โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนผืนหิมะบริสุทธิ์ ดุจดั่งดอกเหมยอัสดงที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บอันเยือกแข็ง
ณ ยอดเขาเทียนซาน สถานที่ซึ่งแม้แต่นกกระเรียนหิมะยังไม่กล้าบินผ่าน ลมปราณกระบี่สายหนึ่งกรีดเฉือนม่านเมฆจนขาดวิ่น เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธ หลิวเยี่ยนซีขอนำทุกท่านเข้าสู่มหากาพย์แห่งความแค้นและการรอคอยอันยาวนานผ่านตัวอักษรเหล่านี้ค่ะ
ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวสนิทของหลี่มู่เหยียนยืนหยัดนิ่งสนิทราวกับรูปสลักหยกหิมะ นางไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเหน็บระดับฉีกกระชากวิญญาณ เพราะความหนาวเย็นภายในอกของนางนั้น... รุนแรงยิ่งกว่าลมหายใจของเหมันตฤดูเสียอีก
ห้าปี... ห้าปีเต็มๆ ที่กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักไม่เคยถูกชักออกมาดื่มกินโลหิตผู้ใด นับตั้งแต่วันที่ศิษย์รักผู้ที่นางทั้งรักทั้งชังคนนั้น หันคมกระบี่เข้าใส่สำนักเซียนและปลิดชีพผู้อาวุโสด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เยี่ยเฟิง... ชื่อนี้ยังคงกรีดลึกอยู่กลางดวงใจของเทพกระบี่ไร้ลักษณ์ ราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย
"เจ้ายังกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกหรือ... เยี่ยเฟิง"
เสียงหวานใสที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบเย็นชาจนน่ากลัว ทว่ากลับกังวานฝ่าพายุหิมะไปไกลลิบ เบื้องหน้าของนาง ห่างออกไปเพียงส,าวก้าว ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาโลหิตกำลังก้าวเดินฝ่าความขาวโพลนเข้ามาอย่างเชื่องช้า เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้าคมคายที่เคยอ่อนเยาว์และเต็มไปด้วยความเคารพศรัทธาเมื่อวันวาน บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเย่อหยิ่งเย็นชาและรอยยิ้มอันลึกล้ำที่อ่านไม่ออก
เยี่ยเฟิงหยุดฝีเท้าลง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองผู้เป็นอาจารย์... หรือสตรีผู้เป็นทั้งชีวิตและคำสาปของเขา ความเงียบงันแผ่ขยายออกไประหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงลมหายใจที่กลายเป็นไอสีขาวและเสียงหิมะโปรยปรายที่คอยตอกย้ำถึงกาลเวลาที่ผันผ่าน
"เหตุใดศิษย์จะกลับมาไม่ได้เล่าขอรับ... ท่านอาจารย์" เยี่ยเฟิงเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มและเจือด้วยกระแสเสียงเย้ยหยันจางๆ "หรือเกรงว่าสถานที่แห่งนี้ จะทำให้ท่านนึกถึงความอัปยศเมื่อห้าปีก่อน ที่ไม่สามารถแม้แต่จะรั้งตัวศิษย์ทรยศคนนี้ไว้ได้"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่พุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจ ทว่าสีหน้าของหลี่มู่เหยียนกลับไม่มีแม้แต่รอยกระเพื่อมไหว ดวงตาดุจหินผานั้นยังคงมองตรงมายังเขา ราวกับกำลังมองดูศัตรูผู้ไร้ค่าคนหนึ่ง
"ห้าปีก่อน ข้ามีความเมตตาจึงปล่อยให้เจ้ารอดชีวิต..." หลี่มู่เหยียนกล่าวแผ่วเบา แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "แต่วันนี้... สำนักเซียนไท่ซานไม่ได้มีไว้ให้คนทรยศอย่างเจ้าเดินเข้ามาเหยียบย่ำเป็นครั้งที่สอง"
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่มู่เหยียนก็เลือนหายไปจากจุดเดิมในพริบตา!
วิชาตัวเบาผสานปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดท่ามกลางความมืดมิด ชั่วพริบตาเดียว ปลายกระบี่ใสสะอาดราวกับหยาดน้ำค้างก็มาจ่ออยู่ตรงลำคอของเยี่ยเฟิงแล้ว! ความเร็วระดับนี้ หากเป็นชาวยุทธ์ทั่วไปคงขาดใจตายโดยไม่รู้ตัวว่าความตายมาเยือนอย่างไร
ทว่า เยี่ยเฟิงกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่มุมปากกลับยิ่งแย้มกว้างขึ้น เขายกมือขึ้นช้าๆ แล้วใช้สองนิ้วคีบคมกระบี่ที่เย็นเฉียบนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ ราวกับเขารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่ากระบวนท่านี้จะพุ่งมาที่ใด!
ฉากตรงหน้าทำให้ดวงตาคู่สวยของหลี่มู่เหยียนหรี่แคบลงด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ ปราณกระบี่ของนางถูกบล็อกไว้ได้อย่างง่ายดายด้วยเพียงสองนิ้ว... นี่ไม่ใช่ฝีมือของเยี่ยเฟิงเมื่อห้าปีก่อนอย่างแน่นอน!
"อาจารย์... ท่านยังคงรวดเร็วและงดงามเช่นเดิม" เยี่ยเฟิงกระซิบแผ่วเบา ขณะที่ใบหน้าโน้มเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มที่เย็นเฉียบของนาง "แต่..."
เขายื่นมืออีกข้างหนึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือเรียวบางของหลี่มู่เหยียนไว้แน่น พร้อมกับปลดปล่อยพลังมารอันมืดมนและทรงพลังอัดกระแทกเข้าสู่จุดชีพจรของนางอย่างแม่นยำ แรงปะทะทำให้กระบี่ในมือของหลี่มู่เหยียนหลุดร่วงลงปักลงบนพื้นหิมะ
ความเจ็บแปล๊บแล่นริ้วไปทั่วร่าง ปราณเซียนในกายถูกกดทับด้วยพลังมารอันแปลกประหลาดจนไม่อาจโคจรได้ดั่งใจ หลี่มู่เหยียนกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ร่างเซระทดเซนเข้าไปปะทะกับแผงอกของเยี่ยเฟิงโดยไม่ตั้งใจ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตและสนหิมะโชยเข้าจมูก ปลุกเร้าความทรงจำอันเจ็บปวดที่นางพยายามฝังกลบมาตลอดห้าปีให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เยี่ยเฟิงโอบเอวคอดกิ่วของนางไว้ด้วยมือข้างหนึ่งอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบทอดมองสตรีในอ้อมกอดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งตัดพ้อ หิวกระหาย และโหยหา
"เจ้ารังเกียจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ... มู่เหยียน" เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นแหบพร่า ไร้ซึ่งความเย้ยหยันเมื่อครู่ เหลือเพียงความร้าวรานที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก
หลี่มู่เหยียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่คมดุจกระบี่แข็งกร้าวขึ้นมาทันที นางไม่ได้ดิ้นรน แต่กลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นเสียดกระดูก
"เจ้า... มิใช่ศิษย์ของข้าอีกต่อไปแล้ว... เยี่ยเฟิง"
เยี่ยเฟิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มนั้นระคนไปด้วยความขมขื่น "ใช่... ข้าไม่ใช่ศิษย์ของท่านอีกต่อไปแล้วจริงๆ เพราะวันนี้... ข้าไม่ได้กลับมาเพื่อเป็นศิษย์ผู้น่าAขัยของท่าน..."
เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเต็มไปด้วยความลับที่สามารถสั่นคลอนรากฐานของยุทธภพทั้งหมดได้ในพริบตา
"แต่ข้ากลับมา... เพื่อทวงคืนทุกสิ่งที่สำนักเซียนของท่านพรากไปจากตระกูลของข้า... และเพื่อฉุดร่วงเซียนผู้สูงส่งเช่นท่าน... ให้แปดเปื้อนลงมาอยู่ในกำมือของข้าตลอดกาล"
ทันใดนั้น เสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีม่วงก็ผ่าลงมาจากท้องฟ้า ทะลวงผ่านหมู่เมฆทึบลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ แสงสว่างวาบเผยให้เห็นเงาร่างของบุคคลปริศนาอีกนับสิบคนที่ปรากฏกายขึ้นบนยอดเขา ล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในวงล้อมแห่งความตาย!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปลายปากกาของ หลิวเยี่ยนซี ในบทนี้นะคะ พบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงสวรรค์•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนหิมะขาว
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!