"หมึกที่เปื้อนนิ้วของเจ้า มิใช่รอยเปื้อนหรอกรินรดา แต่มันคือคราบเลือดของอดีตที่ข้าพยายามลบมันออกด้วยคำศัพท์เพียงไม่กี่คำ"
กวินกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในหอสมุดแห่งความทรงจำ นิ้วมือที่สั่นเทาของเขาวางลงบนกระดาษสาเก่าคร่ำที่บัดนี้ว่างเปล่าไร้ตัวอักษร ดวงตาของชายหนุ่มไม่ได้มองไปที่หน้ากระดาษ แต่เขากำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของหญิงสาวที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือโบราณอยู่เบื้องหน้า
รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามวิสัยผู้พิทักษ์ "คำพูดสวยหรูเหล่านั้นช่วยให้เจ้าลืมเสียงกรีดร้องของคืนที่บ้านหลังนั้นมอดไหม้ไปได้จริงหรือกวิน? เจ้ากำลังร่ายรำอยู่บนกองซากปรักหักพังของวิญญาณตัวเองนะ... หยุดหลอกตัวเองเสียที"
กวินแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง เขาเดินไปที่หน้าต่างบานสูงที่เปิดกว้างสู่ความมืดมิดของหุบเขาเบื้องล่าง ที่นั่น... ฝนไม่ได้ตก แต่หยาดน้ำค้างกลับเกาะพราวบนใบไม้ ราวกับหยดน้ำตาของโลกที่ไม่อาจหลั่งไหลออกมาได้
"ข้าไม่ได้หลอกตัวเอง รินรดา" เขากระซิบ น้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย "ข้าเพียงแต่กำลังรอคอยวรรคสุดท้าย... วรรคที่จะปลดปล่อยทั้งข้าและบาดแผลนี้ให้กลายเป็นเพียงเถ้าธุลีที่สายลมพัดผ่านไปเท่านั้นเอง"
เขาหยิบปากกาขนนกขึ้นมาจุ่มลงในหมึกสีดำสนิทที่ข้นคล้ายเลือด จังหวะที่ปลายปากกาสัมผัสกับแผ่นกระดาษ อากาศรอบข้างราวกับจะหยุดชะงักลง เสียงนกร้องยามราตรีขาดห้วง ความกดอากาศในห้องลดต่ำลงจนรินรดาต้องก้าวถอยหลังด้วยความรู้สึกหวิวไหวในช่องท้อง
"เจ้าจะทำอะไร?" เธอถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นระริก "ถ้าเจ้าเขียนบทกวีบทนั้นเสร็จ... ความทรงจำทั้งหมดที่ข้าดูแลรักษามา ความเป็นตัวตนของเจ้าที่ผูกติดอยู่กับความเจ็บปวดเหล่านี้ มันจะสูญสิ้นไปตลอดกาลนะ!"
กวินไม่ตอบ เขาเริ่มตวัดปากกาด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าหนักแน่น ราวกับกำลังฟาดฟันดาบลงบนอากาศ ทุกตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนกระดาษไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่มันคือรูปลักษณ์ของความทรมานที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความงาม คำว่า 'สูญเสีย' กลายเป็นภาพของเปลวไฟที่ดับมอด คำว่า 'โดดเดี่ยว' กลายเป็นภาพของเงาที่แยกตัวออกจากร่าง
"ในหยาดน้ำค้างที่ค้างนิ่งอยู่บนกิ่งไม้
ข้าเห็นใบหน้าของพ่อ... ที่ยังคงยิ้มในเถ้าถ่าน
ข้าเห็นแม่... ผู้กอดความเงียบไว้แน่นในอ้อมอก
หยดน้ำนั้น... คือคำตอบของคำถามที่ข้าไม่เคยกล้าถาม
ว่าการมีชีวิตอยู่ คือการแบกรับ หรือการปล่อยวางกันแน่?"
เสียงของกวินดังกังวานก้องไปทั่วหอสมุด อักษรที่เขาเขียนเริ่มส่องประกายสีนวลตาออกมาจากหน้ากระดาษ มันขยายตัวขึ้นเหมือนเปลวไฟที่ค่อยๆ ลามเลียล้อมรอบตัวเขา รินรดาเบิกตากว้าง เธอพยายามจะก้าวเข้าไปหาเขา แต่กลับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นขวางไว้
"กวิน! หยุดนะ! อย่าทำลายพันธนาการด้วยวิธีนี้!"
กวินหันกลับมามองเธอ รอยยิ้มที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่หลุดพ้นและสว่างไสวที่สุดเท่าที่รินรดาเคยพบมา "เจ้าเคยบอกข้าว่า กวีที่แท้จริงต้องรู้จัก 'ตาย' ในบทกวีของตนเองไม่ใช่หรือ? ถึงเวลาแล้วรินรดา... ที่ข้าจะทำตามคำสอนนั้น"
เขาสะบัดปากกาเป็นครั้งสุดท้าย จบวรรคสุดท้ายของชีวิตด้วยอักษรตัวสุดท้ายที่สลักลึกลงไปในอากาศ
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุม ทุกอย่างกลับหยุดชะงักลงด้วยเสียงก้าวเท้าที่ดังขึ้นจากด้านหลังของรินรดา เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินที่ฟังดูหนักแน่นและเย็นชา
หญิงสาวเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวฉายชัดในแววตาเมื่อเธอเห็นเงามืดทอดยาวผ่านประตูหอสมุดเข้ามา และชายผู้หนึ่งที่เธอนึกว่าตายไปแล้วในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน... กำลังยืนถือมีดสั้นจดจ้องไปที่กวินที่ยังคงอยู่ในสภาวะดิ่งลึกกับบทกวีของเขา
"บทกวีของเจ้า... จบไม่สวยหรอก กวิน เพราะคนที่เขียนวรรคสุดท้ายที่แท้จริง ไม่ใช่เจ้า" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็น
บทกวีใต้ร่มเงา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะยังคงร้อยเรียงหัวใจไปกับบทสรุปที่กำลังจะมาถึงในตอนถัดไปนะครับ
หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 22
วรรคสุดท้ายของชีวิต
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!