เสียงเหล็กดัดกระแทกพื้นคอนกรีตดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ตามด้วยเสียงคำรามต่ำในลำคอของรถแบ็กโฮสีเหลืองตัวมหึมาที่กำลังยกบุ้งกี๋ขึ้นสูง พร้อมจะฟาดลงมาบดขยี้โครงสร้างไม้สักทองอายุร่วมร้อยปีให้แหลกคามือ
"หยุด! บอกให้หยุดไงวะ!"
รินรดาไม่ได้ตะโกนด้วยเสียงอันไพเราะน่าฟัง แต่มันคือเสียงคำรามจากสัญชาตญาณดิบของคน ริเริ่มด้วยความโกรธจัดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เธอพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าล้อเหล็กมหึมาของรถเกลี่ยดิน โดยไม่สนใจเลยว่าฝุ่นควันและเศษปูนจะร่วงกราวลงมาเฉียดหัวไหล่
เสื้อเชิ้ตลินินสีขาวที่เคยรีดเรียบยับยู่ยี่ เนื้อตัวเปื้อนคราบฝุ่นจากการวิ่งตะล็งมาจากอีกมุมถนน แต่ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับวาวโรจน์ราวกับแม่เสือสาวที่กำลังปกป้องลูกน้อย
เครื่องจักรขนาดใหญ่หยุดกะทันหัน เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำอยู่ในอกคล้ายสัตว์ร้ายที่ถูกขัดใจ ประตูห้องคนขับถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีกรมท่าตัดเย็บเนี๊ยบกริบที่ไม่เข้ากับไซต์งานก่อสร้างฝุ่นตลบแม้แต่น้อย กวินทร์ก้าวลงมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง เขาถอดแว่นตากันแดดราคาแพงออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่หล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารสถาปัตยกรรม แต่แววตาคู่คมกลับเย็นชาและเต็มไปด้วยความรำคาญใจอย่างปิดไม่มิด
"คุณเป็นใคร? และมีสิทธิ์อะไรมาสั่งคนงานของผมหยุดงาน"
น้ำเสียงของกวินทร์เรียบนิ่ง ไร้ความรู้สึก และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้รินรดาอยากจะพุ่งเข้าไปตบหน้าหล่อๆ นั่นสักที
"ฉันสิควรถามคุณ! ตึกนี้อยู่ในเขตอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ มีประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานแปะอยู่ทนโท่ ตาบอดหรือไงถึงมองไม่เห็นป้ายสีแดงเด่นหรานั่น!" รินรดาชี้มือไปยังป้ายไม้เก่าแก่ที่ถูกพ่นสีสเปรย์ทับด้วยสัญลักษณ์การรื้อถอนของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เธอเดินเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว แม้ส่วนสูงของเธอจะอยู่แค่ระดับอกของสถาปนิกหนุ่มอัจฉริยะ แต่รัศมีคุกคามที่แผ่ออกมาจากตัวเธอกลับไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
กวินทร์ก้มมองหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเย้ยหยัน มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมาในชีวิต
"ป้ายสีแดงเก่าๆ ที่ขึ้นสนิมจนอ่านแทบไม่ออกนั่นเหรอครับ?" กวินทร์ลากเสียงกวนประสาท "น่าเสียดายนะที่คุณผู้หญิง... โครงการ 'เดอะ เฮอริเทจ เรสซิเดนซ์' ของเราผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการผังเมืองและกรมศิลปากรเรียบร้อยแล้วทุกขั้นตอน ตึกไม้ผุๆ พังๆ หลังนี้ ไม่มีค่าพอจะเก็บไว้เป็นภาระทางภาษีหรอกครับ มันเป็นแค่เศษซากปรักหักพังที่รอวันพังถล่มลงมาทับหัวคนเดินถนนมากกว่า"
"คุณว่ายังไงนะ!" รินรดาแทบกรี๊ด มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ "ตึกนี้ไม่ใช่เศษซาก! นี่คือเรือนโบราณสถาปัตยกรรมโคโลเนียลผสมไทยประยุกต์ยุค ร.๕ ที่หลงเหลืออยู่เป็นหลังสุดท้ายในย่านนี้! มันมีจิตวิญญาณ มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องเล่า... ซึ่งคนไร้หัวใจอย่างสถาปัตย์หน้าเงินไม่มีวันเข้าใจหรอก!"
"พูดจาฉะฉานดีนี่ครับ" กวินทร์ก้าวเข้าไปหาเธอหนึ่งก้าว บีบพื้นที่ระหว่างเขากับเธอให้แคบลงจนรินรดาต้องเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าของเขาโน้มลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะทะจมูก "แต่โลกความเป็นจริงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย 'จิตวิญญาณ' หรือ 'เรื่องเล่า' ร้าวรานใจหรอกนะคุณนักอนุรักษ์ มันขับเคลื่อนด้วยเงินลงทุน มูลค่าที่ดิน และกำไรสุทธิ... และบังเอิญว่าที่ดินตรงนี้ กำลังจะกลายเป็นคอนโดมิเนียมหรูหรา 30 ชั้น ที่ทำเงินให้บริษัทผมได้เป็นพันล้าน"
"ไอ้คนเห็นแก่ตัว!" รินรดาพ่นคำด่าใส่หน้าเขาอย่างเหลืออด "คุณมันก็แค่สถาปนิกไร้จิตสำนึก เอาแต่สร้างตึกกล่องกระจกไร้รสนิยมเพื่อสนองตัณหาความโลภของนายทุน!"
กวินทร์ไม่โกรธเลยสักนิด ตรงกันข้าม นัยน์ตาคมกริบกลับพราวระยับด้วยความสนุกสนานยามได้เห็นแมวป่าตัวน้อยพองขนใส่ เขาชอบรอยยิ้มโกรธๆ และแววตาวาวโรจน์คู่นั้นเสียจริง มันมีชีวิตชีวาเสียจนกลบความน่าเบื่อหน่ายของงานเอกสารกองโตในสำนักงานไปเสียสนิท
"ปากเก่งใช้ได้..." กวินทร์กระซิบเสียงต่ำพร่า รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปาก "แต่ระวังเถอะครับ ปากเก่งๆ แบบนี้... เวลาอยู่ใต้ร่างคนอื่น จะยังเถียงเก่งแบบนี้อยู่หรือเปล่า"
*เพี๊ยะ!*
ฝ่ามือเรียวฟาดลงบนแก้มสากของกวินทร์เต็มแรง เสียงกระทบเนื้อดังสนั่นก้องไปทั่วบริเวณไซต์งานที่เงียบกริบลงในพริบตาเดียว บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง คนงานก่อสร้างอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลสลับกับหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ตอนนี้อกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธจัด
กวินทร์หันกลับมาตามแรงตบ ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นรอยแดงจางๆ เป็นปื้น แต่นัยน์ตากลับไม่ได้ฉายแววโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย เขากลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ใช้ปลายนิ้วแตะมุมปากตัวเองที่มีรอยแดงจากการปะทะเมื่อครู่ แล้วจ้องมองรินรดาด้วยสายตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวอย่างน่าประหลาด
"มือหนักไม่เบานี่ครับ..." กวินทร์กระซิบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่จงใจลดระดับลงมาให้ได้ยินกันแค่สองคน "แต่คุณคิดผิดแล้วล่ะที่กล้ามาหาเรื่อง 'กวินทร์' คนนี้"
เขายื่นมือยาวออกไปคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่น ไม่ยอมให้เธอดึงกลับ รินรดาตกใจพยายามสะบัดข้อมือหนีแต่ก็สู้แรงของชายหนุ่มไม่ได้ ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย
"ปล่อยฉันนะ ไอ้คนฉวยโอกาส!"
"ผมยังไม่ได้ทำอะไรคุณเลยสักนิด..." กวินทร์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนชิดริมใบหูของเธอ กระซิบด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ที่แฝงความอันตรายบางอย่าง "แต่ถ้าคุณยังดื้อดึงขวางทางผมต่อจากนี้... ผมรับรองว่าผมจะทำให้คุณไม่ได้นอนร้องไห้ขี้มูกโป่งไปทั้งคืนแน่"
ก่อนที่รินรดาจะทันได้อ้าปากด่ากราดใส่หน้าเขาเป็นชุดที่สอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังประตูรั้วเหล็กที่พังเสียหาย
"คุณริน! คุณรินอยู่ไหนครับ! แย่แล้วครับคุณริน!"
ร่างท้วมของลุงชาญ ผู้ดูแลตึกเก่าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในไซต์งาน สีหน้าซีดเผือกจนแทบไม่มีสีเลือด เขาพุ่งตรงเข้ามาหารินรดาด้วยความตื่นตระหนกจนสะดุดก้อนอิฐเกือบล้มคว่ำ
รินรดารีบสะบัดมือออกจากพันธนาการของกวินทร์ทันที หันไปคว้าแขนลุงชาญไว้ด้วยความตกใจเมื่อเห็นอาการหวาดกลัวของชายแก่ "มีอะไรคะลุงชาญ เกิดอะไรขึ้น?"
ลุงชาญหอบหายใจตัวโยน ชี้มือสั่นเทาไปทางด้านหลังตึกไม้สักทองที่กำลังจะถูกรื้อถอน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตกใจกลัว
"คือ... คือว่า... มีคนพบ 'ศพ' อยู่ในห้องใต้ดินของตึกเก่าครับคุณริน! และตำรวจกำลังมา!"
กวินทร์ที่ยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ หุบยิ้มกวนประสาททันที นัยน์ตาคมกริบหันขวับไปมองตัวตึกเก่าเบื้องหน้าทันที สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวของสถาปนิกหนุ่มบอกชัดเจนว่า... เรื่องนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุการรื้อถอนตึกธรรมดาเสียแล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเปิดประตูเข้าสู่โลกของ "ฟีนิกซ์สีทอง" ด้วยกันในตอนแรกนี้นะครับ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากแข็ง•ตอนที่ 1
พิมพ์เขียวที่ไม่ตรงกัน
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
