กลิ่นอายของกำยานบุปผาหมื่นลี้ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นเลิศที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ภายในโถงรับรองตระกูลไป๋เวลานี้ กลับมิได้ให้ความรู้สึกผ่อนคลายแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม บรรยากาศกลับกดดันเสียจนเหล่าสาวใช้และอนุภรรยาที่นั่งอยู่รอบด้านไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ไป๋จูหลานนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงแกะสลักลวดลายหงส์เหิน ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าครามปักลายดอกเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ดูสง่างามและเยือกเย็นดั่งภาพวาด นางไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกต่อราชโองการด่วนที่เพิ่งประกาศก้องเมื่อครู่แม้แต่น้อย ปฏิกิริยาของนางราบเรียบราวกับคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรก
ข้างกายของนางคือเฟิงอวี้เฉิน—ท่านอ๋องผู้มีนัยน์ตาลึกล้ำดั่งเหวหมื่นลี้ เขานั่งไขว่ห้างอย่างเกียจคร้าน แต่มือหนากลับวางอยู่บนด้ามกระบี่ประจำกายที่สลักลวดลายมังกรทะยาน รัศมีอำนาจกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ทำให้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับเหลือบมองสตรีข้างกายด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ระหว่างความกังวลเล็กๆ กับความพึงพอใจในความสุขุมของนาง
“หยุดมือทุกคน! ท่านอ๋อง... ไป๋จูหลาน... ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ท่านทั้งสองเข้าเฝ้าเป็นการด่วนที่สุด... เพราะพระสนมเอกซูเพิ่งทรงพระประชวรด้วยอาการเดียวกับฮูหยินใหญ่... และไม่มีใครในวังรักษาได้นอกจากสตรีที่ยืนอยู่ตรงนี้!”
ขันทีหลวงผู้ถือราชโองการยังคงหอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการควบม้าฝ่าสายฝนมาตลอดทาง
ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งโถง ไป๋ซูอิน พี่สาวต่างมารดาผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับนางแต่เต็มไปด้วยความริษยาและรอยยิ้มเยือกเย็น ก็แค่นسหัวเราะออกมาเบาๆ นางลุกขึ้นยืน ชายแขนเสื้อผ้าต่วนปักดิ้นทองสะท้อนกับแสงไฟวับวาว ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีที่จงใจจะหักหน้าน้องสาวต่างมารดาต่อหน้าแขกเหรื่อผู้มีเกียรติในตระกูล
“ช่างน่าขันยิ่งนัก…” ไป๋ซูอินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงไว้ด้วยพิษสง “น้องรองของเราผู้นี้ วันๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนหลังทรุดโทรม ร่ำเรียนวิชาแพทย์กระจอกงอกง่อยจากตำราเก่าคร่ำครึ ถึงกับกล้าอาจเอื้อมบอกว่าตนเองรักษาโรคประหลาดที่หมอหลวงยังจนปัญญาได้เชียวหรือ? เกรงว่านี่จะเป็นกลอุบายเรียกร้องความสนใจ หรือไม่ก็เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกหนีความผิดที่แอบอ้างวิชาโอสถโบราณกระมังเพคะท่านอ๋อง?”
คำพูดของไป๋ซูอินราดน้ำมันลงบนกองไฟ สายตาของเหล่าญาติผู้ใหญ่ตระกูลไป๋เริ่มมองจูหลานด้วยความเคลือบแคลงและดูถูกเหยียดหยาม ทว่าไป๋จูหลานหาได้สะเทือนใจไม่ นางเพียงแต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นชาหอมกรุ่นแตะริมฝีปากบางเฉียบ ก่อนที่นางจะวางถ้วยลงบนโต๊ะด้วยเสียงกระทบเบาๆ แต่มั่นคง
“พี่ใหญ่ซูอิน…” ไป๋ซูอินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย รอยยิ้มที่มุมปากของนางงามหยาดเยิ้มแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก “ท่านมักจะรีบร้อนตัดสินความสามารถผู้อื่นด้วยสายตาคับแคบของกบในกะลาเสมอ... ช่างน่าเวทนายิ่งนัก”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? นังเด็กไร้ค่า!” ไป๋ซูอินหน้าถอดสีด้วยความโกรธเกรี้ยว นางไม่คาดคิดว่าน้องสาวที่เคยยอมก้มหัวให้ตลอดจะกล้าต่อปากต่อคำด้วยวาจาเชือดเฉือนเช่นนี้
“ข้าไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย” ไป๋ซูอินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางกลับกดดันให้ไป๋ซูอินต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “ในเมื่อพี่ใหญ่อุตส่าห์กล่าวถึงความรู้และบทกวีเพื่อประเมินคุณค่าของคน ข้าก็ยินดีจะมอบบทกลอนบทหนึ่งให้ท่านได้ไตร่ตรอง... ถือเสียว่าเป็นทานจากข้าก็แล้วกัน”
นางก้าวเดินช้าๆ ไปกลางโถง ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาเป็นตาเดียว เสียงหวานใสดังขึ้นกังวาน ก้องกังสดาลไปทั่วห้องรับรองอันเงียบสงบ:
*“บุปผาซ่อนเงาเคลือบพิษร้าย*
*อวดโฉมท้าทายในความหนาว*
*คุณธรรมดั่งหยกแตะรอยร้าว*
*ปัญญาดั่งดาบฟาดเงาจันทร์*
*กบในกะลาหลงนภาว้าง*
*ไม่รู้ฟ้ากว้างอยู่หนไหน*
*ครั้นลมพายุพัดโถมไกว*
*จึงรู้ว่าใคร... คือธุลี”*
สิ้นเสียงกลอน ทั่วทั้งโถงรับรองก็ตกอยู่ในความเงียบงันสนิท บทกลอนนี้ไม่ได้เพียงแค่เสียดสีความโง่เขลาและคับแคบของไป๋ซูอินได้อย่างเจ็บแสบถึงทรวงในเท่านั้น แต่ยังแฝงนัยยะทางการเมืองและการประเมินสถานการณ์ที่เฉียบคมดั่งคมดาบ รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋ซูอินแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความแค้นเคืองจนริมฝีปากสั่นระริก นางอ้าปากจะกล่าวคำด่าทอแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้ เพราะความหมายลึกซึ้งบาดลึกของกลอนบทนั้นได้ทุบทำลายหน้ากากความเหนือกว่าของนางจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
เฟิงอวี้เฉินที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก แววตาดุร้ายคู่นั้นทอประกายความพึงพอใจและลุ่มหลงอย่างปิดไม่มิด สตรีของเขา... ไม่เคยทำให้เขาต้องผิดหวังเลยจริงๆ ช่างร้ายกาจ งดงาม และน่าค้นหาเสียจนเขาแทบอยากจะซ่อนนางไว้จากสายตาคนทั้งแผ่นดิน
“กล่าวได้ดี…” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เฟิงอวี้เฉินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างไป๋จูหลานอย่างปกป้อง สายตาคมกราบกวาดมองไปรอบโถงก่อนจะหยุดอยู่ที่ขันทีหลวง “นำทางไป... เปิ่นหวางอยากรู้นักว่า สนมเอกซูผู้นั้นจะมีปัญญาต้านทานพิษที่นางเป็นคนก่อขึ้นเองได้สักกี่น้ำ”
ไป๋จูหลานเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายแวบหนึ่ง หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำด้วยจังหวะแปลกประหลาด เคมีที่หลอมรวมระหว่างความเยือกเย็นของนางและความดุร้ายเด็ดขาดของเขาแผ่ซ่านจนบรรยากาศร้อนรุ่มขึ้นมาทันตาเห็น
ทว่า... ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเท้าออกจากเรือนตระกูลไป๋ ขันทีหลวงที่ถือราชโองการกลับมีสีหน้าซีดเผือดลงอย่างกะทันหัน เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย มือที่ถือม้วนราชโองการสั่นเทาราวกับถือของร้อน
“ทะ... ท่านอ๋อง... ไป๋จูหลาน... บ่าวเกรงว่า... พวกท่านอาจจะไม่ต้องไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักในแล้ว...”
ขันทีหลวงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พร้อมกับชูหีบไม้ประทับตราลับสีชาดขึ้นเหนือหัวด้วยสองมือที่สั่นระริก
“นี่คือ... ราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดที่เพิ่งส่งม้าเร็วมาถึงเมื่อครู่... ฮ่องเต้ทรง... ฮ่องเต้ทรงสวรรคตแล้วเพศค่ะ! และพระสนมเอกซูได้ออกพระราชโองการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคนใหม่... ซึ่งก็คือ...”
********************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความลี้ลับนี้นะคะ ✨
— เงาจันทราลี้ลับ
โอสถบุปผาซ่อนเงา•ตอนที่ 3
กลอุบายในงานเลี้ยงน้ำชา
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอสถบุปผาซ่อนเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
