โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายนิ้วเรียวดั่งหยกขาว กระทบลงบนพื้นศิลาอัคคีจนเกิดเสียงดัง 'ติ๊ง' ราวกับเสียงระฆังสำริดในวัดร้างยามวิกาล
หลี่มู่เฉินมิได้ขยับกาย เขายังคงยืนตระหง่านดั่งขุนเขาไท่ซาน คมกระบี่ในมือสั่นระริกเบาๆ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งใดในใต้หล้า แต่เป็นเพราะพลังลมปราณทมิฬที่ตีกลับเข้าสู่จุดตันตียน ทว่าสิ่งที่สั่นคลอนหัวใจของอดีตมหาจักรพรรดิผู้เย่อหยิ่งยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางกาย คือหยาดโลหิตสีทองจางๆ ที่มุมปากของสตรีเบื้องหน้า
"เจ้า... ทำอะไรลงไป เฟยหลิน"
เสียงของหลี่มู่เฉินแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับมหาจักรพรรดิที่แม้แต่ฟ้าดินยังต้องสั่นสะท้าน เขาก้าวเข้าไปหา นางเซียนผู้สง่างามเหนือใครในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ บัดนี้กลับมีรอยร้าวประหลาดปรากฏขึ้นบนดวงดาราในดวงตาคู่นั้น มันคือร่องรอยของการฝืนลิขิตสวรรค์ฝืนชะตากรรมอย่างแท้จริง
เซียนเฟยหลินแย้มสรวล นางไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกบัวหิมะบานสะพรั่งกลางหุบเหวอัสนีบาต แต่มันกลับบีบคั้นหัวใจของบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในสามภพให้แหลกสลายเป็นจุล
"มู่เฉิน..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์ ทว่าแฝงความนัยล้ำลึกที่บีบหัวใจ "ท่านตามหาข้ามาสามภพ... แลกมาด้วยจิตวิญญาณที่แตกสลายและรอยแผลเป็นนับหมื่นในวัฏสงสาร แต่ท่านหลงลืมสิ่งหนึ่งไป... กฎแห่งเต๋าไม่เคยเมตตาผู้ใด การที่ข้าฝืนดึงท่านข้ามผ่านประตูมิติแห่งกาลเวลามาในภพนี้ ราคาน้ำใจที่ต้องจ่าย หาใช่พลังปราณของข้าไม่... แต่มันคืออายุขัย และความตายที่ถูกกำหนดไว้แล้ว"
"เหลวไหล!" หลี่มู่เฉินคำรามลั่น นัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พลังปราณรอบกายระเบิดออกจนพื้นศิลาแหลกละเอียดเป็นผุยผง "ข้าคือหลี่มู่เฉิน! ผู้ใดในสามภพกล้ากำหนดความตายของเจ้า แม้แต่สวรรค์เบื้องบน หากมันบังอาจพรากเจ้าไปจากอกข้า วันนี้... ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่าสكةนภากลืนกินดาราให้สิ้นซาก!"
มือหนายื่นออกหมายจะคว้าข้อมือเรียวบางของนาง ทว่าเซียนเฟยหลินกลับถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปลายนิ้วมือของนางแตะลงบนหน้าผากของเขาเบาๆ อักขระโบราณสีทองนับพันตัวพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วของนาง ซึมซาบเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณของหลี่มู่เฉินราวกับสายน้ำแห่งความทรงจำ
ภาพนิมิตอันน่าสะพรึงกลัวหลั่งไหลเข้าสู่สมองของอดีตมหาจักรพรรดิ ในภาพนั้น ท้องนภาสีครามแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ สายฟ้าสีเลือดเก้าสายฟาดผ่าลงมา ณ ยอดเขาอัสนีสุญญตา ร่างของสตรีชุดขาวนางหนึ่งถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งกฎสวรรค์ เลือดสีทองสาดกระเซ็นย้อมปฐพี และในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ร่างนั้นจะสลายกลายเป็นละอองดาว นางหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นด้วยความรักและความโหยหา... ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับสลายไปตลอดกาล
"นี่คือ... สิ่งที่เจ้าเห็นผ่านเนตรสวรรค์อย่างนั้นหรือ?" หลี่มู่เฉินพึมพำ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความเย่อหยิ่งจองหองทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อความจริงอันโหดร้ายปรากฏชัดแจ้ง
เซียนเฟยหลินหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจของนางแผ่วเบาราวกับสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะหมดแรง "อีกสามวัน... เมื่อจันทราสีเลือดโคจรมาบรรจบกับดาวมฤตยู ทัณฑ์สวรรค์จะลงทัณฑ์ข้าในฐานะผู้ฝืนลิขิต และในขณะเดียวกัน... มันคือเวลาที่พลังปราณในร่างของท่านจะสะท้อนกลับจนถึงขีดสุด มู่เฉิน ท่านจะรอดชีวิต... แต่ท่านต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความทรงจำที่ไม่มีข้า"
"ไม่! ข้าไม่ยอม!"
หลี่มู่เฉินระเบิดเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกในทรวงอก ดั่งพยัคฆ์หนุ่มที่ถูกพรากคู่ชีวิต มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวต่อฟ้าดินธรรมดา แต่มันคือความแค้นเคืองที่ไร้หนทางต่อสู้ เขากอดร่างระหงของนางเข้าหาตัวแน่นราวกับต้องการหลอมรวมนางให้เป็นเนื้อเดียวกับวิญญาณ อ้อมกอดนั้นอบอุ่น ทว่ากลับเหน็บหนาวเสียดกระดูก
"ข้าไม่สนกฎสวรรค์ ไม่สนวัฏสงสาร หรือแม้แต่ความเป็นอมตะ!" หลี่มู่เฉินกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำตาของลูกผู้ชายที่เคยหลั่งรินเพียงครั้งเดียวในรอบหมื่นปี บัดนี้กลับไหลรินผสมปนเปกับโลหิตบนบ่า "ถ้าสวรรค์ต้องการชีวิตของเจ้า มันต้องก้าวผ่านศพของข้าไปก่อน หากเจ้าต้องตายในอีกสามวันข้างหน้า... ข้าจะใช้กระบี่นี้คว่ำฟ้าทลายดิน สร้างแดนสวรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อกักขังวิญญาณของเจ้าไว้!"
เซียนเฟยหลินซบใบหน้าลงกับอกเสื้อของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกด้วยความรักอันบ้าคลั่ง นางแย้มสรวลทั้งน้ำตา มือเรียวยกขึ้นสัมผัสแก้มสากของเขาอย่างแผ่วเบาราวกับจะจดจำสัมผัสนี้ไว้ให้ลึกถึงวิญญาณในชาติภพหน้า
"ท่านช่างดื้อรั้นเสียจริง... หลี่มู่เฉินของข้า" นางเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา "แต่ทว่า... นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ข้าตกหลุมรักท่าน... ตลอดสามภพสามชาติที่ผ่านมา"
บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่โรยรินของสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจของมหาจักรพรรดิ ทว่าในความเงียบงันอันน่าอดสูนั้นเอง...
*เปรี้ยง!*
ท้องนภามืดสนิทเบื้องบนจู่ๆ ก็ปรากฏรอยแยกสีดำสนิท สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดมหึมาฟาดผ่าลงมากลางลานพิธีอย่างไม่มีสัญญาณเตือน แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นศิลาแผ่นใหญ่แตกร้าวเป็นใยแมงมุม พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันอันเย็นเยียบที่ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่ไร้ขอบเขต
*“ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นความรักที่น่าสมเพชเสียจริง! มหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต บัดนี้กลับต้องมานั่งร้องไห้ฟูมฟายแทบเท้าสตรีใกล้ตาย หลี่มู่เฉิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะปกป้องนางได้? จงเงยหน้าขึ้นดูสิว่าผู้ใดกำลังรอต้อนรับพวกเจ้าอยู่ที่ประตูมรณะ!”*
ร่างเงาสีดำทมิฬปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าสีม่วง รัศมีปราณกดดันระดับเซียนขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วสารทิศ และเมื่อแสงจากสายฟ้าสาดส่องลงบนใบหน้าของแขกผู้มาเยือนยามวิกาล หลี่มู่เฉินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้น... คือศัตรูคู่อาฆาตที่ควรจะดับสูญไปตั้งแต่สงครามสามภพครั้งก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิแห่งนี้ไปพร้อมกับพยัคฆ์ขาวคำรามนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 31
หัวใจที่ยอมสละ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!