“นังสะใภ้ขี้เกียจ! ตะวันจะตรงหัวแล้วยังจะนอนอืดเป็นศพเน่าอยู่ในนั้นอีกหรือ! ถ้าวันนี้แกไม่รีบออกไปถอนหญ้าในแปลงหลังบ้าน ข้าวเย็นก็อย่าหวังว่าจะได้ตกถึงท้อง แม้แต่ก้นหม้อก็อย่าคิดว่าจะได้เห็น!”
เสียงแผดกร้าวที่แหบพร่าดั่งใบไม้แห้งถูกบดขยี้ดังทะลุผ่านผนังดินที่แตกร้าวเข้ามา กระแทกเข้ากับโสตประสาทของ ‘หลินอวี้’ อย่างรุนแรงจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความมึนงงที่แล่นพล่านไปทั่วสมอง
หลินอวี้ลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องนอนหรูหราที่คุ้นเคย แต่เป็นคานไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีหยากไย่เกาะหนาเตอะ กลิ่นอับชื้นของดินและฟางข้าวลอยคลุ้งอยู่รอบตัว แรงสั่นสะเทือนจากฝ่าเท้าที่เตะเข้าที่บานประตูไม้ผุๆ ทำให้ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาเหมือนหิมะสีเทา
“ยังไม่ลุกอีก! นึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูตกยากหรือไง? โจวซือเฉิงมันส่งจดหมายมาบอกว่าใกล้จะกลับมาแล้ว ถ้ามันรู้ว่าเมียมันทำตัวเป็นภาระแบบนี้ ระวังเถอะ... มันจะหย่ากับแกให้เสียประวัติ!”
หลินอวี้หยัดกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ ความทรงจำที่แปลกปลอมแต่เด่นชัดเหมือนรอยกรีดบนผิวหนังพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมอง ยุค 70... ความอดอยาก... และแม่สามีที่เห็นนางเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตแรงงานฟรี
“แม่ครับ... ถ้าอยากให้ผมมีแรงไปถอนหญ้า ก็ช่วยเปิดประตูให้มันกว้างกว่านี้หน่อย แสงสว่างส่องเข้ามาไม่ถึงลูกตา มันทำให้ผมทำงานยากนะครับ” หลินอวี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย็นชาที่ทำให้อีกฝั่งของประตูชะงักไปครู่ใหญ่
นางไม่ใช่หลินอวี้คนเดิมที่ยอมก้มหัวให้ใคร ความทรงจำในอีกภพภูมิหนึ่งสอนนางว่า ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ความอ่อนแอคืออาหารอันโอชะของพวกเหลือบไร
หลินอวี้ลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่สวมใส่ นางเดินไปเปิดประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญใจ แม่เฒ่าโจวยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่เห็นลูกสะใภ้ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น
“แก... แกกล้าสั่งฉันหรือ!” แม่เฒ่าโจวถลึงตาโต มือเหี่ยวแห้งหมายจะคว้าเข้าที่แขนของนาง
หลินอวี้ขยับตัวเพียงเล็กน้อยดั่งก้าวย่างของนักล่าที่เจนจัด นางคว้าข้อมือของแม่สามีไว้ได้อย่างพอดิบพอดีแรงบีบไม่มากแต่แน่นหนาจนอีกฝ่ายหน้าเขียว “แม่ครับ การตะโกนไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่มขึ้นหรอกนะ และที่สำคัญ... ถ้าผมเป็นอะไรไป ใครจะคอยรับจดหมายและเงินที่พี่ซือเฉิงส่งมาให้ล่ะครับ?”
นางปล่อยมือออกดั่งผลักขยะชิ้นหนึ่งทิ้ง แม่เฒ่าโจวเซถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกตะลึง ก่อนจะอ้าปากค้างเตรียมจะแผดเสียงด่าทอ แต่หลินอวี้กลับเดินผ่านหน้านางไปที่ครัวหลังบ้านโดยไม่หันกลับมามอง
ทันทีที่ลับสายตาคน ร่างบางทรุดลงพิงกำแพงดิน หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น มิติ ‘หอจดหมายเหตุอาหาร’ ที่เคยเป็นเพียงตำนานในความทรงจำกำลังสั่นไหวอยู่ในจิตสำนึกของนาง ภาพชั้นวางที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศล้ำค่า วัตถุดิบระดับจักรพรรดิ และสูตรอาหารที่หายสาบสูญไปนานนับพันปีปรากฏชัดเจนในห้วงความคิด
*‘ในเมื่อต้องอยู่ที่นี่... ข้าจะทำให้ดูว่าความอดอยากมันเป็นอย่างไร’* นางคิดในใจ พลางใช้นิ้วแตะที่อากาศเบาๆ ข้าวสารเมล็ดงามหนึ่งกำมือปรากฏขึ้นในมือที่สั่นเทาของนาง
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะนำข้าวสารนั้นไปซ่อน เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยกับความรู้สึกกดดันอันมหาศาลก็ดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน เสียงประตูรั้วไม้หน้าบ้านถูกผลักออกพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูหมองมัวจากการเดินทางไกล
ชายหนุ่มผู้มีแววตาดุจเหยี่ยวและใบหน้าที่เรียบเฉยจนน่ากลัวยืนอยู่ตรงนั้น เขาคือ ‘โจวซือเฉิง’ สามีที่ทุกคนต่างเกรงกลัว
เขามองมาที่หลินอวี้ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะก้มลงมองมือของนางที่กำอะไรบางอย่างไว้แน่นจนขาวซีด
“ในมือเจ้า... คืออะไร?” เสียงทุ้มต่ำของเขากดดันจนอากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นมาทันที
หลินอวี้เงยหน้าขึ้น สบตากับชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีด้วยสายตาที่นิ่งสงบเกินกว่าหญิงสาวในยุคสมัยนี้จะทำได้ นี่ไม่ใช่การกลับมาของสามีธรรมดา แต่เป็นการเผชิญหน้าที่จะกำหนดชะตาชีวิตของนางในยุคสมัยที่หิวโหยนี้ไปตลอดกาล
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในจุดเริ่มต้นของความพลิกผันนี้นะครับ!
มื้อค่ำหลังกำแพงดิน: ปฏิบัติการพลิกฟื้นชีพในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 1
ฟื้นในกระท่อมผุพัง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มื้อค่ำหลังกำแพงดิน: ปฏิบัติการพลิกฟื้นชีพในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
