"คุณจะแบกเศษซากของถ้อยคำเหล่านั้นไปจนวันตายเลยหรือ กวิน"
รินรดาวางปากกาขนนกไม้โบราณลงบนโต๊ะไม้โอ๊คที่เต็มไปด้วยคราบหมึก เสียงกระทบของมันเบาหวิว ทว่ากลับดังก้องไปถึงจิตวิญญาณของชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่หน้าบานหน้าต่างกระจกสี เธอมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาที่อ่านยาก—สายตาของผู้ที่เฝ้ามองความพินาศของอักษรมานับศตวรรษ
กวินไม่ได้หันกลับมา เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยร้าวบนกระจก นิ้วเรียวไล่ไปตามรอยแตกนั้นราวกับกำลังสะกดรอยหยักของอักษรลับ "ความเงียบไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คุณคิดหรอกนะรินรดา มันมีเสียง... เสียงที่ตะโกนก้องอยู่ในรอยจารึกของพ่อผม และตอนนี้... มันกำลังสั่งให้ผมต้องไป"
"ออกไปสู่ความว่างเปล่าที่คุณไม่รู้จักน่ะหรือ?" เธอถาม พลางขยับกายลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหมึกป่าลอยมาปะทะจมูกชายหนุ่ม "โลกภายนอกไม่มีหอสมุดแห่งความทรงจำหรอกนะกวิน ที่นั่นมีแต่ความลืมเลือนที่จะกัดกินคุณจนไม่เหลือชิ้นดี"
กวินหมุนตัวกลับมา สายตาของเขามุ่งมั่นจนรินรดาต้องชะงักฝีเท้า ในดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความโศกเศร้าที่คุ้นเคย แต่มันมีประกายของ 'ไฟ' ที่เพิ่งถูกจุดติด เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดน้อยลง เหลือเพียงพื้นที่ของความเงียบที่กดดัน
"ผมใช้ชีวิตอยู่กับอดีตที่พ่อทิ้งไว้มานานเกินไป" เขาเอ่ยเสียงต่ำ ทว่าทรงพลัง "คำกวีทุกบทที่ผมรจนาเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ล่ามผมไว้กับความสูญเสีย ถ้าผมไม่ทิ้งชีวิตเดิมนี้... ผมก็คงเป็นได้แค่หลุมศพที่เดินได้เท่านั้น"
รินรดาเงียบไปครู่ใหญ่ เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมา ปกของมันทำจากหนังฟอกเก่าคร่ำที่แทบจะละลายหายไปกับกาลเวลา เธอไม่ยื่นให้เขา แต่กลับถือไว้แน่น "ถ้าคุณจะไปจริงๆ จงเอาสิ่งนี้ไป แต่มันไม่ใช่แผนที่ทางภูมิศาสตร์ มันคือแผนที่แห่งเลือดและหมึก หากคุณอ่านไม่เข้าใจ... ทางเดินของคุณจะสิ้นสุดลงที่หน้าผาแห่งความไร้ตัวตน"
กวินรับสมุดเล่มนั้นมา น้ำหนักของมันหนักอึ้งราวกับแบกความลับของจักรวาลไว้ทั้งใบ เขาจ้องมองหน้าของหญิงสาวที่เปรียบเสมือนแสงนำทางเดียวในชีวิต เขาเห็นความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น และเขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า การจากลาครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เขาที่เจ็บปวด
"ผมจะกลับมา" เขากล่าวสั้นๆ คำมั่นสัญญาที่เปราะบางยิ่งกว่าใยแมงมุม
กวินหันหลังเดินออกจากห้องสมุด เสียงฝีเท้าของเขากระทบพื้นไม้ดังก้องกังวาน ทุกย่างก้าวคือการตัดขาดจากนิยามของตัวเองที่เคยถูกตีกรอบไว้ แสงแดดข้างนอกไม่ได้ต้อนรับเขาด้วยความอบอุ่น แต่มันกลับแผดเผาผิวหนังจนรู้สึกแสบร้อน ท้องฟ้าเบื้องบนดูหม่นหมองคล้ายกับจะเตือนถึงพายุใหญ่ที่กำลังจะก่อตัว
เขามุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟร้างที่ห่างออกไปสามกิโลเมตร ที่นั่นคือจุดเริ่มของการเดินทางที่ไม่มีวันหวนกลับ ทว่าทันทีที่เขาถึงชานชาลาที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากความมืดหลังเสาปูน
"นึกว่าคนอย่างเจ้าจะจมปลักอยู่กับคราบหมึกไปจนวันตายเสียอีก กวิน"
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีเขม่าควันเดินออกมาจากเงามืด ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยหมวกปีกกว้าง แต่กวินจำน้ำเสียงนั้นได้แม่นยำ... เสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานนับสิบปี ตั้งแต่วันที่คฤหาสน์ของครอบครัวถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน
กวินตัวแข็งทื่อ สมุดบันทึกในมือสั่นไหว เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่สายตาของเขาจับจ้องไปที่มือขวาของชายแปลกหน้า—ที่นั่นมีแหวนวงหนึ่งสวมอยู่ แหวนที่มีสัญลักษณ์ 'หยาดน้ำค้าง' ซึ่งเป็นตราประจำตระกูลที่เขาคิดว่าหายสาบสูญไปพร้อมกับพ่อของเขา
"คุณ..." กวินกระซิบ "คุณเป็นใครกันแน่"
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่แฝงด้วยความเย็นเยียบจนกวินขนลุกชัน เขาหยิบชิ้นส่วนของกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วโยนมันลงที่แทบเท้าของกวิน ลายมือบนกระดาษนั้นทำให้กวินแทบหยุดหายใจ เพราะมันเป็นลายมือของเขาเอง... แต่เป็นลายมือที่เขาไม่เคยจำได้ว่าตัวเองเคยเขียนมันขึ้นมาตอนไหน
'กวิน... อย่ากลับไปหาความจริงที่รออยู่ข้างหลัง จงวิ่งไปหาความตายที่รออยู่เบื้องหน้า เพราะสิ่งที่เจ้ากำลังตามหา แท้จริงแล้วมันคือตัวเจ้าเองที่ถูกสาปไว้'
บทกวีใต้ร่มเงาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับการเดินทางครั้งนี้และร่วมค้นหาความจริงไปพร้อมกับกวินนะครับ
หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 2
เสียงกระซิบจากความเงียบ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!