หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 1

ศึกแรกที่ริมชายแดน

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ลอยมาตามลมหนาวริมชายแดนประจิม หาได้เจือจางความตึงเครียดภายในกระโจมบัญชาการใหญ่ไม่ ร่างเพรียวระหงในชุดเกราะหนังสีเข้มปักลายอินทรีย์เพลิงตวัดปลายหอกลงบนแผนที่หนังแพะอย่างไม่ใส่ใจ เสียงโลหะกระทบโต๊ะไม้ดังสนั่นสะท้อนความกรุ่นโกรธที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอกของ “หลวนเฟย” แม่ทัพหญิงผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดเดี่ยวและไร้ความปรานีต่อข้าศึก “หากพวกเรายังรอคอยคำสั่งถอยทัพตามที่ ‘ท่านกุนซือ’ เสนอในราชสำนัก เกรงว่าศัตรูคงเหยียบแผ่นดินอุดมสมบูรณ์สามร้อยลี้เบื้องหลังจนราบคาบกลายเป็นจุลไปเสียก่อนแล้วค่ะ” น้ำเสียงกังวานดุจหยกกระทบกันนั้นแฝงรังสีสังหารไว้อย่างเต็มเปี่ยม นางเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่าบุรุษผู้ยืนอยู่หน้าประตูกระโจมหาได้สะทกสะท้านต่อบรรยากาศกดดันนี้แม้แต่น้อย “ท่านแม่ทัพหลวนใจร้อนเกินไปแล้ว” “ฉู่เหยียน” เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกที่ชวนให้รู้สึกเย็นยะเยือกถึงขั้วหัวใจ เขาก้าวเข้ามาภายในกระโจมอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสุขุมนุ่มลึกราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหย่อมส่วนตัว มากกว่าจะเข้ามาสู่สนามรบที่ความตายรายล้อมรอบตัว แสงตะเกียงน้ำมันสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาเรียวรีคู่นั้นกวาดมองแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่แวบหนึ่ง ก่อนจะย้อนกลับมาประสานสายตากับนางตรง ๆ “สงครามไม่ใช่เรื่องของการใช้กำลังหักหาญเพื่อสนองความสะใจส่วนตน แต่คือการคำนวณกำไรขาดทุนที่แม่นยำที่สุด” “กำไรขาดทุนหรือ?” หลวนเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความดูแคลน นางก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงใหญ่จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหมึกจาง ๆ จากตัวเขาลอยปะทะนาสิก “ชีวิตของทหารกล้าสามหมื่นนาย เลือดเนื้อของราษฎรชายแดนที่ต้องสังเวยให้แก่แผนการถอยร่นเพื่อล่อเสือเข้าถ้ำของท่าน... ตีเป็นมูลค่าเบี้ยหวัดเท่าไหร่กันล่ะเจ้าค่ะ ท่านกุนซือฉู่!” ฉู่เหยียนไม่ถอยหลังหนี เขากลับโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกับนาง รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากปรากฏขึ้นอย่างเยือกเย็น “ท่านมองเห็นเพียงหมากในกระดานฝั่งเรา แต่ไม่เคยเห็นว่าฮ่องเต้ทรงวางหมากอีกกระดานหนึ่งรอไว้ที่เมืองหลวงแล้ว หากเราบุกตีโต้ตอนนี้โดยไม่สนปัจจัยด้านเสบียงที่ถูกตัดขาด... ท่านคิดว่าชัยชนะที่ได้มา จะคุ้มค่ากับการที่เสบียงหมดคลังแล้วทัพหลวงต้องอดตายคาค่ายหรือไม่” คำพูดนั้นราวกับมีคมมีดซ่อนอยู่เบื้องหลัง มันแทงทะลุความจริงอันโหดร้ายที่หลวนเฟยพยายามหลับตาข้างหนึ่งมาตลอด ฮ่องเต้เซียวหมิงผู้ระแวงในอำนาจของตระกูลหลวน ย่อมไม่อยากเห็นแม่ทัพหญิงผู้กุมกำลังพลครึ่งประเทศได้รับชัยชนะอย่างไร้รอยตำหนิ การตัดเสบียงและการส่งกุนซือเจ้าเล่ห์มาคุมเชิง จึงเป็นหมากตลบหลังที่นางเจ็บใจจนแทบกระรอกเลือด “ท่านรู้... แต่ก็ยังยอมเป็นเครื่องมือให้พระองค์ใช้บีบคั้นข้า” หลวนเฟยกระซิบเสียงลอดไรฟัน ความโกรธเกรี้ยวในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังลึกล้ำที่วาบผ่านดวงตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที “ข้าเคยคิดว่าฉู่เหยียนผู้ปราดเปรื่องจะแตกต่างจากขุนนางหน้าเนื้อใจเสือพวกนั้น เสียแรงที่ข้าเคยชื่นชมสติปัญญาของท่าน” “คำชมจากท่านแม่ทัพหลวน หาได้มีค่าพอจะแลกกับความอยู่รอดของตระกูลฉู่และชีวิตของข้าไม่” ฉู่เหยียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียաբนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าลึกเข้าไปในดวงตาดำขลับคู่นั้นกลับไหววับด้วยปมในอดีตที่ไม่มีใครล่วงรู้ ความสูญเสียในวันที่ครอบครัวต้องสังเวยให้แก่เกมการเมือง สอนให้เขารู้ว่าอุดมการณ์ความถูกต้องกินไม่ได้ ความอยู่รอดต่างหากคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว บรรยากาศภายในกระโจมเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเปลวไฟจากตะเกียงที่ปะทุดังเปรี๊ยะ ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร สองสมองอันชาญฉลาดกำลังประมวลผลและอ่านใจอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เคมีสีเทาที่ขับเน้นความรู้สึกขัดแย้งแต่ดึงดูดกันทางจิตวิญญาณแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวราวกับจะหนักอึ้งขึ้นทุกที ก่อนที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนจะดำเนินไปไกลกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงของทหารยามก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยการกระชากผ้าม่านกระโจมเปิดออกอย่างไม่เป็นระเบียบ “ท่านแม่ทัพ! กุนซือฉู่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” นายกองทัพหน้าพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด “กองลาดตระเวนของเราพบ... พบศพทหารหลวงหน่วยส่งเสบียงถูกฆ่ายกหมวดที่หุบผาเงาจันทร์ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ศพพวกนั้นพ่ะย่ะค่ะ...” หลวนเฟยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “พูดให้มันชัดเจน เกิดอะไรขึ้นที่นั่น!” นายกองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองด้วยแววตาหวาดผวา “พวกเขาไม่ได้ถูกฆ่าตายโดยข้าศึกแคว้นเหนือพ่ะย่ะค่ะ แต่บนหน้าอกของทุกคนถูกสลักรหัสลับประจำพระองค์... และที่สำคัญที่สุด ในเกวียนเสบียงที่ควรจะมีข้าวสาร กลับมีตราประทับลับจากห้องเครื่องในวังหลวงซ่อนอยู่... มันคือตราประทับลับที่ใช้สำหรับขนส่ง ‘ยาพิษสลายโลหิต’ พ่ะย่ะค่ะ!” ฉู่เหยียนที่เคยมีท่าทีสุขุมนุ่มลึกมาตลอด ถึงกับชะงักกึก รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา ดวงตาดำขลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจเป็นครั้งแรก หมอกเหมยปลายฤดูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวเข้าสู่หมากกระดานนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%