"ตอบฉันมาริน... เด็กคนนั้น คือลูกของฉันใช่ไหม!"
เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าด้วยความอัดอั้นของภาคินัยดังก้องอยู่ในห้องโถงกว้างของคฤหาสน์หรู ทว่ายังไม่ทันที่รสรินจะได้เอื้อนเอ่ยคำใด เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายความตึงเครียดนั้นเสียก่อน ภาคินัยกดรับสายด้วยมือที่สั่นเทาจากการสะกดอารมณ์ แต่เพียงแค่ได้ยินเสียงปลายสายรายงานเพียงประโยคเดียว แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความเว้าวอนก็เปลี่ยนไปทันที ราวกับคนละคน
"ว่าไงนะ!" เขาตวาดก้อง ใบหน้าคมคายเปลี่ยนเป็นสีเลือดฝาดด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ "พวกแกกล้าดียังไง! ถ้าใครแตะต้องตัวรินหรือลูกแม้แต่ปลายก้อย ฉันจะเผาทุกอย่างให้วอดวาย!"
รสรินยืนตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินคำว่า 'ลูก' จากปากเขาอีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่เวลามานั่งถามหาความรับผิดชอบ เพราะใบหน้าของภาคินัยที่แสดงออกมาในยามนี้ คือความเหี้ยมเกรียมที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นความโกรธระดับที่พร้อมจะพังทลายทุกอย่างให้สิ้นซาก
ภาคินัยไม่รอช้า เขาหันมาคว้าข้อมือเธอแน่นแต่ไม่ได้บีบจนเจ็บ ก่อนจะลากเธอเข้าไปในห้องนิรภัยที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดฝาผนัง "อยู่ที่นี่ อย่าออกไปไหนจนกว่าฉันจะกลับมา!"
"คิน! คุณจะไปไหน! บอกรินมานะ เกิดอะไรขึ้นกับรัน!" รสรินตะโกนตามหลัง พลางทุบประตูด้านในด้วยความตื่นตระหนก แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมามีเพียงความเงียบและเสียงล็อกประตูจากภายนอก
ภาคินัยเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางราวกับซาตานที่หลุดออกมาจากขุมนรก ดวงตาคมกริบของเขาในยามนี้ไม่ได้มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย เขาสั่งการลูกน้องนับสิบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเย็นเยือกจนคนฟังต้องขนลุกซู่
"ตามตัวมันให้เจอ ใครที่บังอาจสั่งคนไปข่มขู่ครอบครัวของฉัน จัดการให้มันรู้ว่านรกบนดินมีจริงอย่างไร... แต่อย่าเพิ่งให้พวกมันตาย เอาตัวมันมาให้ฉันทรมานให้สาสมกับที่กล้าแตะต้องสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน!"
ภาพเหตุการณ์ ณ โกดังร้างแห่งหนึ่งที่ห่างไกลออกไป น้องรันตัวน้อยถูกชายฉกรรจ์สองคนล้อมเอาไว้ เด็กชายวัยสองขวบที่มีดวงตากลมโตแวววาวถอดแบบมาจากภาคินัยไม่มีผิดเพี้ยน กำลังกอดตุ๊กตาหมีแน่นด้วยความหวาดกลัวแต่ไม่ร้องไห้ น้ำตาใสๆ คลอเบ้าเมื่อเห็นคนแปลกหน้าเข้าใกล้แม่ที่ถูกจับมัดไว้กับเก้าอี้อีกมุมหนึ่ง
"ปล่อยแม่ฉันนะ! ปล่อยนะเจ้าคนใจร้าย!" เสียงเล็กๆ แผดร้องอย่างกล้าหาญ
"หุบปากซะไอ้เด็กเวร!" หนึ่งในชายฉกรรจ์ง้างมือจะตบหน้าเด็กน้อย ทว่าจังหวะนั้นเอง ประตูโกดังเหล็กก็ถูกพังกระเด็นเข้ามาด้วยแรงปะทะมหาศาล แรงกระแทกนั้นทำให้เศษเหล็กปลิวว่อนไปทั่ว
ภาคินัยก้าวเดินเข้ามาในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าเย็นชาราวกับรูปสลักน้ำแข็ง แววตาของเขาดุดันยิ่งกว่าราชสีห์ที่ถูกลบหลู่เกียรติ เขาไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เพียงแค่ขยับนิ้วสั่งการ ลูกน้องในชุดดำนับสิบก็กรูเข้าไปจัดการกับพวกมันอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
เสียงการปะทะดังสนั่นโกดัง ภาคินัยเดินตรงไปยังจุดที่น้องรันอยู่ด้วยท่าทางราวกับจะฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า เขาคว้าคอเสื้อของชายคนที่คิดจะทำร้ายลูกชายตัวเอง แล้วซัดหมัดหนักๆ ลงไปที่ใบหน้าจนเลือดกบปาก
"แกกล้าดียังไง... กล้าเอาเท้าโสโครกของแกมาแตะต้องลูกฉัน..." เขาขยี้เท้าลงบนมือของชายคนนั้นจนได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ
ร่างสูงทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าน้องรัน แววตาที่เคยแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงทันทีเมื่อเห็นเด็กน้อยสั่นเทา ภาคินัยค่อยๆ คลี่ถอดเสื้อสูทของตนออกห่อตัวเด็กชายไว้ อ้อมกอดของเขาสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดและโหยหาที่อัดอั้นมานาน
"ไม่ต้องกลัวแล้วนะรัน... พ่ออยู่นี่แล้ว"
เด็กน้อยแหงนหน้ามองชายตรงหน้าด้วยความฉงน "คุณ... คุณคือคุณลุงคนนั้น?"
ภาคินัยรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีดซ้ำ เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะจุมพิตที่หน้าผากเล็กๆ อย่างแผ่วเบา "ใช่... ลุงเอง และตั้งแต่วันนี้ ลุงจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องหนูอีกเด็ดขาด"
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะอุ้มน้องรันขึ้นแนบอก เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากมุมมืดของโกดัง กระสุนเฉี่ยวเข้าที่หัวไหล่ของภาคินัยจนเลือดสดๆ กระเซ็นออกมา เขากัดฟันกรอดพยายามใช้ร่างกายปกป้องลูกชายไว้สุดชีวิต
ในจังหวะที่ความโกลาหลถึงขีดสุด ภาคินัยเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนก้าวออกมาจากหลังลังไม้ใหญ่ มือของคนคนนั้นถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูคุ้นตา... มันคือซองผลตรวจ DNA ที่เขาเคยให้คนไปตามหามาตลอด แต่ทำไมมันถึงมาอยู่ในมือของศัตรูตัวฉกาจที่น่าจะตายไปแล้วอย่าง 'อดีตคนสนิท' ของเขา!
"แกคิดว่าความลับนี้จะรอดไปถึงหูยัยนั่นเหรอ ภาคินัย?" เสียงหัวเราะเยาะหยันดังก้องไปทั่วโกดัง ก่อนที่ชายคนนั้นจะโยนซองเอกสารลงบนพื้นท่ามกลางกองเลือด "ถ้าแกไม่เลิกยุ่งเรื่องนี้... ความลับที่แกปกปิดไว้ ว่าเด็กคนนี้เป็น 'ลูกนอกสมรส' ของแกกับผู้หญิงที่แกทิ้งไปอย่างไม่ใยดี จะกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งพรุ่งนี้เช้า!"
ภาคินัยเบิกตากว้างเมื่อเห็นซองเอกสารเปิดออก เผยให้เห็นตัวอักษรสีแดงฉานที่ระบุชัดเจนถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างเขากับเด็กน้อยในอ้อมกอด... และที่ร้ายไปกว่านั้น คือเขาสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ เอกสารนั้น กำลังเปิดโหมดบันทึกภาพถ่ายทอดสดลงโซเชียลมีเดียอยู่!
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของรอยแค้นและสายใยที่ไม่มีวันตัดขาดนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 32
โกรธเป็นไฟ
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!