ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 43

พายุเข้าถล่มสวน

ผลงานโดย ครัวคุณยาย
เสียงเหล็กดัดหน้าต่างบานใหญ่สั่นสะเทือนด้วยแรงกระแทกของลมกรรโชก รินรดาสะดุ้งเฮือก มือเรียวที่กำลังถือตะหลิวไม้ไผ่เกือบหลุดร่วง กลิ่นหอมฉุนของพริกแกงเผ็ดคั่วกับหัวกะทิเคี่ยวจนแตกมันลอยฟุ้งกลบความชื้นจากภายนอก แต่วินาทีนี้ ไม่มีใครสนใจความหอมของแกงคั่วกลิ้งเนื้อปูในกระทะเหล็กหล่ออีกแล้ว เมื่อเสียงคำรามต่ำของฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวตามมาติดๆ พร้อมกับแผ่นดินที่เหมือนจะสะเทือนเล็กน้อยจากแรงลมภายนอก "ริน! ปิดหน้าต่างโซนห้องกระจกเร็วเข้า!" เสียงตะโกนฝ่าลมพายุของเมฆดังลั่นมาจากนอกชานเรือน รินรดาทิ้งตะหลิว วิ่งพรวดพราดไปผลักบานกระจกใสที่กำลังถูกลมตีจนลั่นเอี๊ยดอาก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าผ่านกระจกใสคือความอลหม่านของธรรมชาติ เม็ดฝนขนาดใหญ่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา กิ่งไม้ของต้นมะม่วงหิมพานต์อายุหลายสิบปีตีลังกาฟาดเข้ากับหลังคาร้านจนเกิดเสียงดังโครมคราม ท้องฟ้าที่ควรจะเป็นยามบ่ายกลับมืดสนิทราวกับเป็นยามวิกาล เมฆในชุดเสื้อยืดสีเข้มชุ่มโชกไปด้วยน้ำฝน กำลังวิ่งฝ่าสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง มือหนากำลังดึงผ้าใบกันสาดสีน้ำเงินเข้มเพื่อผูกยึดกับเสาไม้ไผ่ แต่แรงลมมหาศาลกลับกระชากผ้าใบหลุดจากมือจนมันสะบัดสะบิ้งตีเข้าที่ใบหน้าเขาเต็มแรง หัวใจของรินรดากระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำสีเทาจากอุบัติเหตุในอديตที่เคยพรากคนที่เธอรักไปแวบเข้ามาในหัว สมองสั่งให้เธอวิ่งหนี แต่ขากลับก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เธอผลักประตูไม้สักออกไปเผชิญหน้ากับสายฝนที่สาดซัดเข้าใส่ร่างทันที "เมฆ! ระวัง!" รินรดาตะโกนสุดเสียง แต่มันถูกกลืนหายไปกับเสียงฟ้าร้องและเสียงลมพายุ เธอลุยน้ำที่เอ่อล้นแปลงผักออร์แกนิกข้างร้านจนรองเท้าผ้าใบจมโคลน เมฆหันมามองด้วยแววตาตื่นตะลึง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะพยายามวิ่งมาคว้าแขนเธอเพื่อดึงกลับเข้าร่ม แต่ยังไม่ทันที่มือทั้งสองจะสัมผัสกัน เสียงกิ่งไม้ขนาดใหญ่หักโค่นดังลั่นประสานเสียงกรีดร้องของธรรมชาติ ร่างของต้นกล้วยน้ำว้าหลังร้านเอนล้มทับแนวรั้วไม้สนอย่างจัง เสียงกระเบื้องหลังคาโรงเพาะเห็ดแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยปลิวว่อนไปในอากาศ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป พายุฤดูร้อนที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงเสียงหยดน้ำฝนกระทบใบไม้และหลังคาร้านดังเปาะแปะ รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวในครัว เนื้อตัวเปียกชุ่ม เส้นผมลู่แนบกรอบหน้า ปลายจอมและแก้มเปื้อนคราบโคลนจางๆ เมฆเดินตามเข้ามาในครัวด้วยสภาพไม่ต่างกัน หยาดน้ำฝนหยดติ๋งลงจากชายเสื้อยืดเปียกแนบเนื้อเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อ บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของคนทั้งคู่ที่ยืนมองหน้ากันโดยไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา "สวน... สวนของฉัน" เมฆพึมพำเบาๆ น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อย เขาหันมองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยให้เห็นความเสียหาย รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ เธอมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังสั่นน้อยๆ ของชายหนุ่ม ผู้ซึ่งทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายทั้งหมดให้กับผืนดินแห่งนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แปลงผักสลัดออร์แกนิกที่กำลังงามสะพรั่งถูกกระแสลมและน้ำฝนซัดจนราบเป็นหน้ากลอง มะเขือเทศเชอร์รี่ที่กำลังออกผลผลิตรอเก็บเกี่ยวจมโคลน ต้นกล้าสมุนไพรหายากที่สั่งตรงมาจากโครงการหลวงหักโค่นไม่เหลือชิ้นดี รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ ช้าๆ มือเรียวยื่นไปแตะที่แขนหนาเบาๆ สัมผัสได้ถึงความเกร็งเครียดของกล้ามเนื้อใต้ร่มผ้า "เมฆ... มองหน้าฉันค่ะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นพอที่จะดึงสติของเขาให้กลับมา ชายหนุ่มค่อยๆ หันกลับมา ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววอบอุ่นและมั่นใจเสมอ บัดนี้กลับไหววับไปด้วยความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าที่สะสม รินรดาสัมผัสได้ถึงความเปราะบางในตัวผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก—คนที่คอยโอบอุ้มความรู้สึกของเธอมาตลอด วันนี้เขากลับเป็นฝ่ายที่ต้องการที่พึ่งทางใจ "ผมเหนื่อย, ริน..." เมฆทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกมือขึ้นกุมขมับ "หยดเหงื่อเป็นร้อยเป็นพันชั่วโมง... ผลผลิตที่กำลังจะเก็บเกี่ยวส่งให้ร้านคุณ... พริกขี้หนูสวน ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่เราต้องใช้ทำเครื่องแกง... หายไปในพริบตาเดียว ปีนี้ผมคงไม่มีอะไรเหลือไปตั้งตัวแล้วล่ะ" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง รินรดารู้ดีว่าคำปลอบโยนประเภท "ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็ผ่านไป" มันช่างไร้ความหมายในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่พูดอะไรอีก เดินหายเข้าไปในครัวลึก เปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำขิงอุ่นที่เธอต้มเตรียมไว้สำหรับจิบยามบ่าย รินใส่แก้วเซรามิกเนื้อหนายื่นให้เขา "ดื่มน้ำขิงร้อนๆ ก่อนค่ะ" เธอกล่าวเสียงเรียบแต่นุ่มนวล "ขิงแก่จัดจากแปลงที่คุณปลูกเองเมื่อฤดูหนาวที่แล้ว... มันเผ็ดร้อนพอที่จะไล่ความหนาวออกจากอกคุณได้นะ" เมฆรับแก้วเซรามิกมาถือไว้ ไอความร้อนพวยพุ่งปะทะใบหน้า เขาเงยหน้ามองหญิงสาว ดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพรินรดายืนอยู่เบื้องแสงสลัวยามเย็นหลังพายุสงบ รสชาติเผ็ดร้อนและหวานละมุนจากน้ำขิงฝีมือเธอไหลผ่านลำคอ ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในอกลงได้บ้างอย่างน่าประหลาด "ขอบคุณครับ... เอ๊ย ขอบคุณค่ะ" เมฆเผลอหลุดปากพูดคำเดิมที่ติดปาก แต่พอรู้ตัวก็รีบแก้คำพูดจนรินรดายิ้มออกมาบางๆ เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายชั่วโมง "ไม่ต้องมาเปลี่ยนคำพูดเลยค่ะ" รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย เธอนั่งลงตรงข้ามเขา วางมือทับลงบนหลังมือหนาที่มีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ "สวนของคุณพัง... แต่ตัวคุณยังอยู่ และตราบใดที่ดินยังมีความชื้น ต้นไม้ใบหญ้าพวกนั้นจะเติบโตขึ้นมาใหม่ได้เสมอค่ะ วันนี้เราอาจจะเสียวัตถุดิบดีๆ ไป แต่เรายังมีหัวใจและความรู้ที่จะเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน" เมฆนิ่งอึ้ง มองมือเรียวที่กุมมือเขาไว้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างเพื่อตอบรับความรู้สึกนั้น เสียงเคาะประตูด้านหน้าร้านก็ดังขึ้นรัวเร็วและหนักหน่วง ขัดจังหวะความเงียบสงบในครัว ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ใครกันที่จะมาเยือนในสภาพอากาศที่เพิ่งผ่านพ้นพายุใหญ่เช่นนี้ เมฆลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ บังร่างรินรดาไว้เล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง ทั้งคู่เดินออกไปที่ส่วนต้อนรับหน้าร้านที่มีแสงไฟสีส้มสลัวสาดส่อง เมื่อรินรดาผลักบานประตูไม้หนາออกไป เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างของหญิงสูงวัยในชุดสูทผ้าไหมสีเทาเปียกปอน ยืนหอบหายใจรดระเบียงทางเดิน ข้างกายมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใบหน้าเรียบตึงที่รินรดาคุ้นเคยจากภาพถ่ายเก่าๆ บนโต๊ะทำงานของยาย กำลังจ้องมองตรงมาที่เธอด้วยแววตาเฉียบคมดุจใบมีด "จำยายได้ไหม... รินรดา" เสียงแหบห้าวแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งคู่ที่ยืนแข็งค้างอยู่หน้าประตูก่อนที่ความมืดมิดของยามค่ำคืนจะกลืนกินทุกสิ่ง ครัวคุณยายขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 43 แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%