หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 52

การพิสูจน์ตนเอง

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
“คนของท่าน... ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะ เฟยอวี่” น้ำเสียงของจางเหว่ยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ราดรดลงบนแผลสด เขาไม่ได้เดินเข้ามาใกล้นัก แต่ยืนกอดอกพิงเสาไม้สลักของศาลาพักใจ สายตาที่จับจ้องมายังหลินเฟยอวี่นั้นเต็มไปด้วยความสมเพชและหยามเหยียดราวกับนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่กำลังจะสิ้นฤทธิ์ เฟยอวี่ไม่แม้แต่จะขยับกาย นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม มือเรียวบางกรีดพู่กันลงบนบัญชีรายรับ-รายจ่ายของหอการค้าด้วยท่วงท่าสงบนิ่งประหนึ่งพายุหมุนไม่ได้กำลังโหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอก “ท่านมั่นใจเพียงนั้นเชียวหรือ จางเหว่ย?” นางเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง เสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นประสาทผู้ฟังได้อย่างประหลาด “ในเมื่อท่านส่งเสบียงไปให้กองทัพหลวงไม่ทันกาล ความศรัทธาที่ฮ่องเต้มีต่อตระกูลหลินก็ย่อมถึงคราวอับปาง ต่อให้ท่านจะเก่งกาจในการบริหารเงินทองเพียงใด แต่เมื่อไม่มีกองทัพหนุนหลัง ท่านก็เป็นเพียงสตรีที่มีเงินกองโตแต่ไร้ทางหนี... ครั้งนี้ข้าจะกระชากหน้ากากของท่านลงมาให้ดู ว่าสิ่งที่ท่านสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อ จะกลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยความทะเยอทะยานของข้าอย่างไร” จางเหว่ยแสยะยิ้มก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานเย็นๆ ที่ทำให้หัวใจคนรู้สึกไม่สงบ เฟยอวี่วางพู่กันลงช้าๆ นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว นางย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อรักษาความมั่งคั่งให้พอกพูนขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อทำลายรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายที่เคยฝังกลบชีวิตนางในชาติก่อนให้สิ้นซาก “ในเมื่อเขามั่นใจว่าข้า ‘ไม่มี’ ทางออก... ข้าก็จักแสดงให้เห็นว่า ‘ทาง’ นั้น ข้าเป็นผู้สร้างขึ้นเองกับมือ” นางลุกขึ้นยืน ก้าวเดินผ่านประตูลับหลังห้องทำงานลงไปยังห้องใต้ดินที่เก็บสมบัติลับของตระกูลหลิน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางไม่ได้เพียงแต่ค้าขายผ้าไหมหรือสมุนไพร แต่ผลกำไรมหาศาลถูกเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งและอาวุธชุดเกราะชั้นดีที่ซ่อนไว้ในฐานที่มั่นลับทั่วแผ่นดิน ทันทีที่นางก้าวออกมาจากอุโมงค์ลับที่เชื่อมต่อกับป่าหลังจวน อัศวินในชุดเกราะสีดำทมิฬนับร้อยชีวิตก็คุกเข่าลงเบื้องหน้านางพร้อมกัน ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วป่า มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ที่เป็นพยานให้กับการตัดสินใจครั้งสำคัญ “ขนเสบียงทั้งหมดออกเดินทางทันที” เฟยอวี่สั่งการ เสียงของนางก้องกังวานด้วยอำนาจที่สั่งสมมานาน “ส่งไปยังค่ายทหารหลวงที่ชายแดนทางเหนือภายในสามวัน... อย่าให้ใครล่วงรู้ว่าเสบียงเหล่านี้มาจากผู้ใด” “นายหญิง... หากทำเช่นนี้ เงินทุนสำรองของตระกูลหลินจะลดลงไปเกินครึ่ง ท่านจะไม่มีทางกู้คืนได้ทันในช่วงเทศกาลประมูลครั้งหน้าเลยนะคะ” เสียงของเหมยเซียนที่แอบสะกดรอยตามมาดังขึ้นจากมุมมืด นางเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย “เจ้าทุ่มเงินเพื่อช่วยกองทัพที่กำลังจะแตกพ่ายเพื่อสิ่งใดกัน? เพื่อความภาคภูมิใจโง่เขลาอย่างนั้นหรือ?” เฟยอวี่หันกลับมามองสตรีที่นางเคยเรียกขานว่า ‘น้องสาว’ สายตาที่มองไปนั้นราบเรียบดุจผืนน้ำนิ่ง แต่ลึกๆ กลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ “เหมยเซียน... ความฉลาดของเจ้ามักจะสั้นเสมอ สิ่งที่ข้ากำลังทำ ไม่ใช่การทุ่มเงินเพื่อช่วยใคร แต่เป็นการซื้อ ‘แผ่นดิน’ คืนจากมือของคนทรยศ” นางเดินเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่สั่นไหวของอีกฝ่าย “การเป็นเศรษฐินีที่รวยที่สุดน่ะน่าเบื่อ... แต่การเป็นเจ้าของอำนาจที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องก้มหัวให้ต่างหาก คือสิ่งที่ข้าต้องการ” กลางดึกคืนนั้น ณ ค่ายทหารชายแดนที่กำลังขาดแคลนเสบียงจนทหารแทบจะกินหญ้าประทังชีวิต เสียงรถม้าจำนวนมหาศาลดังกึกก้องขึ้น ฉินอ๋องหลี่เฉิงที่ยืนอยู่บนหอคอยสังเกตการณ์ขมวดคิ้วแน่น เขามองลงไปยังขบวนรถที่ติดสัญลักษณ์ลับของ ‘หอการค้าเฟยอวี่’ ด้วยความตกตะลึง “นางทำจริงๆ หรือ...” หลี่เฉิงพึมพำ ดวงตาคมกริบของเขาเป็นประกายความอาทรที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความเย็นชา “เฟยอวี่... เจ้ากำลังวางเดิมพันด้วยชีวิตของตนเองเลยนะ” ในขณะที่ความวุ่นวายของการแจกจ่ายเสบียงกำลังดำเนินไป ความเงียบกริบก็เข้าปกคลุมเมื่อมีบุรุษร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดของกระโจมใหญ่ เขาคือจางเหว่ยที่ดูเหมือนจะดักรอการปรากฏตัวของนางที่นี่ “ข้าบอกแล้วว่าคนของเจ้าไม่มีทางมาถึง...” จางเหว่ยเอ่ยเสียงต่ำพลางชักกระบี่ออกมา “แต่ข้าคิดผิด... เจ้าบ้าถึงขนาดเอาสมบัติทั้งชีวิตมาแลกกับความจงรักภักดีที่ไม่มีวันยั่งยืน” เฟยอวี่ก้าวออกมาจากรถม้าคันสุดท้ายของขบวน ใบหน้างดงามนั้นประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ผิดแล้ว จางเหว่ย... ข้าไม่ได้ซื้อความจงรักภักดี แต่ข้ากำลังซื้อ ‘อนาคต’ ของข้าเอง... อนาคตที่ไม่มีท่านอยู่ในนั้น” จางเหว่ยพุ่งตัวเข้ามาหมายจะเด็ดหัวนาง ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากหลังคากระโจม สกัดกั้นคมกระบี่ของจางเหว่ยไว้จนเกิดประกายไฟสว่างวาบ “ใคร!” จางเหว่ยตะคอก บุรุษผู้นั้นค่อยๆ หมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าคมสันภายใต้หน้ากากสีเงินที่คุ้นตา หลี่เฉิงหยัดยิ้มมุมปาก ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของเฟยอวี่อย่างถือสิทธิ์ “นางเป็นคนของเปิ่นหวาง... ใครที่คิดจะแตะต้องนาง ต้องถามคมกระบี่ของข้าก่อน” เฟยอวี่เหลือบมองมือที่วางอยู่บนไหล่ของตน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของบุรุษที่อยู่เบื้องหลัง ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด กองกำลังลึกลับอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็ปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบค่ายทหารเอาไว้ทั้งหมด ทหารที่ถือธนูเหล่านั้นไม่ได้สวมชุดของกองทัพหลวง แต่เป็นเครื่องแบบสีครามที่คุ้นตาคนทั้งคู่เป็นอย่างดี... ชุดของตระกูลหลินที่ควรจะล่มสลายไปแล้ว! “ท่านอ๋อง... ดูเหมือนว่าการพิสูจน์ตนเองของข้า จะไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมายืนดูเล่นเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว” เฟยอวี่กระซิบข้างหูหลี่เฉิง พร้อมกับที่ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งทะลุจุดยุทธศาสตร์ของค่ายทหารจนระเบิดออกเป็นควันสีเลือด ความโกลาหลเพิ่งเริ่มต้นขึ้น... และผู้ที่ก้าวออกมาจากเงามืดของค่ายทหารในยามนี้ คือบุคคลที่นางคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่ชาติก่อน! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมอกเหมยปลายฤดู" มาจนถึงตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%