"น้ำแกงหม้อนี้... อ่อนกะปิไปนิด หรือยายรินตั้งใจลดเค็มลงเพื่อสุขภาพของพวกเรากันแน่จ๊ะ?"
เสียงทุ้มแต่นุ่มนวลของลุงชมดังขึ้นท่ามกลางเสียงกระทบกันของชามกระเบื้องและช้อนสังกะสีในห้องอาหารเล็กๆ ของร้าน 'ครัวคุณยาย' รินรดาชะงักมือที่กำลังเช็ดโต๊ะไม้สักทอง เธอนิ่งค้างไปเสี้ยววินาที ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางเบา—รอยยิ้มที่ไม่ได้ฉาบฉวย แต่มาจากก้นบึ้งของหัวใจที่อัดอั้นมานานหลายสัปดาห์
บรรยากาศในร้านวันนี้ไม่ได้เงียบเหงาเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากคุณยายจากไปอีกแล้ว กลิ่นหอมฟุ้งของพริกแกงเผ็ดใต้ที่โขลกเองกับมือ ตั้งแต่ตีห้า ลอยอบอวลผสมผสานไปกับกลิ่นหอมกรุ่นของใบมะกรูดฉีกและหัวกะทิเคี่ยวแตกมัน เสียงหัวเราะรơiๆ ของกลุ่มคุณยายจากชุมชนคลองบางหลวงที่จับกลุ่มกันมานั่งทานข้าวเหนียวหน้าสังขหารวมถึงแกงไตปลาฝีมือรินรดา ช่วยขับไล่ความเวิ้งว้างที่เคยเกาะกุมหัวใจของเธอออกไปจนหมดสิ้น
รินรดาวางผ้าในมือลง เดินเข้าไปใกล้โต๊ะของลุงชมพร้อมรอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้าหวาน "ถ้าลุงชมทักแบบนี้ แสดงว่าฝีมือหนูยังห่างไกลจากยายเยอะเลยใช่ไหมคะ?"
"ไม่ใช่ห่างไกลหรอกริน..." ป้าอุ่นภรรยาของลุงชมรีบแทรกขึ้นมาด้วยความเอ็นดู พร้อมตักแกงส้มดอกแคใส่ชามข้าวสวยร้อนๆ ของสามี "แค่รสชาติมันมีกลิ่นอายความเป็นตัวของหนูมากขึ้นต่างหากล่ะลูก... คนเราจะให้ทำตามสูตรคนรุ่นก่อนเป๊ะๆ ไปเสียทุกกระเบียดนิ้ว ชีวิตมันก็คงไม่มีชีวาหรอก จริงไหมคะคุณ?" ป้าอุ่นหันไปขอความเห็นจากชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เพิ่งเดินก้าวเข้ามาทางประตูหน้าร้าน
นายเมฆสลัดคราบละอองดินจางๆ จากแปลงผักออร์แกนิกออกลวกๆ ที่ชายเสื้อยืดสีเทาตัวเก่ง กลิ่นไอแดดและกลิ่นใบโหระพาสดๆ ลอยติดตัวเขามาด้วย เมฆกวาดสายตามองรอบร้านที่ตอนนี้โต๊ะไม้ทุกตัวถูกจับจองจนแน่นขนัด ดวงตาคมคายคู่นั้นทอดมองรินรดาด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่ซ่อนไว้ไม่มิด
"ผมว่าวันนี้แกงส้มของรินกลมกล่อมกำลังดีแล้วครับ... เอ่อ หมายถึง กำลังดีแล้วค่ะ" เมฆรีบแก้คำพูดเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นชิน ทำเอาลุงชมกับป้าอุ่นหัวרויร่าออกมาพร้อมกันอย่างรู้ทัน
รินรดาแสร้งค้อนใส่ชายหนุ่มวงใหญ่แก้เขิน ก่อนจะหันไปจัดการกับออร์เดอร์ของลูกค้าโต๊ะอื่นต่อ มือเรียวตักพะแนงเนื้อน่องลายราดลงบนข้าวสวยควันฉุย กลิ่นหอมของลูกผักชีและยี่หร่าคั่วเตะจมูกจนลูกค้าโต๊ะข้างๆ ต้องหันมามองด้วยความกลืนน้ำลายเอื้อม ความเหนื่อยล้าจากการยืนหน้าเตาไฟมากว่าสี่ชั่วโมงมลายหายไปในพริบตา เมื่อเห็นรอยยิ้มพึงพอใจของทุกคนที่ได้ลิ้มลองอาหารฝีมือเธอ
นี่แหละคือสิ่งที่ยายพยายามบอกมาตลอด... อาหารไม่ได้เป็นเพียงแค่สารอาหารที่หล่อเลี้ยงร่างกาย แต่มันคือสะพานที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน
"รินจ๊ะ..." เสียงหวานใสของเด็กหญิงมะลิ ลูกสาวร้านขายของชำท้ายซอยดังขึ้น พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ยับยู่ยี่ให้ "แม่บอกว่า สั่งแกงเขียวหวานไก่ใส่ยอดมะพร้าวอ่อนสองถุงนะจ๊ะ เอาเผ็ดน้อยเหมือนเดิมจ่ะ"
"ได้เลยจ่ะน้องมะลิ รอสักครู่นะคะ คนเก่ง" รินรดาลูบศีรษะเด็กหญิงด้วยความเมตตา ก่อนจะหันกลับมาจัดการตักแกงเขียวหวานสีเขียวพาสเทลลงถุงอย่างคล่องแคล่ว ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่มีความลังเลหรือความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ในแววตาคู่สวยนั้นอีกแล้ว
เมฆเดินเข้ามาช่วยยกถาดอาหารเสริมจากในครัวออกมาเติมให้ลูกค้าอย่างเป็นกันเอง เขาทำตัวเหมือนส่วนหนึ่งของร้านนี้ไปโดยปริยาย ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ... ตั้งแต่วันที่รินรดาร้องไห้สะอื้นอยู่หลังร้านในวันที่สูญเสียทุกอย่างไปกระมัง เมฆไม่เคยไปไหน เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น เป็นเสาหลักทางใจและคอยส่งผักสดปลอดสารพิษมาให้เธอได้รังสรรค์เมนูใหม่ๆ อยู่เสมอ
"เหนื่อยไหม?" เมฆกระซิบถามเบาๆ เมื่อเดินสวนกันบริเวณหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ในจังหวะที่ลูกค้ากลุ่มใหญ่เพิ่งเดินออกจากร้านไป และเหลือเวลาอีกพักเดียวก่อนจะถึงเวลาพักเที่ยงรอบบ่าย
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นไอความสุขและควันไฟอบอวลอยู่ในความทรงจำ เธอยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้า "ไม่เลยค่ะเมฆ... แปลกจัง วันนี้รินไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เหมือนกับว่า... ยายกำลังยืนมองเราอยู่จริงๆ"
เมฆอมยิ้ม สายตาของเขาทอดมองไปยังภาพถ่ายเก่าของคุณยายที่แขวนอยู่บนผนังไม้สีนวล ภาพนั้นคุณยายกำลังแย้มยิ้มอย่างใจดี พร้อมกับถือทัพพีไม้เครื่องคู่กาย "ท่านคงดีใจมากที่สุด ที่เห็นร้านกลับมามีชีวิตชีวาและอบอุ่นเหมือนเก่า... เหมือนในวันที่ท่านยังอยู่"
"ขอบคุณนะคะเมฆ..." รินรดาเงยหน้าสบตาชายหนุ่ม ความซาบซึ้งใจเอ่อล้นจนเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้... รินคงไม่มีทางประคับประคองร้านนี้มาได้จนถึงวันนี้หรอกค่ะ"
"เราเป็นเพื่อนบ้านกัน... และมากกว่านั้น" เมฆเว้นจังหวะไปนิด ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ "ผมเต็มใจทำทุกอย่าง เพื่อให้รอยยิ้มนี้อยู่คู่กับครัวคุณยายตลอดไปครับ... เอ๊ย ตลอดไปนะคะ" คำแก้ตัวที่ติดอ่างของเมฆเรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากรินรดาได้ทันที บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกโอบกอดด้วยความอบอุ่นที่อ่อนละมุนที่สุด
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบและกลิ่นอายความสุขกำลังโรยตัวปกคลุมทั่วร้าน เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูก็ส่งเสียง "กรุ๊งกริ๊ง" ดังขึ้นอีกครั้งด้วยจังหวะที่หนักแน่นและผิดวิสัยของลูกค้าทั่วไป
รินรดาและเมฆหันไปมองพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
ร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มดูภูมิฐานก้าวเข้ามาในร้าน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นพริกแกงอย่างประหลาด ใบหน้าของเขาคมคายแต่เรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบร้านก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่รินรดา
ชายคนนั้นชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบตาเข้ากับเธอ รินรดารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดกะทันหัน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวด้วยความตกใจและความทรงจำอันเลือนรางที่พยายามวิ่งพล่านกลับเข้ามาในหัว
รอยแผลเป็นในอดีตที่เธอคิดว่ามันเริ่มตกสะเก็ดและจางหายไปแล้ว กลับถูกกระชากให้ฉีกขาดออกอีกครั้งในเสี้ยววินาที
ชายแปลกหน้าคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า สายตาของเขายังคงจ้องมองเธอไม่วางตา ก่อนที่ริมฝีปากหยักนั้นจะขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาราวกับหยุดหมุน
"จำฉันไม่ได้จริงๆ หรือ... หลานสาว"
ครัวคุณยายขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 42 แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 42
ลูกค้าขาประจำกลับมา
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!