคู่ใจแฉกลางสมรภูมิ
จินหลิงชะงักไปชั่วขณะ นัยน์ตาสีครามคู่สวยฉายแววสับสนวูบหนึ่ง นางไม่เคยพบเจอกับคู่ต่อสู้ที่มีพฤติกรรมประหลาดและมีสัตว์อสูรปากกล้าเช่นนี้มาก่อน ทว่าจิตสังหารในใจของนางกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึก Luminous ปราณเหมันต์ทั่วร่างถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ใบหน้าหวานล้ำดั่งเซียนสวรรค์กลับเยียบเย็นราศีกดดันแผ่ซ่าน
“ต่อให้เจ้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเพียงใด… วันนี้ใต้กระบี่เหมันต์ของข้า หัวของเจ้าจะต้องถูกนำไปสังเวยที่ป้ายวิญญาณของศิษยานุศิษย์อย่างแน่นอน!”
จินหลิงประสานมือเป็นเคล็ดวิชา กระบี่ในมือเปล่งแสงสีฟ้าเจิดจ้าจนท้องฟ้าในยามค่ำคืนราวกับถูกย้อมด้วยสีของน้ำแข็งพันปี พลังกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายกดทับจนเย่เฉินรู้สึกราวกับมีภูเขาน้ำหนักหมื่นจินกดทับลงบนบ่า
เย่เฉินหรี่ตาลง รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่เลือนหายไปแทนที่ด้วยความจริงจังที่น่ากลัว เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่น ปราณกระบี่วิปลาสระเบิดออกรอบกายจนเกิดเป็นเสียงคำรามของอสูรบรรพกาลก้องกังวานในห้วงสำนึก
“เช่นนั้นก็ลองดูว่า… กระบี่ในมือของข้า กับหัวใจที่เย็นชาของเจ้า สิ่งใดจะแตกสลายก่อนกัน!”
ทว่า ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะซัดกระบวนท่าตัดสินชี้ขาด ประกายแสงสีทองประหลาดสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศลงมาจากฟากฟ้า ราวกับอสนีบาตจากสรวงสวรรค์ มันปักลงตรงกั้นกลางระหว่างเย่เฉินและจินหลิงอย่างแม่นยำ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้พื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึก พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นอันคุ้นเคยที่ดังแทรกขึ้นมา
“ฮ่าๆๆๆ… ช้าก่อน! ดูเหมือนว่าพวกเจ้าสองคนจะสนุกกันเกินไปหน่อยแล้วกระมัง? ลืมไปแล้วหรือว่า… คืนนี้ยังมีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญอีกกลุ่มหนึ่งกำลังรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ข้างนอกนั่น!”
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
— ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้เย็นชาจนกระดูกสั่น•ตอนที่ 2
นางเซียนผู้ไร้หัวใจ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้เย็นชาจนกระดูกสั่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
