บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด•ตอนที่ 25

การปรับความเข้าใจครั้งแรก

ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
เสียงชัตเตอร์จากกล้องตัวเล็กหลังบานกระจกฝ้าไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ ทว่าในความเงียบงันของหอสมุดกลาง มันกลับบาดลึกเสียดแทงลงไปในโสตประสาทของมินนาราวกับเสียงแก้วแตก มินนาผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ปลายเล็บจิกแน่นเข้ากับขอบโต๊ะไม้โอ๊กจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ความเย็นเฉียบแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตระหนก ภาพรอยยิ้มเยือกเย็นของรินดากับเลนส์กล้องสีดำมะเมื่อมที่เล็งตรงเข้ามายังติดตา เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และกดชัตเตอร์บันทึกภาพ ‘ความใกล้ชิด’ ระหว่างเธอกับดาวเด่นของคณะวิศวะไปกี่รูปแล้ว “มินนา?” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงแววห่วงใยดึงสติของเธอกลับมา คีย์สังเกตเห็นอาการตัวสั่นเทิ้มของร่างเล็กได้ในเสี้ยววินาที เขาวางปากกาในมือลงทันที แววตาคมกริบเหลือบมองตามทิศทางสายตาของเธอไปยังประตูด้านหน้า ร่างสูงขยับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก้าวเท้ายาวๆ บดบังทัศนวิสัยจากภายนอกราวกับเป็นปราการกำบังให้เธอโดยอัตโนมัติ ทว่าทางเดินหน้าห้องสมุดว่างเปล่าแล้ว รินดาอันตรธานไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิม “ฉัน... ฉันต้องกลับแล้วค่ะ” มินนากลืนน้ำลายฝืดคอ ละล่ำละลักบอก มือไม้สั่นจนแทบควบคุมไม่ได้ขณะกวาดหนังสือ วรรณกรรมแปล และสมุดบันทึกเล่มโปรดลงในกระเป๋าผ้าแคนวาสอย่างลนลาน เธออยากหายตัวไป อยากแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ ความกลัวที่เคยซุกซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจปะทุขึ้นมาจนอกแทบระเบิด คนอย่างเธอ... เด็กอักษรฯ ธรรมดาที่แทบไม่มีตัวตนในรั้วมหาวิทยาลัย จะไปรับมือกับอิทธิพลและสายตาของคนทั้งคณะที่จับจ้องคีย์ได้อย่างไร หากภาพพวกนั้นหลุดออกไป เธอคงถูกบดขยี้ด้วยข่าวลือจนแหลกเหลว “เดี๋ยวสิ มินนา รอก่อน” สัมผัสอุ่นวาบจากฝ่ามือหนาแตะลงบนหลังมือของเธออย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นพอที่จะหยุดยั้งความตื่นตระหนกนั้น คีย์ไม่ได้ออกแรงดึงรั้ง ทว่าการกระทำของเขากลับทำให้มินนาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก “อย่าเพิ่งหนี” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ทว่าแฝงความจริงจังที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน “ไปตรงโน้นกับฉันก่อนได้ไหม” คีย์ไม่รอคำตอบ เขาถือวิสาสะคว้าสายกระเป๋าผ้าของเธอมาสะพายไว้บนไหล่กว้างของตัวเอง ก่อนจะแตะข้อศอกเธอเบาๆ นำทางลึกเข้าไปในโซนหนังสือวรรณกรรมต่างประเทศแถบ 820 ล็อกในสุดที่แทบไม่มีนักศึกษาเดินผ่าน แสงไฟสีส้มสลัวตรงมุมนี้ส่องกระทบสันหนังสือปกแข็งนับพันเล่ม ฝุ่นละอองบางเบาและกลิ่นกระดาษเก่าอันคุ้นเคยที่เคยมอบความสบายใจให้มินนา บัดนี้กลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แผ่นหลังกว้างของคีย์หยุดลงหน้าชั้นหนังสือเล่มหนา เขาหันกลับมาประจันหน้ากับเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ “เธอเห็นรินดาใช่ไหม” เขาเปิดประเด็นตรงไปตรงมา นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาที่สั่นระริกของเธอ มินนาเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ก้มหน้ามองปลายรองเท้าผ้าใบของตัวเอง หลบเลี่ยงประกายตาที่คมปลาบของเขา “...ค่ะ เธอถ่ายรูปพวกเราไป” “แล้วทำไมต้องกลัวขนาดนี้?” คำถามนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่สะบั้นความอดทนของมินนาลง เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ แววตาของเธอไม่ได้มีแค่ความกลัว แต่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาตลอด “พี่คีย์ไม่เข้าใจหรอกค่ะ!” เธอพยายามกดเสียงให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนความเงียบของห้องสมุด แต่น้ำเสียงนั้นสั่นเครือจนจับใจ “พี่เป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร... พี่คือคีย์ วิศวะฯ คนที่ใครๆ ก็รู้จัก ไปยืนตรงไหนก็มีสปอตไลต์ส่องถึง แต่สำหรับฉัน... ฉันเป็นแค่เด็กปีหนึ่งธรรมดาๆ ที่แค่อยากนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ในมุมของตัวเอง ถ้าภาพพวกนั้นถูกเอาไปแชร์ คนทั้งมหาลัยจะพูดถึงฉันยังไง? พวกเขาจะตราหน้าว่าฉันพยายามเกาะพี่ หรือแย่งพี่มาจากคนอื่น... ฉันรับสายตาพวกนั้นไม่ไหวหรอกนะคะ” หยาดน้ำตาเม็ดใสเอ่อคลอขึ้นมาบดบังภาพตรงหน้า มินนายกหลังมือขึ้นปาดมันออกอย่างรวดเร็ว เธอเกลียดตัวเองที่ดูอ่อนแอแบบนี้ แต่ความจริงที่ว่าโลกของเธอกับเขามันต่างกันเกินไป กำลังตบหน้าเธออย่างจัง คีย์ยืนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ แววตาคมกริบเมื่อครู่อ่อนแสงลง แทนที่ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่มินนาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่ดูสมบูรณ์แบบอย่างเขา “แล้วเธอคิดว่า... สปอตไลต์นั่นมันอุ่นเหรอ มินนา?” คำพูดเรียบๆ แต่แฝงความขื่นขมทำให้มินนาชะงัก คีย์หลุบตาลงมองมือของตัวเองที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัว รอยยิ้มบางเบาที่ผุดขึ้นบนมุมปากของเขาดูเปราะบางเหลือเกิน “ตั้งแต่จำความได้ ทุกคนมองฉันผ่านสิ่งที่คาดหวังเสมอ เป็นลูกชายที่ต้องเรียนเก่ง เป็นรุ่นพี่ที่ต้องเท่ เป็นตัวท็อปของคณะที่ต้องเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา...” คีย์ถอนหายใจยาว แผ่นอกกว้างสะท้อนขึ้นลง “ไม่มีใครสนใจหรอกว่าฉันเหนื่อยไหม หรือจริงๆ แล้วฉันอยากทำอะไร การต้องคอยสวมหน้ากากยิ้มให้ทุกคนมันโคตรจะน่าอึดอัดเลย เธอรู้ไหม” เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นมินต์จางๆ จากตัวเขาโอบล้อมเธอไว้ “ที่ฉันชอบมาขลุกอยู่ในห้องสมุด ไม่ใช่เพราะฉันขยัน แต่เพราะที่นี่เป็นที่เดียวที่ไม่มีใครมาคอยจับจ้อง... และที่สำคัญที่สุด คือที่นี่มีเธอ” หัวใจของมินนากระตุกวูบ จังหวะการเต้นรัวเร็วขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ “มินนาไม่เคยตัดสินฉันจากสิ่งที่คนอื่นพูด เธอไม่เคยเข้ามาหาฉันเพราะฉันเป็น ‘คีย์ วิศวะ’ แต่เธอเห็นฉันเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน” คีย์สบตากับเธออย่างลึกซึ้ง ความจริงใจในแววตาคู่นั้นบริสุทธิ์จนมินนารู้สึกร้อนผ่าวที่กระบอกตา “เวลาที่ได้คุยกับเธอ ได้เห็นข้อความที่เธอเขียนทิ้งไว้ในที่คั่นหนังสือ... มันเป็นช่วงเวลาเดียวในแต่ละวันที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้หายใจจริงๆ” “พี่คีย์...” มินนากระซิบเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ความหวาดระแวงในใจเริ่มละลายลงอย่างช้าๆ “ฉันรู้ว่าโลกของฉันมันวุ่นวาย และฉันโคตรจะกังวลเลยมินนา” ชายหนุ่มสารภาพด้วยน้ำเสียงเว้าวอน ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมมาแตะที่ปอยผมข้างแก้มของเธออย่างระมัดระวัง สัมผัสแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลาย “ฉันกลัวว่าความเห็นแก่ตัวของฉัน ที่อยากอยู่ใกล้ๆ เธอ อยากได้ความสบายใจจากเธอ จะกลายเป็นการลากเธอเข้ามาในกองไฟ... ฉันกลัวว่าตัวเองจะปกป้องเธอไม่ได้” คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมานั้นปลดล็อกทุกความกังวลที่ค้างคาอยู่ในใจของมินนาจนหมดสิ้น เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ภายใต้ท่าทางที่ดูมั่นใจและเพียบพร้อม คีย์ก็เป็นเพียงวัยรุ่นคนหนึ่งที่แบกรับความคาดหวังไว้จนล้นบ่า เขามีความกลัว มีความโดดเดี่ยว และมีความเปราะบางไม่ต่างจากเธอเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกที่ทั้งคู่มีร่วมกันไม่ใช่ความต่างของชนชั้นในมหาลัย แต่เป็นความต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่มีกันและกันคอยรับฟัง “ฉันไม่ได้อยากให้พี่ต้องมาคอยปกป้องฝ่ายเดียวหรอกนะคะ” มินนาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอแม้จะยังสั่นเล็กน้อย แต่ทว่ามั่นคงขึ้นกว่าเดิมมาก เธอสบตากับเขาตรงๆ โดยไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป “ถ้าพี่บอกว่าอยู่ตรงนี้แล้วสบายใจ... ฉันก็จะไม่วิ่งหนีไปไหนแล้วค่ะ” รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของคีย์เป็นครั้งแรกในรอบวัน มันไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทที่เขามอบให้คนอื่น แต่เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว อบอุ่น และทำให้หัวใจของคนมองเต้นผิดจังหวะ “สัญญาแล้วนะ ว่าจะไม่หนีอีก” เขาเอ่ยเย้า แววตาทอประกายวิบวับ “ค่ะ สัญญา...” มินนาตอบรับ พลางก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเอียงอายที่เริ่มลามไปถึงใบหู บรรยากาศระหว่างแถวชั้นหนังสือที่เคยตึงเครียด แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นละมุนละไมที่อบอวลไปทั่ว ราวกับความเข้าใจที่เพิ่งประสานกันได้สร้างกำแพงล่องหนกั้นโลกภายนอกออกไป *ครืด... ครืด...* แรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและต่อเนื่องจากสมาร์ตโฟนในกระเป๋ากระโปรงของมินนาทำลายความเงียบงันลง มินนาสะดุ้งเล็กน้อย เธอล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าซ้ำๆ จาก ‘พาย’ เพื่อนสนิทสายลุย พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ที่เด้งขึ้นมารัวจนหน้าจอแทบค้าง *‘มินนา! แกอยู่ไหน รีบเปิดดูบอร์ดมหาลัยเดี๋ยวนี้เลย!’* *‘ยัยรินดาเล่นแรงมาก รูปแกกับพี่คีย์ว่อนเน็ตไปหมดแล้ว!’* มินนามือสั่น กดยังไม่ทันจะเปิดลิงก์ที่เพื่อนส่งมา โทรศัพท์ของคีย์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็ส่งเสียงเตือนข้อความฉุกเฉินขึ้นมาพร้อมกันพอดี คีย์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู ภาพบนหน้าจอของเขาสว่างวาบ ปรากฏโพสต์ในแฟนเพจ ‘TU Cute Boy & Girl’ ที่มียอดแชร์พุ่งสูงทะลุหลักพันในเวลาไม่กี่นาที มันคือภาพถ่ายความคมชัดสูงที่รินดาเพิ่งกดชัตเตอร์ไปเมื่อครู่ ภาพที่คีย์กำลังโน้มตัวลงไปใกล้มินนาในมุมอับของห้องสมุด ทว่าสิ่งที่ทำให้คีย์ชะงักงันจนใบหน้าคมคายถอดสี ไม่ใช่เพียงแค่ภาพถ่ายหรือข้อความใส่ร้ายป้ายสีใต้โพสต์... แต่คือมุมล่างของภาพถ่ายใบนั้น ที่ติดภาพ ‘สมุดไดอารีเล่มเก่าสีน้ำตาล’ ซึ่งเปิดอ้าอยู่บนตักของมินนา พร้อมกับข้อความลายมือที่ซูมเห็นได้อย่างชัดเจน—ลายมือที่เป็นความลับดำมืดที่สุดในอดีตของครอบครัวคีย์ ซึ่งเขาไม่เคยบอกใคร แม้กระทั่งมินนาเอง! *** ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเปิดบันทึกหัวใจหน้าใหม่ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันในตอนต่อไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%