เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 30

ศรัทธาที่สั่นคลอน

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โลหิตหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ทมิฬ กระทบลงบนพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงกังวานดั่งระฆังมรณะ บรรยากาศภายในตำหนักรกร้างแห่งนี้ถูกแผ่ซ่านด้วยไอสังหารหนาแน่นจนแม้แต่สายลมยังไม่กล้าพัดผ่าน เบื้องหน้าของหลี่มู่เฉินคือร่างของ 'จ้าวเทียนหลง' ผู้นำตระกูลจ้าว—ศัตรูคู่อาฆาตผู้เคยสังหารตระกูลเดิมของร่างนี้อย่างไร้ความปรานี ดวงตาทั้งสองข้างของจ้าวเทียนหลงเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากสั่นระริกพยายามเอื้อnคำขอชีวิต แต่ลำคอกลับถูกตรึงไว้ด้วยกระแสลมปราณอันคมกริบที่พร้อมจะปลิดชีพได้ทุกเมื่อ "ฆ่ามันเสีย... มู่เฉิน" เสียงกระซิบจากความแค้นในอดีตชาติก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก ดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์ขาวที่กระหายเลือดเนื้อ "ความแค้นสามภพนี้ จิตวิญญาณของมันสมควรถูกแผดเผาให้สิ้นสลาย ไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี!" หลี่มู่เฉินนิ่งงัน ดวงตาคู่คมปลาบดั่งคมกระบี่โบราณสะท้อนภาพเงาของความตายที่อยู่ตรงหน้า มือที่กำด้ามกระบี่สั่นน้อยๆ มิใช่เพราะความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์สองสายที่กำลังประจันหน้ากันอย่างดุเดือดภายในจิตใจ สายแรกคือเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่สุมอกมานานนับปี มันเรียกร้องการชำระสะงอก เรียกร้องการทวงคืนความยุติธรรมด้วยเลือดและชีวิต ทว่า... อีกสายหนึ่งกลับเป็นความอบอุ่นอันแผ่วเบาที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหลัง เซียนเฟยหลินยืนสง่างามอยู่ท่ามกลางม่านหมอกปราณสีเงินยวง นางไม่ได้ขยับกายเข้าไปใกล้ แต่วิญญาณและสายตาของนางคอยโอบประคองจิตใจที่กำลังพายุโหมกระหน่ำของเขาไว้ นางไม่เคยเอ่ยปากห้าม ไม่เคยสั่งสอนว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เพราะนางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือมหาจักรพรรดิผู้เย่อหยิ่งเกินกว่าจะก้มหัวให้คำสอนของใคร ทว่า... ปลายนิ้วเรียวยาวของนางที่ประสานกันไว้ที่หน้าท้องกลับสะท้อนถึงความห่วงใยอันล้ำลึก นางเพียงรอคอย... รอคอยให้เขาเลือกเส้นทางด้วยหัวใจของตนเอง "มู่เฉิน..." เสียงของเฟยหลินกังวานแผ่วเบา ราวกับเสียงสายธารในยามค่ำคืน "หากเจ้าเลือกชำระความแค้นนี้ด้วยโลหิต วิถีกระบี่ของเจ้าจักต้องแปดเปื้อนไอมาร แม้จะล้างแค้นได้สำเร็จ แต่อีกฟากฝั่งของขอบเขตเซียน... เจ้าอาจต้องสูญเสียตัวตนที่แท้จริงไปตลอดกาล" คำพูดนั้นราวกับค้อนอัสนีที่ฟาดลงกลางใจของหลี่มู่เฉิน ความสงบสุข... หรือความแค้น? หากเขาปล่อยจ้าวเทียนหลงไปในวันนี้ ความแค้นของเจ้าของร่างเดิมอาจไม่ได้รับการชำระ จิตวิญญาณที่ตกค้างในร่างนี้คงไม่สงบสุข และความหยิ่งทระนงในฐานะอดีตมหาจักรพรรดิจะเอาไว้ที่ใด? แต่หากเขาลงกระบี่ปลิดชีพในยามที่จิตใจเต็มไปด้วยความเกลียดชัง แก่นแท้แห่งวิถีกระบี่สวรรค์ที่เขากำลังบำเพ็ญเพียรเพื่อจะกลับไปสู่จุดสูงสุดย่อมเกิดรอยร้าว รอยร้าวที่อาจทำให้เขาไม่มีวันได้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์เทพยดาเคียงข้างสตรีที่รอคอยเขามาสามภพอีกเลย จ้าวเทียนหลงหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก "ฮ่าๆๆ... หลี่มู่เฉิน! เจ้าคิดว่าฆ่าข้าแล้วจะจบสิ้นหรือ? วิญญาณของตระกูลจ้าวถูกผูกไว้กับคำสาปแห่งนรกโลกันตร์! หากเจ้าฆ่าข้า ความพินาศจักย้อนกลับไปหาคนที่เจ้ารักที่สุด!" "หุบปาก!" หลี่มู่เฉินตวาดกร้าว คมกระบี่ในมือส่งเสียงร้องคำรามลั่นสะเทือนปฐพี ไอสังหารพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกสีดำแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน จังหวะนั้นเอง... เซียนเฟยหลินพลันขยับกาย นางก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว แสงสีขาวนวลจากร่างของนางแผ่ขยายออกไปเพื่อกดทับไอโลหิตที่กำลังครอบงำจิตใจของหลี่มู่เฉิน นางไม่ได้มองไปที่จ้าวเทียนหลงแม้แต่น้อย สายตาคู่สวยของเทพธิดาผู้เย็นชาคู่นั้นจับจ้องเพียงใบหน้าของชายหนุ่ม ดั่งดวงตะวันในยามรุ่งอรุณที่ขับไล่ความหนาวยะเยือกของรัตติกาล "ท่านพี่..." นางเอ่ยเรียกชื่อในอดีตชาติของเขา น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่มั่นคงยิ่ง "ไม่ว่าท่านจะเลือกทางใด... ข้าจะยืนเคียงข้างท่านเสมอ ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย หรือสามภพนี้ต้องแหลกสลายเป็นจุล... กระบี่ในมือของข้า ก็จักชักขึ้นเพื่อปกป้องวิถีของท่านเช่นกัน" หัวใจของหลี่มู่เฉินกระตุกวูบ ความเย็นชาและเย่อหยิ่งที่สะสมมานานนับภพชาติถูกทลายลงด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของสตรีผู้นี้ นางยอมสละความเป็นอมตะ ยอมทิ้งสรวงสวรรค์อันสูงส่ง ลงมาเผชิญภัยในแดนมนุษย์ที่เต็มไปด้วยโคลนตม ก็เพื่อฉุดรั้งเขาไม่ให้ดำดิ่งลงสู่ความมืดมิด เขาหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจเข้าออกยาวลึก ปล่อยให้กระแสลมปราณที่ปั่นป่วนค่อยๆ สงบลงดั่งผิวน้ำในยามไร้ลม เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง... แววตานั้นไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความกระจ่างแจ้งดั่งกระจกเงาไร้ฝุ่น หลี่มู่เฉินถอนหายใจยาว พลันสะบัดข้อมือเบาๆ ปราณกระบี่ที่ตรึงลำคอของจ้าวเทียนหลงก็สลายกลายเป็นละอองแสงในพริบตา แรงกดดันมหาศาลหายวับไปกับตา จนจ้าวเทียนหลงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่งด้วยความตกตะลึง "เจ้า... เจ้าไม่ฆ่าข้าหรือ?" จ้าวเทียนหลงเงยหน้าขึ้นถามด้วยความไม่อยากเชื่อ หลี่มู่เฉินเก็บกระบี่ทมิฬเข้าฝัก เสียง "คลิก" ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังจนสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ เขามองศัตรูด้วยสายตาที่ว่างเปล่าดั่งมองก้อนหินริมทาง "ความแค้นของเจ้าของร่างนี้ ข้าในฐานะผู้สืบทอดร่างย่อมต้องสะสาง แต่มิใช่ด้วยการสังหารอย่างไร้เหตุผลในยามที่จิตใจมืดบอด... ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้าในวันนี้ ให้เจ้านั่งมองดูตระกูลจ้าวของเจ้าเสื่อมสลายลงทีละน้อยด้วยฝีมือของข้า นั่นคือบทลงโทษที่สาสมที่สุดสำหรับคนอย่างเจ้า" พูดจบ หลี่มู่เฉินก็หมุนกายกลับ เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียอบางของเซียนเฟยหลินไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือของทั้งสองประสานกันอย่างไร้รอยต่อ ราวกับประกาศให้ฟ้าดินรับรู้ว่าไม่มีสิ่งใดในยุทธภพนี้จะพรากพวกเขาออกจากกันได้อีกแล้ว ทว่า... ในวินาทีที่พวกเขากำลังจะก้าวเดินออกจากตำหนักรกร้างนั้นเอง *เปรี้ยงงงง!* สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์สายหนึ่งผ่าแหกท้องฟ้าที่เคยสงบลงอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงอัสนีบาตสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้า พร้อมกับเงาร่างลึกลับสามร่างที่ปรากฏขึ้นกลางนิตยสารมิติอากาศที่ฉีกขาด เบื้องหน้าของพวกเขาคือชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองปักลายมหาสมุทร ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายแสงเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ และพลังกดดันระดับ "จักรพรรดิเทพสวรรค์" ที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดในแดนมนุษย์ก็แผ่ซ่ายกดทับจนแผ่นดินเบื้องล่างยุบตัวลงเป็นหลุมลึกทันที! "หลี่มู่เฉิน... เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นจากกฎสวรรค์ด้วยการปล่อยตัวหนอนแมลงเช่นนี้หรือ? โทษฐานที่เจ้าฝืนชะตากรรมและหลบหนีจากวัฏสงสาร... วันนี้ จงรับทัณฑ์อัสนีเก้าสวรรค์สลายวิญญาณเสียเถอะ!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิแห่งนี้ไปพร้อมกับพยัคฆ์ขาวคำรามครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%