“ริน... ไม่ต้องรอแล้วล่ะ ของวันนี้มันไม่มีให้หรอก”
เสียงของเมฆแหบพร่าและสั่นเครือ เขายืนอยู่หน้าประตูครัวร้าน ‘สูตรลับตำรับยาย’ ในสภาพที่ดูไม่ได้เลย ใบหน้ามอมแมมไปด้วยคราบดิน เสื้อเชิ้ตสีซีดขาดวิ่นตรงชายแขน มือหนาที่เคยหยิบจับผักสดกรอบแน่นกำถุงผ้าป่านเปล่าเปลี่ยวเอาไว้แน่น รินรดาชะงักมือที่กำลังเตรียมจะฝานข่าอ่อน เธอวางมีดลงบนเขียงไม้ช้าๆ สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงตรงหน้า
“หมายความว่ายังไงคะเมฆ ไหนบอกว่าวันนี้จะมีกะเพราป่ากับขมิ้นชันมาส่งไงคะ ลูกค้ารอบบ่ายจองโต๊ะใหญ่ไว้หมดแล้วนะ” รินรดาถามพลางปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของชายหนุ่ม เธอเห็นความเจ็บปวดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเหนื่อยล้า
เมฆทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในครัว เขาซบหน้าลงกับฝ่ามือ “พวกแมลง... มันลงไร่แบบไม่ทันตั้งตัว ริน กัดกินใบกะเพราจนกุดเหลือแต่ก้าน ขมิ้นที่กำลังจะขุดก็เน่าเสียเพราะความชื้นสะสมที่ผมนึกไม่ถึง ผมพยายามคัดออกแล้ว แต่มันไม่มีอะไรเหลือพอจะส่งให้ร้านได้เลยสักอย่าง”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องครัว มีเพียงเสียงเดือดของน้ำสต๊อกในหม้อดินเผาที่ส่งกลิ่นหอมของเครื่องเทศจางๆ รินรดาไม่ได้โกรธ เธอเข้าใจดีว่าการทำเกษตรอินทรีย์มันเปราะบางเพียงใด แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุดิบ มันคือหัวใจของร้านที่ต้องดำเนินต่อไปด้วยรสชาติที่ ‘ยาย’ เคยสร้างไว้
รินรดาเดินไปหยิบแก้วน้ำเย็นส่งให้เขา “ดื่มน้ำก่อนนะคะ แล้วค่อยๆ เล่า... เรื่องแมลงระบาด มันไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับขนาดนั้นไม่ใช่เหรอคะ”
เมฆเงยหน้าขึ้น ดวงตาเขาสั่นไหว “ผมพยายามจัดการแล้ว แต่มีบางอย่างผิดปกติ เหมือนมีใครบางคนมาวางยาในระบบน้ำรดต้นไม้... ริน ผมตรวจดูที่หัวจ่ายน้ำแล้ว มันมีคราบสารเคมีตกค้างที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมใช้แน่ๆ”
รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ เธอรู้ดีว่าร้านอาหารของเธอมีผู้ไม่หวังดีคอยจับจ้องอยู่เสมอ ตั้งแต่เธอปฏิเสธที่จะขายสูตรน้ำพริกแกงให้ร้านอาหารแฟรนไชส์เจ้าใหญ่ในเมือง การสูญเสียวัตถุดิบหลักไปในวันที่มีรอบจองสำคัญ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
“งั้นเราก็ต้องแก้นะคะ” รินรดากล่าวเสียงเรียบ หากทว่าหนักแน่น เธอหยิบผ้ากันเปื้อนผืนโปรดมาผูกปมแน่น “ถ้าไม่มีวัตถุดิบชั้นหนึ่งจากสวนของคุณ เราก็ต้องใช้วัตถุดิบเท่าที่เหลืออยู่ให้เป็นเลิศที่สุด... แต่ก่อนอื่น รบกวนคุณช่วยพาฉันไปดูที่ไร่หน่อยได้ไหมคะ บางทีอาจจะมีอะไรที่หลงเหลือพอจะกู้ชีพได้บ้าง”
ทั้งสองเดินทางไปที่สวนของเมฆในเวลาไม่นาน บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าใจหาย แปลงกะเพราที่เคยเขียวขจีบัดนี้เหลือเพียงกิ่งก้านที่ถูกแมลงรุมทึ้ง รินรดาเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอก้มลงมองที่โคนต้นกะเพราต้นหนึ่งที่ดูเหมือนจะรอดพ้นจากภัยพิบัติ มือของเธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นประหลาด... กลิ่นของน้ำมันเครื่องผสมกับยาฆ่าแมลงเข้มข้นที่เพิ่งถูกราดลงไปไม่นาน
“นี่มัน...” รินรดาอุทานขึ้น ขณะที่เมฆเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
“ใครมันใจร้ายขนาดนี้...” เมฆก้มลงมองตาม “ริน ถอยออกมา!”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของกระท่อมเก็บอุปกรณ์ ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน ร่างของชายแปลกหน้าในชุดสีดำสนิทสามคนยืนดักทางออกเอาไว้ ในมือของชายคนกลางถือกล่องไม้ใบเก่าที่มีตราสัญลักษณ์ที่รินรดาคุ้นตาที่สุด... ตราสัญลักษณ์เดียวกับที่ติดอยู่บนเครื่องปรุงที่ยายเคยหวงแหนที่สุดก่อนจากไป
ชายคนนั้นยิ้มที่มุมปากพร้อมกับก้าวเข้ามาหา “คุณรินรดา... พวกเราแค่มาแจ้งข่าวว่า ต่อให้คุณพยายามมากแค่ไหน ในเมื่อไม่มีวัตถุดิบจากที่นี่ ร้านของคุณก็คงไปต่อได้อีกไม่กี่วัน และเมื่อถึงวันนั้น หวังว่าคุณจะตัดสินใจเรื่องข้อเสนอของพวกเราได้ดีขึ้นนะคะ”
เขาวางกล่องไม้ใบนั้นลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากพืช ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความงุนงง รินรดาตัดสินใจเดินเข้าไปหยิบกล่องใบนั้นขึ้นมา มือของเธอสั่นเทาขณะเปิดฝาออก สิ่งที่อยู่ข้างในทำให้เธอนิ่งงันไปครู่ใหญ่ มันไม่ใช่สารเคมี แต่เป็นเม็ดพันธุ์กะเพราพันธุ์หายากที่ยายเคยบอกว่าสาบสูญไปแล้ว พร้อมกับโน้ตลายมือของใครบางคนที่รินรดาจำได้แม่นยำ... ลายมือของคนที่ควรจะเสียชีวิตไปนานแล้ว
“เมฆ... นี่มันลายมือของคุณแม่นี่นา” รินรดาพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกล่องไม้
ครัวคุณยายขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปพร้อมกับรินรดานะคะ
ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 20
วิกฤตวัตถุดิบ
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!