"บอกแล้วไงคะว่าถ้าไม่อยากโดนผีควักลูกตาไปทำยำไข่เค็ม ก็ให้เดินตามหลังฉันมาเงียบๆ อย่าทำตัวเป็นภาระก้อนใหญ่ให้ต้องแบกกลับวัดอีก"
เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทของตะวันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของสุสานเก่าท้ายหมู่บ้าน บรรยากาศรอบตัวในยามวิกาลเช่นนี้ช่างวังเวงเสียจนเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบตัวฟังดูคล้ายเสียงกระซิบหัวเราะเยาะของดวงวิญญาณเร่ร่อน กลิ่นธูปเก่าและดินชื้นๆ ลอยอบอวลปะปนมากับสายลมเย็นยะเยือกที่พัดกรรโชกมาวูบใหญ่ จนร่างผอมบางของฟ้าใสที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับสะดุ้งสุดตัว มือเล็กๆ กำชายเสื้อแจ็คเก็ตยีนของสัปเหร่อหนุ่มไว้แน่นเสียจนข้อพาสติกสีขาวซีด
"ฮื่อ! ตะวัน! นายอย่ามาพูดจาเฮงซวยแบบนี้นะ! ใครเป็นภาระก้อนใหญ่ยะ! ปากแบบนี้ระวังเถอะ... เดี๋ยวเหอะ นายหันมาดูข้างหลังก่อนสิ ทำไมเงาตรงต้นไม้นั่นมันขยับได้ด้วยอ่ะ!"
ฟ้าใสโวยวายเสียงสั่น หน้าตาตื่นตระหนกจนแทบจะร้องไห้ ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววหวาดผวาอย่างปิดไม่มิด ร่างกายสั่นระริกเหมือนลูกนกตกน้ำ ยิ่งพยายามทำใจดีสู้เสือไลฟ์สดให้ลูกเพจสายมูดูเท่าไหร่ สถานการณ์จริงกลับน่ากลัวจนมือถือในมือแทบจะหล่นลงไปกระแทกพื้นดินอยู่รอมร่อ
ตะวันถอนหายใจยาวอย่างระอา แต่หากสังเกตให้ดี ริมฝีปากหยักลึกกลับยกยิ้มเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด สัปเหร่อหนุ่มหยุดเดินแล้วหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับร่างเล็กที่แทบจะสิงร่างเขาเข้าไปทุกที ดวงตาคมกริบมองสำรวจท่าทางหวาดกลัวจนตัวงอของแม่ไกด์สาวปากเก่งด้วยความรู้สึกหมั่นไส้แกมเอ็นดู
"ไหนคะ ไหนบอกว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายมูตัวแม่ ลุยป่าช้ามานับไม่ถ้วนไงคะคุณฟ้าใส ทำไมตอนนี้ถึงทำท่าเหมือนจะฉี่ราดใส่กางเกงยีนราคาแพงของคุณซะแล้วล่ะ" ตะวันแกล้งโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าหยอกเย้า
"ไอ้...ไอ้สัปเหร่อบ้า! นี่มันเวลามาแซวเล่นเหรอคะ! บรรยากาศมันน่ากลัวจะตายอยู่แล้วนะ นายดูโน่นดิ... เหมือนมีใครยืนจ้องเราอยู่หลังศาลานั่นจริงๆ นะ!" ฟ้าใสหลับตาปี๋ มือเล็กๆ คว้าหมับเข้าที่แขนเสื้อของตะวันแล้วซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขาอย่างลืมตัว ความหวาดกลัวพุ่งทะยานถึงขีดสุดจนไม่สนใจฟอร์มใดๆ ทั้งสิ้น
หัวใจของตะวันกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มและแรงสั่นเทาจากร่างบางที่โถมเข้าใส่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ติดอยู่บนเรือนผมสลวยโชยเข้าจมูก ทอนความน่ากลัวของสุสานยามดึกให้กลายเป็นบรรยากาศชวนใจเต้นแรงขึ้นมาซะอย่างนั้น สัปเหร่อหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่ปกติมักจะถือเสียมหรือจับศพด้วยความนิ่งสงบ ตอนนี้กลับวางเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหนดี ได้แต่ยกขึ้นตบเบาๆ ที่แผ่นหลังบางเพื่อปลอบประโลม
"โอ๋เอ๋... ไม่ร้องนะคะคนเก่ง ผีที่ไหนจะกล้ามาทำร้ายคุณล่ะคะ ในเมื่อคุณสวยซะขนาดนี้ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเรามารังแกผีซะเปล่าๆ" ตะวันเอ่ยเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยใช้กวนประสาทเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นละมุนละไมอย่างน่าประหลาด
"ใครสวย! ฉันกำลังจะตายต่างหากเล่า! รีบๆ ทำพิธีเปิดเครื่องสังเวยบ้าบออะไรนี่ให้มันจบๆ ไปสักทีเถอะ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่นานแล้วนะตะวัน!" ฟ้าใสเงยหน้าขึ้นต่อว่าเสียงสั่น ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายที่เผลอซบเขาเข้าไปเสียสนิท แม้ในใจจะพยายามบอกตัวเองว่านี่คือความกลัว แต่มุมมองจากสายตาที่เงยขึ้นสบกับดวงตาคมของตะวันในระยะประชิด กลับทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นรำไม่เป็นจังหวะ
ทั้งคู่กำลังยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพเก่าแก่ที่สุดในสุสานแห่งนี้ ตามคำบอกเล่าของ "วิญญาณคุณนายทอง" เจ้าที่เจ้าทางจอมจุ้นที่ทิ้งปริศนาเอาไว้ให้พวกเขาต้องมาทำพิธีเปิดเครื่องสังเวย—ซึ่งก็คือกล่องดนตรีโบราณขึ้นสนิมที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ผุกร่อนตรงหน้า
ตะวันสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะผละตัวออกจากอ้อมกอดอุ่นๆ อย่างจำใจ แม้จะเสียดายความนุ่มนิ่มเมื่อครู่ไม่น้อยก็ตาม สัปเหร่อหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ วางธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้ลงตามพิธีกรรมโบราณอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวยาวจัดการจุดธูปสามดอกด้วยความนิ่งสงบ ผิดกับฟ้าใสที่ยังคงยืนกอดอกตัวสั่น ยืนหลบอยู่หลังแผ่นหลังกว้างของเขาไม่ยอมห่าง
"คุณนายทองคะ ถ้าพวกเราทำอะไรล่วงเกินไปก็ขออภัยด้วยนะคะ แต่อย่ามาหลอกกันเลยนะ ผีสมัยนี้ใจร้ายเกินไปแล้ว!" ฟ้าใสพึมพำงึมงำ, หลับตาปี๋พร้อมกับยกมือขึ้นพนมท่วมหัว
ตะวันหลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ กับท่าทีน่ารักน่าเอ็นดูนั้น ก่อนที่ใบหน้าคมจะกลับมาจริงจังขึ้นเมื่อบรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนเปลวเทียนวูบไหว ธูปในมือของตะวันสั่นสะท้อนแสงสีส้มเรืองรองในความมืด กลิ่นดอกไม้หอมฉุนผิดฤดูกาลลอยคละคลุ้งจนน่าขนลุก
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงดนตรีจากกล่องไม้โบราณที่ไม่มีใครไขลาน ก็ค่อยๆ ดังขึ้นแผ่วเบา... *กริ๊ง... กรับ... กริ๊ง...*
พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าของผู้หญิงแก่คนหนึ่งที่ดังลอยมาจากความมืดหลังต้นไม่ใหญ่
*(“นึกว่าจะไม่กล้ากลับมาซะแล้วนะไอ้หนู... ไหนดูซิ ว่าเครื่องสังเวยรอบนี้ จะถูกใจฉันแค่ไหน...”)*
ฟ้าใสกรี๊ดลั่นด้วยความตกใจจนแทบจะกระโดดขึ้นไปขี่หลังตะวัน ทว่าก่อนที่สัปเหร่อหนุ่มจะทันได้เอաբทสวดบทใดมาปัดเป่า หน้าจอสมาร์ตโฟนในมือของฟ้าใสที่เปิดไลฟ์สดค้างไว้ ก็เด้งการแจ้งเตือนข้อความแชตส่วนตัวจากใครบางคนขึ้นมาอย่างกะทันหัน—ข้อความที่ส่งตรงมาจากเบอร์โทรศัพท์ปริศนาที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ แต่ข้อความนั้นกลับทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึก
*[ข้อความจากเบอร์แปลก]: "ระวังตัวไว้ให้ดี... เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณตอนนี้... ไม่ใช่สัปเหร่อตัวจริง"*
--------------------------------------------------------------
(ขอบพระคุณคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาหลอนและฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ)
สัปเหร่อหน้าใสกับไกด์ผีสายวีน•ตอนที่ 6
เปิดเครื่องสังเวย
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สัปเหร่อหน้าใสกับไกด์ผีสายวีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!