กลิ่นอับของเศษฟางชื้นแฉะและกลิ่นคาวสนิมเหล็กคละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสิ่งที่ทิ่มแทงประสาทสัมผัสของหลินฟางเซียนอย่างรุนแรงที่สุด กลับไม่ใช่กลิ่นหยาดเหงื่อไคลของความยากจนข้นแค้น หากแต่เป็นเสียงทุบโต๊ะไม้สนผุๆ เสียงดังปัง พร้อมกับเสียงตวาดกร้าวที่แฝงไว้ด้วยความอัปiอดสูและเดือดดาลของบุรุษผู้เป็นบิดาในร่างนี้
"นังลูกอกตัญญู! แกจะให้ตระกูลหลินต้องอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเขารึไง! ทางคอมมูนเขาประกาศรายชื่อคนที่จะต้องถูกส่งตัวไปใช้แรงงานที่เขตทหารแดนใต้แล้ว ชื่อนังฟางเซียนคนนี้คือคนแรก! ถ้าแกยังดื้อแพ่งนอนป่วยออดๆ แอดๆ อยู่บนแคร่ไม้ไผ่ผุๆ นี่อีก ฉันจะเอาไม้ฟาดให้ขาหักแล้วหามขึ้นเกวียนไปส่งให้พวกทหารซะ!"
หลินฟางเซียนยังคงนอนนิ่ง ดวงตาหงส์ที่เคยพินิจพิเคราะห์แผนผังค่ายกลและตำราพิชัยสงครามมานับพันหน้าค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่านิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยความตื่นตระหนกตกใจอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าสมองของเธอจะเพิ่งรับข้อมูลมหาศาลของร่างอดีตพนักงานสาวโรงงานทอผ้าวัยยี่สิบปี ผู้ตรรมนตรมและตรอมใจตายเพราะความอดอยากและแรงกดดันจากยุคทศวรรษที่เจ็ดสิบของสาธารณรัฐประชาชนจีนนี้เข้ามาจนแน่น
นี่คือยุคสมัยที่ข้าวปลาอาหารขาดแคลน บัตรปันส่วนคือชีวิต และอำนาจรัฐรวมศูนย์คือกฎเหล็กอันเฉียบขาด
สติปัญญาอันเฉียบคมของอดีตกุนซือหญิงแห่งยุคโบราณผู้ทะلุมิติข้ามกาลเวลาวิเคราะห์สถานการณ์ภายในเสี้ยววินาที ร่างกายนี้อ่อนแอเพราะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง เสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีหมองเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยปะชุนนับสิบแห่งแนบติดกับผิวหนังแห้งกร้าน ลมหนาวเดือนพฤศจิกายนพัดลอดช่องฝาผนังดินเหนียวที่แตกปริเข้ามาบาดผิวจนเยียบเย็น แต่แววตาของหลินฟางเซียนกลับเปล่งประกายคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งชักออกจากฝัก
ในยุคที่ผู้คนต่างดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยสัญชาตญาณดิบ การถูกส่งตัวไปเขตทหารแดนใต้ที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งและทุรกันดาร อาจดูเหมือนตั๋วเที่ยวเดียวสู่ความตายในสายตาของชาวบ้านตาสีตาสา แต่มันกลับเป็น "โอกาสทอง" สำหรับคนที่มีสมองอย่างเธอ
เขตทหารแดนใต้... ดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองเบ็ดเด็ดของ "พันเอกซ่งจินเหอ" พยัคฆ์หนุ่มผู้เยือกเย็นและไร้ความปรานี ผู้กุมอำนาจกองทัพชายแดนที่แม้แต่ส่วนกลางยังต้องเกรงใจ สามปีที่ผ่านมา ข่าวลือเรื่องความโหดเหี้ยมเด็ดขาดในการกวาดล้างพวกกบฏและพ่อค้ามืดของเขาเลื่องลือไปทั่วสารทิศ ชายผู้ไม่เคยไว้หน้าใครและมองมนุษย์เป็นเพียงเบี้ยบนกระดานสงคราม
ช่างน่าสนุกเสียจริง หลินฟางเซียนยกยมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยเลศนัย จนกระทั่งแม่เลี้ยงของเธอ หลี่ว์ซื่อ ที่ยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างเตียงถึงกับผะหนหน้าด้วยความหมั่นไส้
"ยังจะมาทำหน้าตาระรื่นอีกเรอะนังนี่! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ทางตระกูลเฉินเขายอมจ่ายค่าสินสอดเป็นแป้งข้าวโพดสิบชั่งกับไข่ไก่ยี่สิบฟองเพื่อให้แกแต่งเข้าบ้าน แต่แกกลับปฏิเสธแล้วบอกว่าจะไปเขตทหาร สมองแกกระทบกระเทือนตอนตกคันนาจนเพี้ยนไปแล้วใช่ไหม!"
หลินฟางเซียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างสง่างาม แม้กิริยาอาการจะเชื่องช้าเนื่องจากความอ่อนล้า แต่ท่าทีกลับเปี่ยมด้วยสง่าราศีที่กดข่มให้หลี่ว์ซื่อถึงกับชะงักฝีปากไปวูบหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังบิดาบังเกิดเกล้าที่ยืนหายใจฮึดฮัดอยู่หน้าประตู มือหยาบกร้านที่ถือกล้องยาเส้นสั่นเทาด้วยความโกรธ
"ท่านพ่อ... ท่านแม่เลี้ยง" น้ำเสียงแหบพร่าทว่ากังวานก้องและราบเรียบอย่างประหลาดดังขึ้น "แป้งข้าวโพดสิบชั่งกับไข่ไก่ยี่สิบฟอง ซื้อชีวิตของบุตรสาวคนหนึ่งได้แค่นั้นหรือเจ้าคะ? หรือพวกท่านมองเห็นอนาคตของตระกูลเราเป็นเพียงเศษอาหารที่จะประทังท้องไปได้อีกแค่เดือนเดียว?"
"นัง... นังเด็กเหลือขอ กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับพ่อ!" หลินตงไห่ บิดาของเธอสะบุหน้าด้วยความโกรธจัด เงื้อมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอน
ทว่าหลินฟางเซียนกลับไม่หลบเลี่ยง เธอกลับเงยหน้าขึ้นท้าทายด้วยสายตาที่ลึกล้ำราวกับห้วงสมุทร "ถ้าตบข้าแล้วทำให้ตระกูลหลินพ้นจากความยากจนได้ ท่านก็เชิญ... แต่ถ้าตบแล้วพวกเรายังต้องก้มหน้าขอเศษทานจากชาวบ้านไปวันๆ ข้าว่าท่านเก็บแรงไว้ฟังข้อเสนอของข้าดีกว่า"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องคับแคบชั่วขณะ หลี่ว์ซื่ออ้าปากค้าง ส่วนหลินตงไห่ชะงักมือที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ แววตาของบุตรสาวคนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแววตาหวาดกลัวหรือออดอ้อนเช่นเคย มีเพียงความเยือกเย็น ดุดัน และมั่นใจในตัวเองสูงส่งจนน่ากลัว
"ข้อเสนออะไรของแก?" หลินตงไห่เค้นเสียงถามด้วยความสงสัยระคนระแวง
หลินฟางเซียนกวาดสายตามองสภาพบ้านที่ผุพังราวกับกำลังประเมินทรัพย์สินบนกระดานหมากรุก เธอยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้จะผอมบางจนน่าใจหาย แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงดั่งสนทนากลางพายุ
"ส่งข้าไปเขตทหารแดนใต้ตามรายชื่อ" หลินฟางเซียนกล่าวทีละคำอย่างชัดเจน "และสิ่งของที่พวกท่านควรจะได้จากตระกูลเฉิน จงปฏิเสธเสียให้หมด แต่แลกกับการที่ข้าจะไปตายดาบหน้า ข้าต้องการเงินทุนตั้งตัวสามสิบหยวนที่ซ่อนไว้ใต้ร่องพื้นดินมุมห้องนอนของท่านพ่อ"
เปรี้ยง! ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง หลินตงไห่หน้าถอดสีทันที เงินสำรองก้อนนั้นคือความลับสุดยอดที่เขาเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน นังเด็กคนนี้รู้ได้อย่างไร!
"แก... แกพูดเหลวไหลอะไร! ข้าไม่มีเงิน..."
"มีหรือไม่มี ท่านรู้แก่ใจดี" หลินฟางเซียนย่างสามขุมเข้าไปใกล้ผู้เป็นพ่อ รอยยิ้มที่มุมปากลึกล้ำขึ้นทุกที "ถ้าข้าไปเขตทหารด้วยความสมัครใจ ทางคอมมูนจะมีหนังสือรับรองความประพฤติและเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้ ซึ่งท่านสามารถเก็บไว้ตบตาชาวบ้านได้ว่าส่งลูกสาวไปรับใช้ชาติ แต่ถ้าข้าแหกปากโวยวายเรื่องที่พวกท่านพยายามขายข้าให้กับคนแก่ตระกูลเฉินเพื่อแลกกับเสบียง... ท่านคิดว่ากรรมการหมู่บ้านจะว่าอย่างไร? และถ้าข่าวนี้รู้ไปถึงหูของนายอำเภอคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมา..."
นี่ไม่ใช่การต่อรองของเด็กสาวชาวบ้าน แต่เป็นการเจรจาต่อรองของนักการเมืองผู้เจนจัดในเกมอำนาจ หลินตงไห่ผอยลมหายใจเฮือกใหญ่ เข่าแทบทรุดลงตรงนั้น ความดุดันทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อบุตรสาวที่เขารู้สึกเหมือนไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต
สามวันต่อมา ขบวนรถบรรทุกทหารสีเขียวมะกอกคันเก่าคร่ำคร่าส่งเสียงคำรามก้องท่ามกลางสายหมอกยามเช้าของอำเภอ หลินฟางเซียนในชุดเสื้อผ้าฝ้ายหนาตัวโคร่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน สายตาของเธอทอดมองไปยังป้ายบอกทางขึ้นเหนือที่เขียนด้วยตัวอักษรสีแดงฉาน
ในมือกำตั๋วรถไฟเก่าๆ และเงินสามสิบหยวนที่ได้มาอย่างยากลำบากแน่น
รถบรรทุกเคลื่อนตัวออกสู่ถนนดินลูกรัง มุ่งหน้าสู่แดนใต้ที่เต็มไปด้วยปริศนาและความตาย ทว่าลึกเข้าไปในความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามา ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้ม ประดับอินทรธนูดาวสามดวง นัยน์ตาดุจพญาอินทรีย์ที่เย็นชาและเฉียบขาดของ "พันเอกซ่งจินเหอ" กำลังรอการมาเยือนของเธออยู่ปลายขอบฟ้า
เกมการเมืองในเรือนหลังและเกมอำนาจในค่ายทหาร... กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้
และในวินาทีที่รถบรรทุกกำลังจะเลี้ยวผ่านพ้นแนวป่าทึบเข้าสู่เขตชายแดน พลขับก็ยื่นซองเอกสารราชการสีน้ำตาลประทับตราลับสุดยอดมาให้เธอ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"คุณหลิน... มีคำสั่งด่วนพิเศษจากท่านพันเอกซ่ง ส่งตรงถึงผู้หญิงทุกคนที่จะเดินทางมาถึงล็อตนี้... ห้ามใครลงจากรถเด็ดขาดจนกว่าจะได้รับอนุญาต... และ... และมีรายงานว่าเพิ่งมีมือสังหารฝ่ายตรงข้ามแฝงตัวเข้ามาในขบวนรถของเราแล้วคนหนึ่ง!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกแผ่นดินไปกับเฉินเว่ยสายลุยนะครับ
พยัคฆ์แดนทักษิณพลิกตำรากู้แผ่นดิน•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนในร่างพนักงานสาว
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์แดนทักษิณพลิกตำรากู้แผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
