กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งอวลอยู่ในโพรงจมูก ราวกับกลิ่นอายของซากปรักหักพังแห่งแดนสนธยาที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ไป๋จินเฉิน... เจ้าจงใจฝืนชะตาฟ้าลิขิต คิดหรือว่าเศษสวะที่ไร้ซึ่งรากปราณเช่นเจ้า จะมีสิทธิ์ครอบครอง ‘กระบี่โลหิตทมิฬ’ มรดกชิ้นสุดท้ายที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ตระกูลสายหลัก?”
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังระคายหูแว่วมาจากเบื้องสูง ประหนึ่งเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่กำลังเหยียบย่ำเหยื่อผู้ไร้ทางสู้ ดวงตาของไป๋จินเฉินค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดร้าวรานราวกับกระดูกทุกข้อในร่างกำลังถูกบดขยี้ด้วยค้อนเหล็กแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ แต่นั่นไม่ใช่ความทรมานจากบาดแผลใหม่... มันคือความรู้สึกเดือดดาลที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาจากห้วงลึกแห่งกาลเวลา
นี่คือร่างของ ‘ไป๋จินเฉิน’ คุณชายรองตระกูลไป๋ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นศิษย์สวะ ไร้สิ้นซึ่งพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร และกำลังถูก ‘ไป๋ฮ่าว’ ลูกพี่ลูกน้องจากตระกูลสายรอง พร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสหน้าเงิน เข้ามาบุกรุกเรือนพักเพื่อยึดครองสมบัติและขับไล่เขาออกไปให้พ้นทางในยามที่เขากำลังอ่อนแอที่สุด
“ลุกขึ้นมาสิไอ้ขยะ! หรือว่าความเจ็บแค้นแค่นี้ ทำให้เจ้าทำได้แค่นอนหมอบเหมือนสุนัขข้างถนนกันแน่?” ไป๋ฮ่าวแค่นเสียงหัวเราะ ภายในมือถือหีบสมบัติโบราณที่บรรจุศิลาปราณระดับสูงเอาไว้ รอยยิ้มหยันบนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโลภและสะใจ
รอบกายของไป๋จินเฉินในยามนี้เต็มไปด้วยเศษข้าวของที่ถูกโยนระเกะระระกะ เหล่าบ่าวรับใช้และศิษย์สายรองต่างยืนล้อมวงมองดูด้วยสายตาสสมน้ำหน้าและเหยียดหยาม ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าช่วย มีเพียงความไร้เยื่อใยในโลกยุทธภพที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์
ทว่า... ภายในร่างที่ดูเหมือนใกล้จะแตกดับนี้ วิญญาณที่หลับใหลอยู่ภายในกลับไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาอีกต่อไป
*แปะ... แปะ...*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า ไป๋จินเฉินค่อยๆ ใช้มือยันพื้นดินอันเย็นเยียบ ผนังกายที่เคยอ่อนแอสั่นสะท้อนด้วยแรงปะทะของจิตวิญญาณอันเกรียงไกรที่เพิ่งหวนคืนสู่ร่างเดิม นัยน์ตาคู่คมกริบที่เคยหม่นหมอง บัดนี้กลับทอประกายสีทองอร่ามเรืองรองราวกับดวงอาทิตย์ยามอัสดง ลึกล้ำ ทรงพลัง และเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบสงบลงในพริบตา ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
ไป๋ฮ่าวที่กำลังหัวเราะเยาะถึงกับชะงักกкаก ความรู้สึกหนาวเยือกวิ่งพล่านขึ้นมาจากฝ่าเท้าจนถึงสันหลังอย่างไร้สาเหตุ เมื่อประสานสายตากับเด็กหนุ่มที่กำลังค่อยๆ ยืดกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม
“เจ้า... มองหน้าข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?” ไป๋ฮ่าวฝืนกลืนน้ำลายลงคอ พยายามกดความตื่นตระหนกไว้ภายใต้ท่าทีเกรี้ยวกราด “อยากตายนักหรือไง ถึงได้กล้าส่งสายตาอวดดีใส่ข้า!”
ไป๋จินเฉินไม่ตอบคำชายหนุ่มตรงหน้าทันที เขากวาดสายตาดุจพญาอินทรีมองสำรวจฝ่ามือของตนเอง ร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน... อ่อนแอจนน่าสมเพช แต่กระนั้น แก่นแท้แห่งวิถีเซียนและเศษเสี้ยวพลังเทพที่ตกค้างอยู่ในห้วงจิตสำนึกจากการเผชิญทัณฑ์สวรรค์ในชาติก่อน ก็เพียงพอแล้วที่จะสั่งสอนสุนัขรับใช้เหล่านี้ให้รู้จักสำนึก
“คนตระกูลไป๋สายรอง... ช่างกล้าหาญยิ่งนัก” สุ้มเสียงทุ้มนุ่มทว่ากังวานลึกก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ราวกับเสียงระฆังสำริดจากห้วงบรรพกาลที่สั่นสะเทือนแก้วหูของทุกคนให้สั่นสะท้าน “กล้าแม้กระทั่งปล้นชิงของ1ที่ข้าครอบครอง และยังกล้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตอาคมของเรือนพักแห่งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ฮ่าๆๆ เจ้าเพี้ยนไปแล้วกระมังไอ้สวะ!” ไป๋ฮ่าวแผดเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความหวาดกลัวในใจ “แกมันก็แค่เศษขยะที่ท่านปู่เมตตาเลี้ยงดูไว้ วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้แกจำใส่กะโหลกไว้ว่า บนโลกใบนี้ คนไร้ค่าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจร่วมกับพวกเรา!”
สิ้นคำพูด ไป๋ฮ่าวก็ระเบิดพลังปราณขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเจ็ดออกCมาเต็มกำลัง หมัดเคลือบออร่าสีฟ้าเข้มพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของไป๋จินเฉินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ หวังจะซัดให้ร่างของอีกฝ่ายกระเด็นทะลุผนังเรือนไปในคราเดียว
เหล่าผู้ติดตามส่งเสียงเชียร์ก้องด้วยความสะใจ หลายคนถึงกับเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นภาพความน่าเวทนาของศิษย์สวะที่ต้องกระอ่วนเลือดสดๆ ออกมา
ทว่า... ไม่มีเสียงกระดูกหัก ไม่มีร่างที่กระเด็นออกไปตามคาด
ไป๋จินเฉินเพียงแค่เอียงศีรษะหลบวิถีหมัดอย่างเชื่องช้า ทว่าไร้ซึ่งช่องโหว่ ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวยาวจะสะบัดออกไปเบาๆ ราวกับการปัดแมลงวัน
*เพี๊ยะ!*
เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน แรงสะท้อนมหาศาลจากพลังเทพตกค้างปะทะเข้ากับใบหน้าของไป๋ฮ่าวอย่างจัง จนร่างท้วมของอีกฝ่ายหมุนเคว้งกลางอากาศสามรอบ ก่อนจะกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสดๆ พร้อมกับซี่โครงและฟันนับซี่กระเด็นหลุดออกมาจากปากอย่างน่าอนาถ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมบริเวณนั้นอีกครั้ง ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง
ไป๋ฮ่าวนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น ใบหน้าด้านขวาบวมเป่งจนผิดรูป ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวถึงขีดสุด สมองของเขาขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เกิดอะไรขึ้น? เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไป๋จินเฉินที่เคยถูกเขาซ้อมมือเป็นกระสอบทรายมาตลอดหลายปี เหตุใดจึงสามารถตบเขาจนคว่ำได้ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว?
“นี่... เจ้า...” ไป๋ฮ่าวชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความสั่นเทา เลือดไหลย้อยเต็มริมฝีปาก
ไป๋จินเฉินก้าวเดินเข้าไปใกล้ชิดทีละก้าว ฝ่าเท้าเหยียบลงบนพื้นไม้จนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอาร์ด ราวกับเสียงฝีเท้าของยมทูตที่กำลังนับถอยหลังเวลาชีวิตของพวกเขา รัศมีพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลแผ่ซ่านออกมาจากร่างผอมบางนั้น กดทับเหล่าบ่าวรับใช้และศิษย์สายรองจนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นโดยไม่ต้องลงมือด้วยซ้ำ
“จำไว้... ครั้งนี้ถือเป็นการสั่งสอนเตือนสติ” ไป๋จินเฉินก้มลงมองไป๋ฮ่าวด้วยสายตาราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง “ส่วนสมบัติทั้งหมดที่พวกเจ้าขนมา... จงคายคืนกลับมาให้หมด มิฉะนั้น ข้าจะถอดกระดูกพวกเจ้าทีละท่อน ย่อยสลายวิญญาณให้อยู่ไม่สู้ตาย!”
แรงกดดันดุจภูเขาไท่ซานกดทับลงบนอกของทุกคนจนหายใจไม่ออก ไป๋ฮ่าวหน้าซีดเผือด รีบตะเกียกตะกายควAเอาหีบสมบัติและศิษย์ปราณทั้งหมดโยนกองแทบเท้าของเด็กหนุ่มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทว่า ในวินาทีที่ไป๋จินเฉินกำลังจะเอื้อมมือไปรับหีบสมบัตินั้น ประตูไม้โบราณหน้าเรือนก็ถูกระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยพลังปราณอันรุนแรง!
*ตูม!*
เศษไม้กระจายเกลื่อนกลาด พร้อมกับร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาเข้มผู้มีดวงตาดุร้ายดั่งเหยี่ยว ก้าวเข้ามาพร้อมกับออร่าพลังระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์ที่แผ่พุ่งจนบรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
“บังอาจนัก! เจ้าเด็กสวะเดรัจฉาน กล้าดียังไงมาทำร้ายคนของตระกูลไป๋สายรองในเขตปกครองของข้า!”
ผู้อาวุโสจ้าว... ศัตรูคู่อาฆาตผู้เคยร่วมมือหักหลังเขาในชาติก่อน ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าต่อตาแล้ว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกันนะคะ
สยบฟ้าด้วยปลายกระบี่มาร•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพกลางกองเพลิง
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบฟ้าด้วยปลายกระบี่มาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
