เชฟสาวร้านบ้านไร่ กับคุณชายสายเปย์ผู้คลั่งรักสวนผัก•ตอนที่ 1

มื้อสุดท้ายในเมืองกรุง

ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
เสียงตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงกว้างของคฤหาสน์ตระกูลวรโชติ เอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดินแปลงสุดท้ายในอำเภอชายแดนถูกผลักไสมาตรงหน้าลินินอย่างไม่ใยดี ร่างเพรียวบางในชุดผ้ากันเปื้อนสีขาวเปื้อนคราบแป้งและซอสเดміกลาสยังคงยืนนิ่งสงบ เธอไม่ได้ก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น แม้กระทั่งปลายนิ้วก็ไม่มีอาการสั่นเทาให้เห็นแม้แต่น้อย “นั่นมันสมบัติของพ่อแม่ฉัน” สุ้มเสียงของลินินราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงพลังในความเงียบงัน จนทำให้คุณป้าสายหยุดที่ยืนเท้าสะเอวอยู่เบื้องหน้าถึงกับชะงักไปชั่วขณะ “สมบัติอะไรกันลินิน! แกมันก็แค่เด็กกำพร้าที่พ่อแม่ตายจากไปตั้งแต่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ถ้าไม่ได้พวกฉันเลี้ยงดูส่งเสีย ป่านนี้แกคงเป็นขอทานข้างถนนไปแล้ว ที่ดินผืนนั้นที่อำเภอไทรงาม มันก็แค่ที่ดินรกร้างไร้ราคา เอามาใช้หนี้ค่าเลี้ยงดูที่แกกินนอนอยู่บ้านหลังนี้ยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ!” คุณป้าสายหยุดแผดเสียงแหลมสูง ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมมาอย่างดีบิดเบี้ยวด้วยความโลภและเกลียดชัง ดวงตาคมกริบกวาดมองหลานสาวแท้ๆ ของสามีด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับลินินเป็นเพียงสิ่งของรกหูรกตาที่อยากกวาดทิ้งลงถังขยะให้พ้นๆ ลินินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันกลับสร้างความหนาวเยือกให้กับสันหลังของคนฟังได้อย่างน่าประหลาด เชฟสาวอัจฉริยะผู้กุมหัวใจลูกค้ากระเป๋าหนักในภัตตาคารหรูมานับไม่ถ้วนอย่างเธอ ตลอดสามปีที่ผ่านมาต้องทนก้มหน้าก้มตาทำงานเป็นเชฟเงาในร้านอาหารของตระกูลนี้ รายได้ทั้งหมดถูกยึดเข้ากระเป๋าของป้าสายหยุดและลูกพี่ลูกน้องจอมผลาญ ทว่าพวกเขากลับยังไม่รู้จักพอ ถึงขั้นวางแผนปลอมลายมือเพื่อฮุบมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนตาย “เลี้ยงดูหรือครับ... อ้อ ไม่ใช่สิ เลี้ยงดูอย่างกับทาสในเรือนเบี้ยต่างหาก” ลินินก้าวเข้าไปใกล้ป้าสายหยุดหนึ่งก้าว ดวงตากลมโตฉายแววคมปลาบดوแววตาที่เยียบเย็นจนอีกฝ่ายเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันสร้างยอดขายให้ร้านของพวกคุณเดือนละไม่ต่ำกว่าเจ็ดหลัก เมนูซิกเนเจอร์ทุกจานที่ทำให้ร้านพวกคุณได้มิชลินไกด์ ก็มาจากสมองและสองมือของฉัน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พวกคุณเอาไปปรเปรอความสุข มันมาจากหยาดเหงื่อของฉันทั้งสิ้น!” “นังเด็กเนรคุณ! แกกล้าขึ้นเสียงกับฉันเหรอ!” ป้าสายหยุดหน้าดำคร่ำเครียด ยกมือขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าเนียนใสของหลานสาว หมับ! ทว่า ลินินไม่ได้ยืนรอรับความเจ็บปวดเหมือนเช่นในอديตอีกต่อไป มือเรียวบางเอื้อมมารับข้อมือที่เหี่ยวย่นตามวัยนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบที่ส่งผ่านปลายนิ้วทำเอาป้าสายหยุดต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยอ่อนแอและยอมก้มหัวให้มาตลอด จะมีแววตาดุดันและแข็งกร้าวได้ถึงเพียงนี้ “จำใส่สมองเอาไว้ให้ดีนะฃłุณป้าสายหยุด” ลินินกระซิบด้วยน้ำเสียงกระด้าง ทว่าชัดถ้อยชัดคำในทุกพยางค์ “บ้านหลังนี้ ที่ดินในเมืองหลวงนี้ และทุกสิ่งที่พวกคุณปล้นไป... ผมยกให้พวกคุณเอาไปแบ่งกันกินให้สำราญใจ แต่อย่าได้คิดแม้แต่จะก้าวเท้าเข้าไปเหยียบที่ดินที่ไทรงามเด็ดขาด เพราะของชิ้นนั้น... ต่อให้พวกคุณเอาสุนัขมาคาบไป ผมก็จะไม่ยอมให้เด็ดขาด!” สะบัดข้อมือออกอย่างไม่ใยดีจนป้าสายหยุดเซถอยหลังไปชนโต๊ะรับแขก ลินินไม่รอช้า เธอหันหลังเดินตรงขึ้นไปยังห้องพักชั้นบนทันท่ามกลางเสียงกรีดร้องโวยวายไล่หลังที่ดังลั่นบ้าน ภายในห้องนอนขนาดกะทัดรัด ไม่มีข้าวของมีค่าใดๆ ให้ต้องอาลัยอาวรณ์ นอกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่หนึ่งใบ และกล่องไม้เก่าแก่สลักลายวิจิตรบรรจง ซึ่งเป็นมรดกชิ้นเดียวที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ ลินินเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นสมุดบันทึกสูตรอาหารโบราณ และ... เมล็ดพันธุ์พืชประหลาดนับร้อยชนิดที่เปล่งแสงเรืองรองจางๆ ยามต้องแสงไฟ นี่คือความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้... มิติลับสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดตระกูลเชฟโบราณ สถานที่ซึ่งเวลาหยุดนิ่ง ผืนดินอุดมสมบูรณ์ และพืชพรรณวิเศษที่สามารถเติบโตได้เร็วกว่าโลกภายนอกนับสิบเท่า “กรุงเทพ ฯ สถานที่เฮงซวยนี่... ลาก่อน” ลินินลากกระเป๋าเดินทางก้าวออกจากคฤหาสน์ตระกูลวรโชติท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ปลายทางของเธอคืออำเภอไทรงาม ดินแดนกันดารที่ใครๆ ต่างบอกว่าเป็นทางสามแพร่งไร้ความเจริญ แต่สำหรับเธอกลับมองเห็นโอกาสทองในการสร้างอาณาจักรอาหารและฟาร์มเกษตรด้วยสองมือของตัวเอง รถตู้โดยสารเก่าๆ พาเธอมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดหลายปีเริ่มส่งสัญญาณเตือน ทว่าท้องฟ้าที่มืดครึ้มและความเวิ้งว้างสองข้างทางไม่ได้ทำให้เชฟสาวหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม หัวใจเธอกลับเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ราวกับสัญชาตญาณนักล่ากำลังบอกว่า ชีวิตที่แท้จริงของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ห้าชั่วโมงต่อมา รถตู้จอดสนิทที่ป้ายรถประจำทางกลางอำเภอไทรงาม อากาศยามค่ำคืนที่นี่เย็นยะเยือก กลิ่นอายของดินชื้นและป่าไม้โชยมาแตะจมูก ลินินยืนมองบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินดินเนื้อที่ห้าไร่ รอบด้านรายล้อมไปด้วยพงหญ้าและต้นไม้รกร้าง ไร้ซึ่งไฟฟ้าแสงSว่าง มีเพียงตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่เธอเตรียมมาเอง ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงบของยามวิกาล เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังพุ่มไม้ใหญ่ พร้อมกับแสงไฟฉายสط่องกราดเข้ามาตรงหน้า ลินินชะงัก ชักมือถือมีดพกทำครัวที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาตั้งรับตามสัญชาตญาณ “ใครน่ะ!” เธอเอ่ยถามเสียงเข้ม ดวงตาสอดส่องฝ่าความมืด ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมทหารเก่าและกางเกงยุทธวิธีเดินก้าวออกมาจากเงาไม้ แผงอกกว้างและไหล่หนาบ่งบอกถึงการผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ใบหน้าคมคายดุดันมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจ้องมองมาที่เธอ ก่อนที่มุมปากหยักลึกนั้นจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มพรายที่เดาอารมณ์ไม่ได้ “ดึกดื่นป่านนี้ ผู้หญิงตัวคนเดียวมาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่แถวเขตหวงห้ามของคนอื่น... หรือว่าหนีผัวมาสร้างบ้านใหม่ล่ะแม่สาวเชฟ?” เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์เอ่ยแซ่บเบาๆ ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายความสนใจอย่างปิดไม่มิด ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากบทแรกไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวร้านบ้านไร่ กับคุณชายสายเปย์ผู้คลั่งรักสวนผัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%