กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งตัดผ่านกระแสลมพายุที่โหมกระหน่ำ สายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมาฉีกกระชากท้องนภาให้แยกออกเป็นสองเสี่ยง แสงสว่างวาบนั้นสะท้อนให้เห็นหยดน้ำฝนที่ร่วงหล่นราวกับห้มสายฝนแห่งความตาย ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาทึบที่ปกคลุมลานประลองตระกูลหลง ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้ปรากฏกายขึ้นจากรอยแยกแห่งมิติยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง รอยแผลเป็นฉกรรจ์ที่พาดผ่านใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมบิดเบี้ยวตามแรงขบกรามของเจ้าตัว สายตาคู่ที่อาฆาตมาดร้ายดุจสัตว์ป่ากระหายเลือดจับจ้องตรงไปยังเป้าหมายเดียวเบื้องหน้า
"ไป๋จินเฉิน... ร้อยปีเต็มๆ ที่ข้าตามหาเจ้าในวัฏสงสารนี้ ไม่นึกเลยว่ามหาเทพผู้สูงส่ง จะกลายมาเป็นเพียงสวะตระกูลตกอับในดินแดนรกร้างแห่งนี้!"
เสียงคำรามแหบพร่าดังสะท้อนก้องกังวาน ประดุจเสียงก.อสรพิษพิษร้ายที่แผดร้องจากขุมนรกโลกันต์ แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์วิญญาณแผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ บีบอัดอากาศรอบตัวจนเกิดเสียงระเบิดดังเปรี๊ยะปร๊ะ เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงที่อยู่รอบลานประลองต่างกระอักเลือดออกมาคำโต เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวต่อจิตสังหารที่ไร้ความปรานี
ทว่า ไป๋จินเฉินกลับมิได้แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยละอองฝนและรอยเลือดจางๆ ยังคงยืนหยัดตรงแน่ว เขากุมด้ามกระบี่ในมือหลวมๆ ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราวกระจกเงาน้ำแข็ง ดวงตาคู่คมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินคู่ต่อสู้เบื้องหน้าอย่างสุขุมลุ่มลึก
"เหยียนเทียน... เจ้าสุนัขรับใช้แห่งแดนอุดร ถึงเวลาผ่านไปร้อยปี สันดานโสโครกของเจ้าก็ยังไม่เปลี่ยน นึกไม่ถึงว่าความตายในภพภูมิเก่า จะไม่ทำให้สมองอันน้อยนิดของเจ้าสำนึกได้เลยสินะ"
น้ำเสียงของไป๋จินเฉินราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่ เป็นการดูแคลนที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณโดยไม่ต้องใช้พลังปราณแม้แต่น้อย เหยียนเทียนแค่นเสียงหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาสีแดงฉานลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ
"ปากดีนักนะ! วันนี้ข้าจะฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ แล้วควักเอาแก่นแท้จิตวิญญาณของมหาเทพมาบดขยี้ต่อหน้าผู้คน!"
สิ้นเสียงคำราม เหยียนเทียนสะบัดมือขวาออก รัศมีปราณสีทองอร่ามระเบิดออกเป็นหมื่นสาย กลายเป็นหอกแสงนับพันเล่มพุ่งแหวกอากาศเข้าหาไป๋จินเฉินด้วยความเร็วเหนือเสียง ประดุจห่าฝนอสนีบาตที่พร้อมจะผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ร่างของไป๋จินเฉินก็หายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย!
*ฉึบ!*
เสียงแหวกอากาศแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับประกายแสงสีครามที่วาบขึ้นกลางสายฝน ไป๋จินเฉินปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังเหยียนเทียนราวกับภูตผี ปลายกระบี่ในมือไม่ได้ชักออกจากฝักโดยสมบูรณ์ เป็นเพียงการสะบัดข้อมือเบาๆ ทว่ากระแสลมปราณที่ถักทอขึ้นจากเคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์กลับพุ่งทะยานออกไปดุจมังกรฟ้าคำราม
*เคร้ง! ตูม!*
หอกแสงนับพันเล่มแตกสลายกลายเป็นละอองแสงในพริบตา แรงปะทะอันรุนแรงส่งผลให้เหยียนเทียนต้องพุ่งถอยหลังไปหลายสิบก้าว รอยเท้าลึกปรากฏบนพื้นศิลาแกร่งที่แตกร้าวเป็นทางยาว เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อสายตา
"เป็นไปไม่ได้! พลังของเจ้า... ทำไมถึงฟื้นฟูได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!" เหยียนเทียนคำรามเสียงหลง เม็ดเหงื่อกาฬไหลปะปนกับสายฝนบนใบหน้า
ไป๋จินเฉินไม่ตอบคำถาม รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากเล็กน้อย เขาก้าวเท้าช้าๆ ทว่ามั่นคง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป มวลพลังปราณอันบริสุทธิ์และเก่าแก่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา กดดันจนแม้แต่เม็ดฝนที่ตกลงมายังต้องเปลี่ยนทิศทาง วิถีกระบี่ที่เขากำลังจะใช้นี้ ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ทั่วไป แต่มันคือการพิพากษา
ณ ขอบลานประลองอีกด้านหนึ่ง มู่หร่านชิง นางเซียนผู้สง่างามและเย็นชาแห่งแดนบูรพา กำลังยืนนิ่งสงบอยู่ภายใต้ร่มกระดาษสาเคลือบน้ำมันสีคราม สายตาคู่คมที่มักจะไร้ความรู้สึกต่อสรรพสิ่ง บัดนี้กลับทอประกายแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด นางเฝ้ามองแผ่นหลังอันองอาจของไป๋จินเฉินด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย
ในแววตานั้นไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย มีเพียงความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง ความเชื่อมั่นอย่างไร้ขีดจำกัด และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากก้นบึ้งของหัวใจที่เยือกเย็นมาเนิ่นนาน นางเห็นบุรุษผู้นี้ก้าวผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เห็นเขายืนหยัดท่ามกลางพายุแห่งโชคชะตาโดยไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด และในยามนี้ ยามที่เขวี้ยงดาบสะบัดกระบี่เผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต เขากลับเปล่งประกายเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าเซียนสวรรค์องค์ใด
*เจ้าคนดื้อรั้นผู้นี้... ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภพกี่ชาติ ก็ยังคงเป็นจุดศูนย์กลางของโลกหล้าเสมอสินะ* มุมปากบางเฉียบของมู่หร่านชิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนหมู่มวลดอกไม้ในรัศมีร้อยลี้ยังต้องอับอายขายหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นมีเพียงไป๋จินเฉินผู้เดียวที่มีสิทธิ์ได้พบเห็น
ตัดกลับมาที่กลางสนาม เหยียนเทียนที่เห็นว่าตนกำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและถูกสบประมาทอย่างไม่เห็นหัว แววตาจึงฉายความอำมหิตถึงขีดสุด เขาประสานอินด้วยมือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแผดเสียงคำรามลั่นจนเส้นเลือดปูดโปーンขึ้นตามลำคอ
"ไป๋จินเฉิน! เจ้าบังคับข้าเองนะ! อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน!"
สิ้นเสียงนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมormสีดำทะมึนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดมหึมา พลังงานต้องห้ามระดับบรรพกาลถูกปลุกเร้าขึ้น ออร่าสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของเหยียนเทียนจนกลายเป็นเงาร่างอสูรกายแปดเศียรที่น่าสะพรึงกลัว มันอ้าปากกว้างเตรียมกลืนกินทุกสิ่งในรัศมีพันลี้
ไป๋จินเฉินหรี่ตาลงเป็นเส้นตรงเป็นครั้งแรก รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานออกจากร่างจนเกิดเป็นเสียงคำรามของพญามังกรก้องกังวาน เขายกกระบี่ขึ้นระดับอก เตรียมปลดปล่อยกระบวนท่าสูงสุดเพื่อจบเรื่องราวความแค้นร้อยปีนี้ในดาบเดียว
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่กำลังจะถูกชักออกจากฝักอย่างเต็มรูปแบบนั้นเอง
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทุกคนก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยก มิติเบื้องบนที่เคยปั่นป่วนอยู่แล้ว กลับฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีม่วงเข้มขนาดมหึมา กลางรอยแยกนั้น... ปรากฏเงาร่างของสตรีในชุดอาภรณ์โบราณสีเพลิงผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากนาง ทรงพลังและกดดันยิ่งกว่าเหยียนเทียนนับร้อยเท่า!
นางกวาดสายตาดอกท้ออันเย้ายวนแต่เย็นชามายังลานประลอง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ไป๋จินเฉิน พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของทุกคนว่า
"มหาเทพไป๋... ของที่ท่านฝากไว้เมื่อสามพันปีก่อน บัดนี้... ข้ามนfaนำมันมาคืนให้แก่ท่านแล้ว"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับผมในตอนนี้นะครับ
ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 15
สายตาจากบัลลังก์ประธาน
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!