ผืนทรายแห่งทะเลทรายเพลิงทมิฬหาได้เป็นเพียงธุลีดิน หากแต่เป็นสุสานของความโลภและวิญญาณนับล้านที่แหลกสลาย
ในห้วงเวลาที่พายุทรายคำรามราวกับอสูรกายคลั่ง เม็ดทรายนับล้านถูกซัดสาดจนท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือด ฉินจื่อเหยียนยืนหยัดอยู่ท่ามกลางมหาภัยพิบัตินั้นอย่างมั่นคงดั่งขุนเขา ร่างในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าปลิวสะบัดตามแรงลม ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอดมองผ่านม่านฝุ่นทรายด้วยความสุขุมลุ่มลึก
เขามิបានมาที่นี่เพื่อแสวงหาสสมบัติ หรือไขว่คว้าอำนาจใดในยุทธภพ หากแต่รอยแผลเป็นในจิตใจจากการสูญเสียอาจารย์ด้วยวิชาต้องห้ามของสำนักมังกรทมิฬ นำพาเขาให้ก้าวเข้ามาสู่ใจกลางแห่งมหันตภัยนี้
"เป้าหมายของเจ้า คือคัมภีร์วิญญาณ... หรือหัวของข้ากันแน่ เถี่ยซาน"
ฉินจื่อเหยียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ แววตาทอประกายความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน นิ้วเรียวยาวสัมผัสกับด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว กระบี่เล่มนี้ไม่มีรูปร่างที่แท้จริง ไม่มีคมที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่มันคือตัวตน คือวิญญาณ และคือเจตจำนงทั้งหมดของเขา
ฉับพลันนั้นเอง... อุณหภูมิรอบกายก็แปรเปลี่ยนจากความร้อนระอุของทะเลทราย กลายเป็นความหนתเหน็บเสียดกระดูกในชั่วพริบตา!
พายุทรายสีเลือดถูกแหวกออกเป็นสองเสี่ยงด้วยรัศมีปราณสีฟ้าครามอันบริสุทธิ์ ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกแห่งความตาย นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะพันปี เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งรูปสลักน้ำแข็ง แต่นัยน์ตากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงพิสุทธิ์สีครามที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
มู่หลานฮวา ธิดาแห่งสำนักเหมันต์!
นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างเพียงส้าววา แต่แรงกดดันจากพลังปราณของทั้งสองฝ่ายกลับปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดกัมปนาทในอากาศ เม็ดทรายรอบตัวพวกเขาลอยเคว้งคว้างก่อนจะแหลกสลายกลายเป็นผุยผงด้วยอานุภาพแห่งลมปราณ
"ฉินจื่อเหยียน... ในที่สุดข้าก็พบเจ้า"
น้ำเสียงของมู่หลานฮวานั้นเย็นเยียบและราบเรียบราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็ง แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น นางเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือผู้สังหารผู้อาวุโสฝ่ายในของสำนักเหมันต์ เพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชาบรรพกาล ความจงรักภักดีที่ถูกบิดเบือนด้วยคำสั่งของสำนัก กลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดให้นางต้องเด็ดหัวชายหนุ่มตรงหน้าด้วยมือตนเอง
"แม่นางหลานฮวา... ข้าเกรงว่าพวกเรากำลังเข้าใจอะไรผิดกันไปใหญ่แล้ว" ฉินจื่อเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เขายกมือขึ้นห้ามปรามโดยไม่มีทีท่าว่าจะชักอาวุธ "ข้าไม่ได้เป็นศัตรูของเจ้า และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของคนสำนักเหมันต์"
"คำแก้ตัวของคนตาย... ไม่มีความจำเป็นต้องรับฟัง!"
มู่หลานฮวาไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบาย นางสะบัดมือขวาเบื้องหน้า ปราณเพลิงพิสุทธิ์สีครามพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ กลายเป็นหอกน้ำแข็งนับพันเล่มที่เคลือบด้วยเปลวเพลิงอัคคีเหมันต์ พุ่งเข้าใส่ฉินจื่อเหยียนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
พื้นทรายระเบิดออกเป็นหลุมลึกทันทีที่หอกน้ำแข็งพุ่งกระแทก ความเย็นยะเยือกแผ่ขยายวงกว้างจนทรายรอบบริเวณกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งสีฟ้าในพริบตา
ฉินจื่อเหยียนพุ่งร่างหลบหลีกด้วยวิชาตัวเบาอันไร้ร่องรอย ร่างของเขาพลิ้วไหวดั่งใบไม้ลอยตามลม ทว่าความเร็วนั้นกลับรวดเร็วจนทิ้งภาพติดตาไว้เบื้องหลังหลายสาย แม้เขาจะพยายามหลบเลี่ยง แต่รัศมีของเพลิงพิสุทธิ์ก็ยังแผดเผาชายเสื้อคลุมของเขาจนขาดวิ่น
"วิชาเพลิงพิสุทธิ์ของสำนักเหมันต์... ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ" ฉินจื่อเหยียนคิดในใจขณะที่กระโดดถอยหลังไปตั้งหลัก ดวงตาสังเกตเห็นความสั่นไหวเล็กน้อยในแววตาของหญิงสาว แม้นางจะแสดงท่าทีเย็นชาดั่งน้ำแข็ง แต่วิถีกระบวนท่ากลับร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความลังเลบางอย่างที่ถูกกดทับไว้
แต่มู่หลานฮวากลับไม่ยอมปล่อยให้เขาตั้งตัว นางทะยานร่างติดตามมาติดๆ ฝ่ามือเรียวดุจหยกสลักซัดออกพร้อมกัน เกิดเป็นวงแหวนอักขระเวทโบราณสีครามกลางอากาศ พลังปราณกดทับลงมาดั่งขุนเขาไท่ซาน ทำให้ลมหายใจของฉินจื่อเหยียนติดขัดชั่วขณะ
"หากเจ้าไม่ชักกระบี่... เจ้าจะไม่มีวันได้แก้ตัว!" มู่หลานฮวาตะโกนก้อง น้ำเสียงของนางเจือด้วยความโกรธเกรี้ยวและอารมณ์ที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ฉินจื่อเหยียนถอนหายใจเบาๆ แววตาทระนงฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นมาวูบหนึ่ง ในเมื่อเจรจากันด้วยไมตรีไม่เป็นผล เขาก็มีแต่ต้องใช้คมกระบี่เพื่อหยุดยั้งความบ้าระห่ำนี้เท่านั้น
นิ้วมือขวาของเขาเคลื่อนเข้าหากล่องกระบี่ที่ข้างเอวอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลัง
*กริ๊ก...*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัสเหนือเสียงพายุทราย ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันเงียบสงบลงอย่างน่าประหลาด ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่แhลมคมและบริสุทธิ์ทะลักทะลายออกจากร่างของฉินจื่อเหยียน แผ่ขยายครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ เม็ดทรายที่กำลังปลิวไสวถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วนอย่างประณีตด้วยพลังปราณอันไร้รูปร่าง
มู่หลานฮวาชะงักฝ่ามือโดยพลัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่แท้จริงจากบุรุษผู้นี้
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถูกเหวี่ยงออกไปเพื่อปะทะกับเพลิงพิสุทธิ์นั้นเอง เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งแหวกม่านพายุทรายเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนด้วยความเร็วระดับเหนือฟ้า!
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการพบกันที่น่าประทับใจเสียจริง"
เสียงหัวเราะอันเหี้ยมเกรียมและคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับพลังปราณมารทมิฬที่แผ่พุ่งออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ ฉินจื่อเหยียนและมู่หลานฮวาต้องผละถอยหลังพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
เมื่อฝุ่นทรายจางลง ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้สวมชุดเกราะทมิฬ ดวงตาสดใสแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารชั่วร้าย เขากำลังถือวัตถุกลมแสงประหลาดที่ส่งเสียงร้องระงมในมือ
"เถี่ยซาน!" ฉินจื่อเหยียนอุทานออกมาเบื้องลึก ดวงตาหรี่แคบลงทันที
"เจ้าสำนักมังกรทมิฬ..." มู่หลานฮวากัดริมฝีปากแน่นเมื่อตระหนักว่าพวกตนตกหลุมพรางของการชักใยบางอย่างเข้าให้แล้ว
เถี่ยซานแย้มยิ้มเยาะเย้ย ชูกล่องวิญญาณในมือขึ้นสูง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทั้งสองคนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"พวกเจ้าเข้าใจผิดกันเองมาตลอดทาง... แต่ก็น่าเสียดาย ที่วันนี้ ไม่มีใครได้ออกไปจากสุสานทรายนี้ทั้งสิ้น เพราะอาจารย์ของเจ้า... ฉินจื่อเหยียน กำลังรอต้อนรับพวกเจ้าอยู่ในนรกแล้ว!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนพื้นทราย
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเพลิงผู้เหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!