“น้ำชาจอกนี้… รสชาติคล้ายความตายเมื่อสามปีก่อนไม่มีผิด”
เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินกระทบกันในลำธารน้ำแข็งดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศโอ่อ่าอลังการของหอคอยเมฆาพยัคฆ์ ใจกลางมหานครหลวงแห่งแคว้นเป่ยอาน ปลายกระบอกไม้ไผ่บรรจุสมุนไพรราคาแพงถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างเชื่องช้า ฉินจื่อเหยียนในอาภรณ์พ่อค้าเร่ผ้าไหมเนื้อหยาบเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝักไม้ผุ กวาดมองความลวงตาเบื้องหน้า
ภายในห้องโถงจัดเลี้ยงอันโอ่อ่า เหล่าขุนนางกังฉินและพ่อค้าใหญ่ผู้ผูกขาดเส้นทางเกลือต่างกำลังหัวร่อต่อกระซิก เสพสุขท่ามกลางเสียงพิณและนางรำที่ส่ายสะโพกเย้ายวน แต่สำหรับผู้ที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างเขา กลิ่นอายของ ‘โลหิต’ ที่เจือจางอยู่ในควันกำยานนั้น… ชัดเจนยิ่งกว่ากลิ่นสุราหมักปี
มู่หลานฮวา ซึ่งนั่งอยู่ในอาภรณ์สาวใช้ติดตามผู้เงียบขรึม นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวใต้แขนเสื้อกว้างกำลังสัมผัสด้ามกระบี่ซ่อนเร้น ปราณเพลิงพิสุทธิ์ในตันเตียนของนางถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยเคล็ดวิชาลมหายใจเหมันต์ แม้ภายนอกจะดูเยือกเย็นราศีกุมภ์ แต่มหาอำนาจแห่งความร้อนรุ่มภายในกลับแผ่ไอเย็นเยียบออกมาโดยรอบจนองครักษ์ผู้คุ้มกันประตูถึงกับลอบหนาวสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ
“นายท่านฉิน… ท่านกังวลเกินไปแล้วกระมัง” เสียงหัวร่อแหลมเล็กดังขึ้นจากชายวัยกลางคนผู้สวมหมวกปีกกว้าง ฝ่ายตรงข้ามคือ ‘ฟ่านเฉวียน’ สมุหบัญชาการคลังหลวง มือไม้มารยาที่คอยสูบเลือดเนื้อประชาชนเพื่อสนองตัณหาของเถี่ยซาน “สินค้าผ้าไหมจากแดนใต้ของท่านงดงามถึงเพียงนี้ แถมยังมีตราประทับผ่านทางถูกต้อง เหตุใดจึงเอาแต่ทำหน้าเคร่งเครียดราวกับแบกภูเขาไว้เล่า”
ฉินจื่อเหยียนไม่ตอบทันที เขารินชาลงในจอกด้วยกิริยาอิสรเสรีราวกับอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันเวิ้งว้าง มิใช่กลางดงเสือและถ้ำมังกร สัจธรรมแห่งกระบี่ไร้ลักษณ์สอนให้เขาตระหนักว่า *‘ความเงียบคือคมกระบี่ที่คมกริบที่สุด’*
“ค้าขายย่อมต้องดูทิศทางลม สมุหบัญชาการฟ่าน” ฉินจื่อเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนคู่สนทนาชะงัก “ลมหนาวปีนี้มาเร็วกว่ากำหนด เกรงว่าผ้าไหมบางเบาเหล่านี้… จะต้านทานพายุที่กำลังจะพัดถล่มเมืองหลวงไม่ได้หรอกกระมัง”
ดวงตาของฟ่านเฉวียนหรี่แคบลงรอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าอ้วนท้วมแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาคลี่คลายอย่างรวดเร็ว “ฮ่าๆๆ ท่านฉินนี่ช่างเปรียบเปรย พายุอันใดจะกล้าพัดเข้าสู่หอคอยเมฆาพยัคฆ์ใต้ร่มเงาของท่านเจ้าสำนักมังกรทมิฬเล่า? ยุทธภพกับราชสำนักบัดนี้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว”
คำว่า ‘สำนักมังกรทมิฬ’ ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ
ฉินจื่อเหยียนลอบแค่นยิ้มในใจ เถี่ยซานผู้ทะเยอทะยานใช้เงินทองและอำนาจมืดซื้อทั้งราชสำนักและยุทธภพไว้ในกำมือ แต่สุนัขรับใช้เหล่านี้หารู้ไม่ว่า พวกมันเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานที่รอวันถูกเขี่ยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์ การแทรกซึมเข้ามาในคราบพ่อค้าผ้าไหมครั้งนี้ หาใช่เพื่อการค้าขายไม่… หากแต่เพื่อสืบหาเบาะแสของ ‘คัมภีร์วิญญาณกลืนนภา’ ที่อาจารย์ของเขาเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกปิดไว้
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศอันรื่นเริงในห้องโถงก็พลันเงียบกริบลงอย่างฉับพลัน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งย่างก้าวเข้ามาจากเบื้องหลังม่านไข่มุก เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นหินอ่อนดัง *กัป… กัป…* ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยคลื่นพลังปราณอันดุดันจนเปลวเทียนรอบห้องวูบไหวเกือบดับ
“ท่านสมุหบัญชาการฟ่าน… ดูกล้าหาญชาญชัยขึ้นมากนะ ถึงกับกล้าเปิดโรงน้ำชาต้อนรับ ‘หนูท่อ’ จากแดนไกลโดยไม่บอกกล่าวเราสักคำ”
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิท ประดับลวดลายมังกรทมิฬเคבריยะเรืองแสงสีเลือดปรากฏกายขึ้น ใบหน้ามีแผลเป็นลากยาวจากโหนกแก้มถึงคาง ดวงตาดุดันดั่งเหยี่ยวอัสนี นั่นคือ ‘ไป๋หู่’ หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งสำนักมังกรทมิฬ ผู้มีวิชาฝ่ามือสลายกระดูกที่ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุดในรอบทศวรรษ
ฟ่านเฉวียนรีบลุกขึ้นลนลาน ประสานมือคำนับจนตัวงอ “คารวะท่านรองหัวหน้าไป๋! ข้า… ข้าเพียงแต่ตรวจสอบสินค้าตามหน้าที่…”
ไป๋หู่ไม่สนใจตาเฒ่าผู้นั้น สายตาดุดันคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองไปยังฉินจื่อเหยียนและมู่หลานฮวาที่นั่งนิ่งอยู่ ชายหนุ่มยังคงรินชาลงจอกอย่างใจเย็น ราวกับเบื้องหน้ามิใช่ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงน่าสะพรึงกลัว
“พ่อค้าเร่จากแดนใต้?” ไป๋หู่ก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบตัวหนาทึบ “แต่กลิ่นอายบนตัวเจ้า… หาใช่กลิ่นของผ้าไหมหรือเหงื่อไคลไม่… มันคือกลิ่นของ ‘คมกระบี่’ ที่ยังไม่ยอมจางหาย!”
มู่หลานฮวาขยับตัวเล็กน้อย ปราณเหมันต์ในกายเตรียมปะทุ ทว่าฉินจื่อเหยียนกลับยกมือขึ้นห้ามอย่างแผ่วเบา สายตาของเขายังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก
“หากข้าเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดา เกรงว่าท่านรองหัวหน้าไป๋คงไม่เสียเวลามาต้อนรับด้วยตัวเองกระมัง?” ฉินจื่อเหยียนเงยหน้าขึ้น สบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนมุมปาก “หรือว่า… สินค้าที่ข้าวนำมาวันนี้ มีค่ามากกว่าที่พวกท่านคาดคิดไว้?”
ไป๋หู่แค่นเสียงหัวร่อในลำคอ “ปากกล้าดีนี่! ข้าอยากรู้นักว่ากระดูกของเจ้าจะยังแข็งเช่นนี้อยู่หรือไม่ หลังจากที่ฝ่ามือสลายกระดูกของข้าทาบทับลงบนอกของเจ้า!”
*พรึบ!*
ปราณสีดำทมิฬระเบิดออกจากร่างของไป๋หู่ ลมพายุขนาดย่อมพัดโหมกระหน่ำจนข้าวของในห้องโถงกระจัดกระจาย เหล่าขุนนางกรีดร้องวิ่งหนีอลหม่าน แต่ฉินจื่อเหยียนยังคงนั่งนิ่งประดุจขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
ทว่า ในวินาทีที่ไป๋หู่เงื้อมมือเตรียมซัดฝ่ามือปลิดชีพลงมานั้นเอง…
แสงสว่างวาบสีฟ้าครามสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงจากหลังคาลงมาปักตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง แรงปะทะมหาศาลสร้างรอยร้าวบนพื้นหินอ่อนกระจายออกเป็นวงกว้าง พร้อมกับร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดู ที่ยืนบังหน้าฉินจื่อเหยียนไว้ ไอร้อนรุ่มอันบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางจนเหล็กกล้าในมือไป๋หู่ถึงกับขึ้นฝ้าเกล็ดน้ำแข็ง!
“หากอยากแตะต้องเขา… เจ้าต้องก้าวผ่านศพของข้าไปก่อน”
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีของมู่หลานฮวาเอ่ยขึ้น พร้อมกับกระบี่ในมือที่ค่อยๆ ชักออกจากฝัก… เกิดเสียงเสียดสีของคมเหล็กกังวานก้องกังวานบาดแก้วหู และในวินาทีที่ปลายกระบี่สีเงินยวดยวงชี้ตรงไปยังหว่างคิ้วของไป๋หู่ ประตูห้องโถงเบื้องหลังก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยพลังปราณมหาศาล!
ร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
“ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอก… แม่นางน้อยแห่งสำนักเหมันต์” เสียงแหบพร่าดังขึ้น “เพราะวันนี้… ไม่มีใครในที่นี้ได้ออกไปจากหอคอยเมฆาพยัคฆ์ทั้งเป็น… รวมถึงเจ้าด้วย… ฉินจื่อเหยียน!”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติอักษรและคมกระบี่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ พบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์•ตอนที่ 16
งานเลี้ยงลวงตา
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!