"น้ำตาลปี๊บกระป๋องนั้นหมดเกลี้ยงแล้วค่ะคุณริน ถ้าจะเคี่ยวพะแนงให้ได้หม้อใหญ่พอสำหรับชาวบ้านร้อยกว่าชีวิต เราต้องใช้ความหวานจากหัวตาลแท้ๆ ที่เพิ่งปาดมาเมื่อเช้าแทน"
เสียงห้าวทุ้มของนายเมฆดังแทรกเสียงฝัดข้าวสารในกะละมังทองเหลือง รินรดาเงยหน้าขึ้นจากเตาถ่าน ดวงตาคู่คมระคนความอ่อนล้าจากการไม่ได้นอนตลอดคืน แต่ริมฝีปากยังคงเม้มเข้าหากันด้วยความแน่วแน่ ไอร้อนจากน้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวเคียงกับรากผักชี กระเทียม และพริกไทยเม็ดโขลกละเอียด ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วเรือนครัวไทยโบราณที่บัดนี้กลายเป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราว
พายุฤดูร้อนเมื่อคืนก่อนพัดหลังคาเรือนเรือกสวนของชาวบ้านตำบลท้ายเกาะพังพาบลงมาในพริบตา แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่หยาดน้ำตาและความสิ้นหวังของผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่งกอดเข่าอยู่ใต้เต็นท์ผ้าใบชั่วคราวที่องค์การบริหารส่วนตำบล คือสิ่งที่รินรดาทนมองดูอยู่เฉยๆ ไม่ได้
"ใช้หัวตาลแท้ของคุณเมฆนี่แหละค่ะ ดีเสียอีก ความหวานละมุนจะช่วยตัดความเค็มของกะปิย่างที่เราจะใส่ในน้ำพริกแกงเผ็ดใต้ได้พอดี" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยพลังบางอย่างที่ทำให้คนฟังต้องพยักหน้ารับอย่างจำยอม
มือเรียวบางที่เคยจับแต่ปากกาและคีย์บอร์ดในห้องแอร์ บัดนี้เปื้อนคราบเขม่าควันและกลิ่นหอมฉุนของขมิ้นสด ไพล และตะไคร้ เธอตักพริกแกงเผ็ดสูตรโบราณของยายใส่ลงในกระทะเหล็กใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาฟืน น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ ส่งเสียงฉ่าทันทีที่สัมผัสกับเครื่องแกง กลิ่นหอมของผิวมะกรูดและพริกแห้งคั่วตีรวนขึ้นมาเตะจมูกจนนายเมฆต้องสูดหายใจเข้าลึก
"คุณรินไหวแน่นะคะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้วเนี่ย" นายเมฆเอ่ยทัก ขณะยกถังน้ำสะอาดเข้ามาวางใกล้เตา สายตาคมกริบแฝงความห่วงใยไว้อย่างปิดไม่มิด
"ไหวสิคะ ชีวิตคนเราถ้ามัวแต่รอให้พร้อมทุกอย่าง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี... ยายเคยสอนรินไว้ว่า *'ยามท้องหิว คนเราไม่ได้ต้องการคำปลอบโยนสวยหรู แต่ต้องการข้าวสุกร้อนๆ กับแกงรสจัดจ้านที่จะช่วยปลุกวิญญาณให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง'* วันนี้ชาวบ้านเรากำลังต้องการวิญญาณนั้นค่ะ"
รินรดาตวัดทัพพีไม้ในมืออย่างคล่องแคล่ว เนื้อหมูสามชั้นหั่นชิ้นหนากำลังพอดีคำถูกโยนลงไปผัดเคล้ากับพริกแกงจนเข้าเนื้อ เติมหัวกะทิเคี่ยวจนแตกมัน สีแดงส้มของน้ำมันพริกแกงลอยเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปไกลถึงสนามหญ้าหน้าบ้าน เสียงฉู่ฉ่าของอาหารและการทำงานอย่างเป็นระบบในห้องครัว ทำให้บรรยากาศความโศกเศร้าภายนอกราวกับถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงแห่งความหวัง
กล่องข้าวชานตาลย่อยสลายได้จำนวนร้อยกว่ากล่องถูกวางเรียงรายบนโต๊ะไม้ยาว นายเมฆรับหน้าที่ตักข้าวสวยหอมมะลิร้อนๆ ที่หุงผสมใบเตยจนเม็ดเรียงตัวสวย ส่วนรินรดารับหน้าที่บรรจงตัก 'พะแนงหมูโบราณ' ราดลงข้างๆ ตามด้วย 'ไข่พะโล้โบราณ' ที่เคี่ยวด้วยน้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวจนสีเข้มแทรกซึมเข้าเนื้อไข่ และ 'ผัดผักบุ้งไฟแดง' กรอบๆ จากแปลงออร์แกนิกของคุณเมฆที่เพิ่งเก็บเกี่ยวสดๆ ร้อนๆ เพื่อให้มีวิตามินและสีสันสดใสชวนเจริญอาหาร
ทุกขั้นตอนทำด้วยความพิถีพิถัน ราวกับอาหารแต่ละกล่องไม่ได้ทำไว้แจกจ่ายยามภัยพิบัติ แต่ทำถวายแขกบ้านแขกเมืองผู้ทรงเกียรติ
"กลิ่นหอมเตะจมูกมาถึงข้างนอกนี่เลยลูกเอ๊ย..."
เสียงแหบแห้งแต่คุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูห้องครัว ป้าสำเนียง หญิงชราวัยเจ็ดสิบปีซึ่งบ้านเพิ่งถูกต้นมะม่วงโค่นทับหลังคา เดินกะโผลกกะเพลกเข้ามาด้วยใบหน้าที่อิดโรย รินรดารีบวางทัพพีแล้วก้าวเข้าไปประคองร่างที่สั่นเทาให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ทันที
"ป้าสำเนียงคะ เดินมาทำไมแดดเปรี้ยงแบบนี้ เดี๋ยวรินให้คนเอาไปส่งที่เต็นท์"
"อยู่ที่นั่นก็นั่งมองซากบ้าน น้ำตาก็ตกใน กินอะไรไม่ลงหรอกลูกเอ๊ย... พอได้กลิ่นแกงพะแนงฝีมือยายศรีที่ลอยมากับลม มันเหมือนตอนเอ็งยังเด็กๆ ที่ยายศรีแกทำเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านเวลาใครเดือดร้อน... กลิ่นนี้มันทำให้ป้ารู้สึกว่า... อย่างน้อยชีวิตเราก็ยังมีลมหายใจ มีคนข้างๆ คอยห่วงใย" ป้าสำเนียงยกมือเหี่ยวย่นขึ้นปาดน้ำตาที่คลอเบ้าอย่างเงียบๆ
รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามา เมื่อครั้งที่เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ นั่งมองคุณยายเคี่ยวแกงหม้อใหญ่ให้ชาวบ้านยามน้ำท่วมใหญ่ ความทรงจำที่เคยคิดว่ามันถูกฝังกลบไว้ใต้กองซากปรักหักพังของการจากไปของยาย บัดนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาใหม่ด้วยควันไฟและรอยยิ้มของคนตรงหน้า
ไม่ใช่ความเจ็บปวด... แต่มันคือความอบอุ่น
"ทานให้อร่อยนะคะป้า" รินรดาบรรจงยื่นกล่องข้าวชานตาลที่บรรจุอาหารร้อนๆ ส่งให้มือเหี่ยวย่น "ทานให้อิ่มท้อง แล้วเดี๋ยวเราค่อยช่วยกันซ่อมบ้านป้าใหม่นะคะ รินกับคุณเมฆและคนในหมู่บ้านจะไม่ยอมให้ป้าต้องนอนตากน้ำค้างเด็ดขาดค่ะ"
ป้าสำเนียงรับกล่องข้าวไว้ด้วยสองมือ ดวงตาฝ้าฟางมองรินรดาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะเปิดฝากล่องออก ไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมเย้ายวนของเครื่องเทศไทยแท้ หญิงชราตักข้าวและหมูพะแนงชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ จะปรากฏบนใบหน้าที่มีริ้วรอยตามกาลเวลา
"อร่อย... เผ็ดร้อนกำลังดี เหมือนฝีมือยายศรีไม่มีผิดเพี้ยนเลยลูกเอ๊ย... ขอบใจนะ ขอบใจจริงๆ"
รินรดาระบายยิ้มออกมาได้เต็มตาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ความอิ่มเอมใจสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ เติมเต็มช่องว่างที่เคยเว้าแหว่งให้อบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นายเมฆยืนมองภาพนั้นเงียบๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย สายตาที่มองหญิงสาวเต็มไปด้วยความชื่นชมและลุ่มลึกเกินกว่าจะเอ่ยคำใดออกมา
ภารกิจแจกจ่ายอาหารกล่องดำเนินไปอย่างราบรื่นตลอดช่วงบ่าย ชาวบ้านต่างพากันกล่าวขอบคุณและมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ลิ้มรสอาหารฝีมือ "ครัวคุณยาย" ที่ปรุงด้วยหัวใจ รินรดารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังไหลเวียนในร่างกาย มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก แต่เป็นความสุขที่แท้จริงของการได้เป็นผู้ให้
จนกระทั่งตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง รินรดากำลังเก็บกวาดครัวเป็นขั้นตอนสุดท้าย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนครัว
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของชาวบ้านในละแวกนี้ และไม่ใช่เสียงของนายเมฆที่เพิ่งเดินออกไปตรวจแปลงผัก
รินรดารีบหันกลับไปมอง ร่างสูงโปรดในชุดสูทสากลสีเข้มที่ดูขัดกับบรรยากาศชนบท ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู ใบหน้าคมคายคุ้นตา ดวงตาคมกริบที่แฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลายจดจ้องมาที่เธอ โดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากหยดนั้น
หัวใจของรินรดากระตุกวูบรุนแรงจนแทบหยุดเต้น สมองขาวโพลนในพริบตา
"คุณ... มาทำอะไรที่นี่คะ ธนา?"
ผู้ชายที่เธอพยายามหนีหน้าและตัดขาดจากอดีตเมื่อครั้งยังอยู่เมืองกรุง... กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอในครัวชนบทแห่งนี้ได้อย่างไร?
____________________
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 45 แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 45
อาหารสร้างกำลังใจ
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!