เสียงคำรามต่ำของโครงสร้างเหล็กที่บิดตัวลั่นเอี๊ยดอาร์ดดังกล่าวก่อนจะขาดผึ่ง คือสัญญาณเตือนภัยที่สมองมนุษย์แทบประมวลผลไม่ทัน ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น แผ่นปูนซีเมนต์น้ำหนักนับร้อยกิโลกรัมจากคานชั้นลอยร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน ฝุ่นปูนคลุ้งกระจายจนทัศนียภาพรอบตัวกลายเป็นสีเทาทึบตัน
"ระวัง!"
เสียงทุ้มต่ำที่มักตวาดใส่เธอด้วยถ้อยคำกวนประสาทเสมอในยามปกติ กลับเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามก้องด้วยความตื่นตระหนก ร่างสูงโปรดของกวินทร์พุ่งเข้ามาประชิดตัวรินรดาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสัญชาตญาณ เขาไม่1ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวที่จะใช้แผ่นหลังของตัวเองเป็นโล่กำบังเศษซากปรักหักพังที่กำลังถล่มลงมา
แรงกระแทกจากการปะทะทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มกลิ้งไปบนพื้นคอนกรีตที่เต็มไปด้วยเศษอิฐ ร่างของกวินทร์ทาบทับลงมาปกป้องร่างบางไว้มิดชิด ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจากหัวไหล่หนาเมื่อเศษคานไม้ขนาดใหญ่หล่นกระแทกเข้ากับสะบักของเขาเต็มแรง แต่วินาทีนั้น สถาปนิกหนุ่มผู้เจ้าระเบียบกลับไม่ได้สนใจความเจ็บปวดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย สายตาคมกริบกวาดสำรวจใบหน้าและเนื้อตัวของคนที่อยู่ใต้ร่างด้วยความหวาดหวั่นระคนโล่งอก
"คุณ... คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า รินรดา?" เสียงของเขาหอบสะท้าน ไอร้อนจากลมหายใจปะทะเข้ากับแก้มเนียนที่ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่น
รินรดากะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่กลุ่มฝุ่นออกจากแพขนตา หัวใจของเธอยังคงเต้นโครมครามดังสนั่น ไม่ใช่เพราะความตกใจกลัวจากเหตุตึกถล่ม แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขายามนี้ที่ใกล้กันเสียจนรับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นส่ำของอีกฝ่าย
"ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ... เอ๊ย ไม่เป็นไรครับ!" รินรดาเผลอหลุดปากคำพูดติดปากก่อนจะรีบแก้คำอย่างกะท่อนกะแท่นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับตาบ้าจอมเผด็จการคนนี้อยู่ "แล้วคุณล่ะ บ้าหรือเปล่า! เอาตัวเข้ามาบังทำไม ถ้าคานนั่นทับหัวคุณแตกขึ้นมา ไซต์งานมูลค่าร้อยล้านนี่จะทำยังไงต่อ!"
ปากเก่งสวนกลับทันทีตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปไกลลิบแล้วก็ตาม
กวินทร์กัดฟันกรอด ความซึนเดระ และความปากร้ายที่ถูกเก็บกดไว้พรั่งพรูออกมาทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกเมื่อครู่ เขาขยับตัวลุกขึ้นเล็กน้อยโดยใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ แต่ยังคงกักขังร่างของเธอให้อยู่ใต้กรอบแขน
"ปากเก่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ นะคุณ!" กวินทร์แค่นPเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองหญิงสาวเขม็ง "นี่ถ้าสมองอันน้อยนิดของคุณมัวแต่คิดเรื่องเถียงผมแล้วไม่ยอมมองทาง คุณคงกลายเป็นแยมทาขนมปังอยู่ใต้ซากปูนนี่ไปแล้ว แทนที่จะมานั่งต่อปากต่อคำกับผมอยู่แบบนี้!"
"ก็ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาช่วยนี่คะ... เอ๊ย มาช่วยสักหน่อย!" รินรดาเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้แผ่นหลังจะแนบชิดกับพื้นเย็นเฉียบและหัวใจจะสั่นไหวกับไอร้อนจากร่างกายของเขาที่แผ่ซ่านเข้ามา "อีกอย่าง ฉันดูแลตัวเองได้ ต่างหากล่ะที่คุณน่ะชอบทำตัวเป็นฮีโร่ตกอับโผล่มาผิดที่ผิดเวลาอยู่เรื่อย!"
"ฮีโร่ตกอับงั้นเหรอ?" กวินทร์ทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของเขาดังขึ้นอย่างน่าหมั่นไส้ "ปากดีแบบนี้ คอยดูเถอะ... ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความปลอดภัยของตึกโบราณที่คุณรักนักรักหนา ผมปล่อยให้คุณโดนฝุ่นกลบหน้าไปนานแล้ว"
แม้คำพูดจะเชือดเฉือนและเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส แต่รินรดากลับสังเกตเห็นประกายความห่วงใยที่ไหววูบผ่านนัยน์ตาคู่นั้นในเสี้ยววินาที มันเป็นความขัดแย้งที่น่าพิศวงระหว่างคำพูดร้ายกาจกับการกระทำที่เสี่ยงชีวิตเพื่อเธอ
"แล้วนี่... ไหล่คุณ..." รินรดาชะงักไปเมื่อเห็นรอยเปื้อนสีคล้ำซึมผ่านเสื้อเชิ้ตเนื้อดีบริเวณหัวไหล่ของเขา กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนมากับฝุ่นปูน "คุณเลือดออกนี่!"
"เรื่องแค่นี้..." กวินทร์ทำท่าจะขยับตัวลุกขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนอาการเจ็บปวด แต่เพราะแรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้เขาเซถอยหลังเล็กน้อย ใบหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้ไม่มิด
รินรดารีบพยุงแขนเขาไว้โดยอัตโนมัติ ความนุ่มนวลที่ฉายแววผ่านสัมผัสทำให้กวินทร์ชะงักไป ดวงตาคมกริบมองมือเรียวที่ประคองแขนเขาไว้แน่น ท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ท่ามกลางซากปรักหักพัง
"อย่ามาทำเป็นเก่งหน่อยเลยค่ะ สถาปนิกปากแข็ง" รินรดาเอ่ยเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงของเธอมีความดุเจือความเป็นห่วงอยู่จางๆ "นั่งลงนี่ก่อน ให้ฉันดูแผลให้"
"ผมไม่ได้สำออย..." กวินทร์ยังคงพยายามรักษาฟอร์ม แต่ยอมทรุดตัวลงนั่งพิงผนังอิฐมอญเก่าแก่ตามที่เธอว่าแต่โดยดี สายตาคมยังคงไม่ละไปจากใบหน้าหวานที่เปื้อนฝุ่นของคนตรงหน้า "แล้วก็เลิกทำเสียงเหมือนแม่คนที่สองของผมสักที"
รินรดาค้อนขวับให้หนึ่งวง เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อกั๊ก บรรจงเช็ดคราบฝุ่นและเลือดบริเวณหัวไหล่ให้เขาอย่างเบามือ ความใกล้ชิดนี้ทำให้ทั้งคู่ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันชัดเจนขึ้น บรรยากาศรอบตัวที่ควรจะอึมครึมจากฝุ่นควัน กลับร้อนระอุขึ้นมาด้วยอุณหภูมิในหัวใจที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
"เจ็บไหมคะ?" เธอถามเบาๆ เมื่อปลายนิ้วสัมผัสโดนรอยฟกช้ำ
"ถ้าบอกว่าเจ็บ คุณจะเป่าเพี้ยงให้เหมือนเด็กๆ ไหมล่ะครับ" กวินทร์ย้อนถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ทว่าแววตากลับทอประกายหวานเชื่อมจนรินรดาต้องรีบชักมือกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก
"ฝันไปเถอะค่ะ!" เธอหน้าแดงก่ำ รีบหันหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความเขินอาย
ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานอมเปรี้ยวและเต็มไปด้วยเคมีที่ชวนจิกหมอนนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อกวินทร์ก็ดังขึ้นจากด้านนอกซากตึก
"คุณกวินทร์! คุณกวินทร์ครับ อยู่ข้างในหรือเปล่า เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!"
เสียงของหัวหน้าคนงานดังแทรกเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาหนึ่งที่ก้าวพ้นประตูโค้งเข้ามา ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งกวินทร์และรินรดาดึงสติกลับมาไม่ใช่เสียงเรียกนั้น แต่เป็นเอกสารสำคัญที่อยู่ในมือของคนงานคนดังกล่าว
มันคือแปลนก่อสร้างลับของอาคารหลังนี้... แปลนที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นปูนจุดที่เพิ่งถล่มลงมา และมันกำลังเปิดเผยความจริงบางอย่างที่อาจพลิกชะตากรรมของโปรเจกต์นี้ไปตลอดกาล!
"หยุดตรงนั้น..." กวินทร์รวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นยืนบังรินรดาไว้ด้านหลังทันที เมื่อสายตาคมกวาดไปเห็นรอยประทับตราลับบนเอกสารแผ่นนั้น "นั่นมัน... เอกสารอะไร?"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความซึนสายคลั่งรักของพระเอกของเรานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากแข็ง•ตอนที่ 3
ไซต์งานคือสนามรบ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
