พยัคฆ์แดนทักษิณพลิกตำรากู้แผ่นดิน•ตอนที่ 2

มื้ออาหารแห่งความขัดสน

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นอับชื้นของแป้งข้าวโพดขึ้นราและกลิ่นสาบสางของยุ้งฉางรวมกันเป็นความตึงเครียดที่แขวนลอยอยู่เบื้องหน้า บนโต๊ะไม้เนื้อหยาบที่ผ่านการใช้งานมาหลายชั่วอายุคน มีเพียงชามกระเบื้องเคลือบสีหม่นสองใบ และหม้อดินเผาที่มีรอยร้าวคาดไว้ด้วยลวดทองแดงบรรจุซุปผักป่าเจือจางจนมองเห็นเงาสะท้อนของก้อนเมฆด้านนอก หลินฟางเซียนนั่งตัวตรง สง่างามราวกับสนทนากับเหล่าเสนาบดีในท้องพระโรง แม้ในยามนี้เรือนร่างบอบบางจะอยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่นที่ผ่านการซักจนซีดเซียว รอยปะชุนที่ข้อศอกถูกเย็บด้วยฝีเข็มประณีตผิดวิสัยชาวนาทั่วไป ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองอาหารตรงหน้าด้วยความนิ่งสงบ ไม่มีความตื่นตระหนก หรือความหวาดหวั่นระคนความยากจนข้นแค้นแม้แต่น้อย "เจ้ากำลังคำนวณอะไรอยู่หรือ... คุณหนูหลิน" เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้น พันเอกซ่งจินเหอในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกที่ติดกระดุมครบทุกเม็ด แม้จะอยู่ในยามพักผ่อน เขากลับนั่งหลังตรงราวกับทหารยามเตรียมพร้อมรับศึก ร่างกายกำยำแฝงไว้ด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซุ่มรอตะครุบเหยื่อจ้องมองนางเขม็ง ราวกับต้องการทะลวงเข้าไปในความคิดอันล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบซีดเซียวไร้เลือดฝาดนั้น "ข้าเพียงแต่คำนวณว่า หากพวกเรายังคงบริโภคแป้งและผักป่าในอัตรานี้ แหล่งเสบียงที่เหลืออยู่หลังกำแพงดินจะหมดลงภายในสิบเอ็ดวันกับอีกสามชั่วยาม" ฟางเซียนตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นมิได้หลบเลี่ยงการคุกคามจากอีกฝ่ายแม้แต่น้อย นางใช้ตะเกียบไม้ไผ่คานคีบหัวผักกาดดองเค็มจัดขึ้นมาวางบนขอบชามอย่างประณีต "และหากท่านนายพันยังคงแบ่งปันโควต้ารations ของตนให้แก่เด็กๆ บ้านตระกูลเฉินทางฝั่งตะวันตก ระยะเวลานั้นจะลดลงเหลือเพียงแปดวันเท่านั้น" ซ่งจินเหอหรี่ตาลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวพลันทวีความเยือกเย็นจนอุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะลดฮวบลง มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบและบังคับม้ายกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบช้าๆ กิริยาท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ท่าทางการจับตะเกียบ การจัดวางสิ่งของบนโต๊ะ แม้กระทั่งจังหวะการหายใจ ล้วนผ่านการฝึกฝนของชนชั้นสูงผู้กุมอำนาจ ไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ถูกส่งมาใช้แรงงานในชนบทห่างไกลเช่นนี้ "เจ้าสืบเรื่องของข้า" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่มันคือความเงียบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ "ข้ามิบังอาจ" ฟางเซียนยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่บางเบาราวกับปีกจักจั่น "เพียงแต่การที่ทหารผู้คุมกองทัพชายแดนผู้ยิ่งใหญ่ ยอมลดตัวมารับประทานอาหารแห้งประทังชีวิตร่วมกับหญิงขี้โรคเช่นข้า ย่อมต้องมีเหตุผลที่มากกว่าความเมตตาปรานี... ท่านซ่ง ท่านกำลังรอคอยคำสั่งลับจากเมืองหลวง หรือกำลังประเมินว่าข้าเป็นสายลับจากฝ่ายใดกันแน่?" บรรยากาศในห้องหยุดชะงักลงชั่วขณะ เสียงลมหนาวที่พัดผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษสาดูราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย ซ่งจินเหอวางชามกระเบื้องลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนน้ำซุปกระเซ็น เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ร่างสูงใหญ่กดดันเข้าหาจนฟางเซียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม ดวงตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "ฉลาดนัก... แต่ความฉลาดเกินตัวมักมีอายุสั้น คุณหนูหลิน ระหว่างที่เรารอคอยความจริงเปิดเผย เจ้ามีปัญญาอันใดที่จะหาข้าวสารกรอกหม้อในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ โดยไม่ต้องพึ่งพาโควต้าของกองทัพ?" นี่คือการลองภูมิ เป็นการเดิมพันที่เดิมพันด้วยความอยู่รอดของทั้งคู่ ฟางเซียนไม่สะทกสะท้าน นางวางตะเกียบลงช้าๆ ใช้นิ้วเรียวยาววาดลวดลายลงบนพื้นโต๊ะที่เปียกชื้นด้วยละอองน้ำจากชามซุป เป็นตัวอักษรจีนโบราณที่หมายถึง *'การค้า'* และ *'ปัญญา'* "ข้าวสารในยุ้งฉางหลวงอาจขาดแคลน แต่วัชพืชริมลำธารและหญ้าวิญญาณป่าหลังหุบเขาหาใช่ไร้ค่าไม่ หากท่านอนุญาตให้ข้าใช้เวลาสามวันในการจัดการตลาดมืดขนาดเล็กแถบชายแดน ข้าจะทำให้ตู้เสบียงของเราเต็มไปด้วยเนื้อแห้งและธัญพืชชั้นดี โดยที่ท่านไม่ต้องใช้กำลังทหารแม้แต่คนเดียว" ซ่งจินเหอชะงักไปเล็กน้อย เขากำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธความคิดบ้าบิ่นของหญิงสาวตรงหน้า ทว่าจังหวะนั้นเอง ประตูไม้ด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก้าวเข้ามา พร้อมกับทหารนายหนึ่งที่หน้าตาตื่นตระหนก วิ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าซ่งจินเหอด้วยความรีบร้อน "ท่านพันเอก! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" นายทหารละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "ขบวนขนส่งเสบียงชุดสุดท้ายที่ส่งมาจากเมืองหลวง... ถูกปล้นกลางทางโดยกลุ่มโจรภูเขา 'พยัคฆ์ทมิฬ' และตอนนี้... ราชองครักษ์หลวงกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อตรวจสอบความรับผิดชอบ!" ใบหน้าของซ่งจินเหอเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนในพริบตา รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนน่ากลัว เขายังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด สายตาก็หันกลับมามองสตรีตรงหน้าที่ยังคงมีรอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปาก ราวกับนางล่วงรู้เหตุการณ์นี้ล่วงหน้ามาเนิ่นนานแล้ว ทว่า ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นทางการ... ก๊อก ก๊อก ก๊อก และเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจก็ดังลอดเข้ามาจากด้านนอก โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของบ้านอนุญาต "เปิดประตู... ราชองครักษ์หลวงมีพระราชโองการด่วน!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกแผ่นดินไปกับเฉินเว่ยสายลุยนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์แดนทักษิณพลิกตำรากู้แผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%