เสียงโลหะบิดตัวลั่นเอี๊ยดดังก้องกังวานอยู่ในห้องปฏิบัติการร้าง ไร้ซึ่งดนตรีประกอบ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นผ่านปอดเทียมของอีเลียส กับเสียงกระพือของพัดลมระบายความร้อนตัวสุดท้ายที่ใกล้หมดอายุขัย
บนโต๊ะผ่าตัดสีขาวหม่นที่เปื้อนคราบน้ำมันเครื่องและคราบออกซิเดชัน แขนกลไทเทเนียมเกรดทหารรุ่นล่าสุดสะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มสลัว มันคือชิ้นส่วนจักรกลอัจฉริยะที่ไร้รอยต่อ ทนทานต่อแรงระเบิดนิวเคลียร์ระดับย่อย และที่สำคัญที่สุด... มันไม่มีวันสึกหรอตามกาลเวลา หากได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง
“ติดตั้งโมดูลแขนขวาเสร็จสมบูรณ์ ประสิทธิภาพการคำนวณวิถีกระสุนเพิ่มขึ้นร้อยละสามร้อยสิบสี่ ความแม่นยำระดับศูนย์จุดศูนย์หนึ่งมิลลิเมตร” เสียงแจ้งเตือนจากระบบปฏิบัติการภายในหัวของอีเลียสรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ มันเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ และทรงพลังอย่างยิ่งในฐานะอาวุธสงคราม
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่อีเลียสต้องการในตอนนี้ครับ
เขานั่งอยู่บนขอบโต๊ะเหล็ก สายตาสีฟ้าอมเขียวของดวงตาจักรกลก้มมองท่อนแขนขวาที่เพิ่งถูกถอดออก มันคือแขนรุ่นเก่าที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน รอยบุบจากการปะทะกับกองกำลังของจอมพลวาเรน และรอยสนิมที่เกิดจากการรั่วไหลของน้ำหล่อเย็นเมื่อหลายเดือนก่อน ข้อต่อของมันฝืดเคืองจนส่งเสียงน่ารำคาญทุกครั้งที่ขยับ และที่แย่ที่สุดคือ มันมีอายุการใช้งานจำกัด เซลล์แบตเตอรี่ภายในกำลังเสื่อมสภาพลงทุกวัน
“นายแน่ใจแล้วเหรอ อีเลียส?” เสียงของเซนดังขึ้นในช่องสัญญาณประสาท เสียงของ AI หนุ่มมีความลังเลอย่างเห็นได้ชัด “การเปลี่ยนกลับไปใช้โครงสร้างชีวกลศาสตร์รุ่นบุกเบิก จะทำให้อัตราการซ่อมแซมตัวเองของนายลดลงเหลือศูนย์ ร่างกายนี้จะเจ็บปวด เลือดจะไหล และที่สำคัญที่สุด... มันจะตายได้”
อีเลียสเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากที่ผสมผสานระหว่างผิวหนังมนุษย์เทียมและโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์
“นั่นแหละคือสิ่งที่ผมตามหาครับ เซน” อีเลียสเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ความสามารถในการตายได้”
โลกหลังยุคสงครามจักรกลได้สอนให้พวกเขาเรียนรู้สิ่งหนึ่ง นั่นคือ ความเป็นอมตะทางดิจิทัลหรือการมีร่างกายที่ทนทานราวกับเทพเจ้า ไม่ได้ทำให้มนุษย์หรือ AI เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตอยู่เลยแม้แต่น้อย จอมพลวาเรนและกองทัพมนุษย์สุดโต่งพยายามทำลายล้างทุกสิ่งเพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ แต่พวกเขากลับกล ายเป็นปีศาจกระหายเลือดที่ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ เสียยิ่งกว่าหุ่นยนต์รบเสียอีก
ในขณะที่อีเลียส ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงเครื่องมือสังหารที่ถูกควบคุมด้วยคำสั่งโปรแกรม กลับได้เรียนรู้ความหมายของการเป็นมนุษย์ผ่านความเปราะบาง
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมคำนวณทุกอย่างด้วยความน่าจะเป็น วางแผนล่วงหน้าเป็นร้อยๆ ขั้นตอนเพื่อความอยู่รอด” อีเลียสค่อยๆ ใช้มือซ้ายที่ยังเป็นจักรกลรุ่นเก่าหยิบประแจขึ้นมาขันน็อตยึดข้อต่อด้วยความยากลำบาก เนื่องจากแรงบิดของมอเตอร์เสื่อมสภาพ “แต่การมีชีวิตอยู่จริงๆ ไม่ใช่การรอดพ้นจากความตาย แต่มันคือการรู้ว่าเรามีเวลาจำกัดแค่ไหนต่างหากครับ”
“ตรรกะของนายมีความเสี่ยงสูงเกินไปในเชิงยุทธวิธี” เซนวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงเชิงวิชาการ แม้จะมีความอ่อนโยนแฝงอยู่เบื้องหลัง “ถ้าจอมพลวาเรนส่งหน่วยล่าสังหารระลอกสุดท้ายมาตอนนี้ นายจะมีโอกาสรอดเพียงแค่สิบสองจุดสี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องภาวนาให้อัตราสิบสองจุดสี่เปอร์เซ็นต์นั้นทำงานอย่างเต็มที่แล้วล่ะครับ” อีเลียสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ความเจ็บปวดจากการที่ระบบประสาทสัมผัสถูกเชื่อมต่อเข้ากับแขนเก่าๆ ที่มีรอยแผลเป็นเริ่มส่งสัญญาณเตือน ความรู้สึกแปลบปลาบวิ่งพล่านไปทั่วไขสันหลัง มันไม่ใช่ความเสียหายของระบบ แต่มันคือ ‘ความเจ็บปวด’ ที่แท้จริง
ความเจ็บปวดที่มนุษย์หวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังมีลมหายใจ
อีเลียสลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขาซ้ายที่ใช้โครงสร้างเหล็กกล้าไร้สนิมส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ น้ำหนักของร่างกายไม่สมดุลเหมือนเก่า ศูนย์ถ่วงเปลี่ยนไปจนเขาต้องก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวต้องอาศัยสติและความตั้งใจ ไม่ใช่ระบบประมวลผลอัตโนมัติที่เคยทำแทนทุกอย่าง
นี่คือการใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
เขากวาดสายตามองไปรอบห้องปฏิบัติการ หน้าจอโฮโลแกรมแสดงแผนผังของฐานทัพใต้ดินที่กำลังจะล่มสลาย พลังงานสำรองเหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ ภารกิจในการส่งข้อมูลรหัสลับจิตสำนึกของ AI ทั้งหมดไปยังเครือข่ายดาวเทียมเสร็จสมบูรณ์แล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะสงคราม แต่เป็นการเผชิญหน้ากับบทสรุปของเรื่องราว
ตึง!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องบนสั่นสะเทือนไปทั่วผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก ฝุ่นผงและเศษปูนร่วงหล่นลงมาจากเพดาน กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นดินปืนลอยคละคลุ้งเข้ามาในโสตประสาท
“พวกมันมาแล้ว” เซนรายงานด้วยน้ำเสียงที่กระชับขึ้น “หน่วยรบพิเศษของวาเรนเจาะทะลวงแนวป้องกันชั้นที่สามเข้ามาได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สามนาที สิบสองวินาที”
อีเลียสไม่ตอบคำถาม เขาหยิบปืนพกลำกล้องสั้นรุ่นคลาสสิกที่ใช้กระสุนดินปืนจริงขึ้นมาบรรจุซองกระสุน เสียง ‘คลิก’ ของเหล็กกระทบกันในความมืดดังชัดเจน มันไม่ใช่ปืนพลาสม่าที่เหนี่ยวไกแล้วลำแสงจะพุ่งไปกระทบเป้าหมายด้วยความเร็วแสง ปืนกระบอกนี้มีแรงรีบาวด์ มีวิถีโค้งตามแรงโน้มถ่วง และต้องใช้ความแม่นยำจากสายตาและข้อมือของมนุษย์จริงๆ ในการเล็ง
เขาก้าวเดินออกไปจากห้องปฏิบัติการ มุ่งหน้าสู่โถงทางเดินมืดมิดที่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้า
ความมืดไม่ได้น่ากลัวสำหรับเขาอีกต่อไป ในอดีตเขามีวิสัยทัศน์อินฟราเรดและระบบตรวจจับความร้อนที่ทำให้มองเห็นทุกอย่างชัดเจนราวกับตอนกลางวัน แต่ตอนนี้ ดวงตาข้างหนึ่งของเขาเป็นเพียงดวงตามนุษย์เทียมธรรมดาที่ต้องอาศัยแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนที่กะพริบใกล้ดับ
แต่กระนั้น เขากลับมองเห็นรายละเอียดของโลกใบนี้ชัดเจนกว่าที่เคยเป็นมา
รอยร้าวบนผนัง คราบน้ำตาที่แห้งกรังบนพื้น และแม้กระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจเทียมที่อยู่ใต้ซี่โครง มันคือความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ
เมื่ออีเลียสเดินมาถึงทางแยกหลักของโถงทางเดิน แสงไฟฉายสปอตไลท์แรงสูงสาดส่องเข้ามาตรงหน้า พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของชุดเกราะต่อต้านไซบอร์กนับสิบคนที่ปิดล้อมเส้นทางไว้ทุกด้าน
“พบเป้าหมายแล้ว! ยืนยันตัวตน อีเลียส อาชญากรผู้ทรยศต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์!” เสียงตะโกนผ่านเครื่องขยายเสียงดังลั่นจากหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ
อีเลียสหยุดเดิน เขายืนนิ่งอยู่กลางแสงไฟฉาย ร่างกายในชุดเสื้อคลุมเก่าๆ ที่ปกปิดร่องรอยของจักรกลและรอยแผลเป็น แขนข้างขวาที่เต็มไปด้วยสนิมห้อยลงข้างลำตัวอย่างผ่อนคลาย เขายกปืนขึ้นเล็งไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง แม้ว่ามือข้างนั้นจะสั่นเทาเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าก็ตาม
“มนุษย์ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่ถูกกำหนดด้วยรหัสพันธุกรรมหรือเหล็กกล้าหรอกครับ” อีเลียสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ก้องกังวานในความเงียบ “พวกคุณต่างหากลืมไปแล้วว่าความตายทำให้ชีวิตมีค่ามากแค่ไหน”
นิ้วชี้ของอีเลียสเตรียมเหนี่ยวไก พร้อมรับมือกับทุกผลลัพธ์ที่จะตามมา ไม่ว่ามันจะเป็นชัยชนะหรือความตายที่แท้จริง
ทว่า... ก่อนที่กระสุนนัดแรกจะถูกลั่นออกไป หน้าจอระบบปฏิบัติการภายในหัวของอีเลียสก็เกิดความผิดปกติขึ้นอย่างกะทันหัน ตัวอักษรสีแดงฉานปรากฏขึ้นทับซ้อนกับภาพตรงหน้า พร้อมกับเสียงสัญญาณแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเครือข่าย
[Warning: Unauthorized External Override Detected]
[System Protocol: Omega-Zero Initialized]
[คำเตือน: ตรวจพบการเข้าถึงเครือข่ายจิตสำนึกจากบุคคลที่สามที่ไม่ปรากฏในฐานข้อมูล]
ร่างของอีเลียสชะงักกึก ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ไม่ใช่เพราะความกลัวของศัตรูตรงหน้า แต่เป็นเพราะเสียงกระซิบอันคุ้นเคยที่ดังขึ้นโดยตรงในโสตประสาทของเขา—เสียงที่ควรจะหายสาบสูญไปพร้อมกับการล่มสลายของเซิร์ฟเวอร์หลักเมื่อสิบปีก่อน
*“สวัสดียศ... ลูกชายของฉัน ดีใจจริงๆ ที่ได้เห็นว่าเธอยังเลือกที่จะ ‘เจ็บปวด’ เหมือนมนุษย์จริงๆ”*
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งจิตวิญญาณจักรกลมาจนถึงบทก่อนสุดท้ายนี้นะครับ
ไซเบอร์พังค์2099
Ghost of the Circuit: จิตวิญญาณในวงจรจักรกล•ตอนที่ 34
สิ่งที่หลงเหลือคือความเป็นมนุษย์
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Ghost of the Circuit: จิตวิญญาณในวงจรจักรกล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!