กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของหมึกชาดแท้ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในหอสมุดหลวงยามวิกาลนี้น่าอภิรมย์ขึ้นเลยแม้แต่น้อย แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกทาบทับเงาร่างโปร่งบางในชุดรัดกุมสีดำสนิทลงบนชั้นตำราไม้จันทน์หอม เฟยหรงเคลื่อนไหวอย่างไร้ซุ่มเสียง นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือหนังกำลังไล่สัมผัสสันหนังสือแต่ละเล่มด้วยความเร่งรีบ ทว่ามั่นคง เป้าหมายของนางในคืนนี้ไม่ใช่สมบัติล้ำค่าหรือตราหยกประจำราชวงศ์ หากแต่เป็น "สมุดบันทึก" เล่มเล็กที่ถูกซุกซ่อนไว้ในหมวดประวัติศาสตร์การคลัง—บันทึกที่อาจสั่นคลอนรากฐานอำนาจของขุนนางใหญ่ครึ่งค่อนสภาสูง
ทว่า สัญชาตญาณของหัวหน้าองครักษ์หญิงกลับร่ำร้องเตือนภัยก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดนเป้าหมาย
*กริ๊ก...*
เสียงกลไกของแผ่นไม้กระดานใต้ฝ่าเท้าที่ยุบลงไปเพียงครึ่งชุนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัด เฟยหรงชะงักค้าง ร่างกายยืดตรงโดยสัญชาตญาณ มือซ้ายกระชับด้ามกระบี่สั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวแน่น ดวงตาคู่คมกวาดมองไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ในความมืดสลัวที่ถูกย้อมด้วยแสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างบานแกะสลัก ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางชั้นสูงสีครามเข้มกำลังยืนไขว่ห้างพิงเสาไม้สลักลายมังกรอย่างไร้ความเร่งรีบ
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ในมือเรียวยาวของบุรุษผู้นั้น ไม่ได้ถืออาวุธใดๆ นอกจากถ้วยชาเคลือบกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่ยังมีไอควันลอยกรุ่น
“ยามวิกาลเช่นนี้ องครักษ์เฟยผู้ทรงเกียรติ ไฉนจึงสนใจตำราการคลังแคว้นนับร้อยปีเหล่านี้เป็นพิเศษเล่า หรือว่าใต้เท้าซ่งผู้บัญชาการทหารราบ จะมอบหมายให้ท่านมาตรวจสอบตัวเลขงบประมาณกองทัพย้อนหลังด้วยตนเอง”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ทว่าแฝงความเย้าหยวนและเยียบเย็นไว้ในคราเดียวกัน หลี่จวินเหวิน ราชครูผู้กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายในสภาสูง ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าได้รูปมองตรงมาที่นาง ราวกับเขากำลังนั่งชมงูพิษที่ติดอยู่ในกรงขังอย่างใจเย็น
เฟยหรงผ่อนลมหายใจออกทางจมูกช้าๆ เพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เผลอเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง นางค่อยๆ ขยับตัวออกจากจุดอับสายตา ก้าวออกมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้เป็นดั่งเงาอัปมงคลในทุกแผนงานของนาง ใบหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความประหลาดใจ รอยยิ้มบางเบาถูกจุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย
“ใต้เท้าหลี่ต่างหากเล่า ที่น่าสงสัยยิ่งกว่า... หอสมุดหลวงยามนี้ปิดทำการมานานสองชั่วยามแล้ว เหตุใดราชครูผู้ทรงงานหนัก ถึงยังมีเวลาว่างมาเดินจิบชาชมจันทร์ท่ามกลางกลิ่นกระดาษเก่าๆ เช่นนี้ หรือว่าท่านมีความลับอันใดในบันทึกเล่มนั้น ที่เกรงว่าผู้อื่นจะล่วงรู้ก่อนรุ่งสาง”
คำพูดของนางคมกริบไม่แพ้ปลายกระบี่ เฟยหรงก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นกายสะอาดเจือจางของบุรุษผสมกับกลิ่นหมึกชั้นดีลอยเข้าแตะจมูก นางสังเกตเห็นแววตาพึงพอใจฉายวาบขึ้นในดวงตาคู่ลึกของเขา ชั่วขณะหนึ่ง... นางรู้สึกเหมือนตนเองกำลังก้าวเข้าสู่ตาข่ายที่อีกฝ่ายถักทอรอไว้อย่างจงใจ
หลี่จวินเหวินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ใกล้ตัว เสียงกระทบเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ เขาก้าวเท้าเข้ามาหาองครักษ์สาวเช่นกัน ความสูงของเขาทำให้เขาต้องก้มมองลงมาเล็กน้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากของราชครูหนุ่มไม่ได้ไปถึงดวงตา คู่นظرของเขากวาดสำรวจเรือนร่างเพรียวระหงที่ซ่อนความแข็งแกร่งไว้ภายใต้ชุดสีดำอย่างพิจารณา
“ความลับหรือ... บนโลกนี้มีสิ่งใดที่เป็นความลับอย่างแท้จริงเล่า องครักษ์เฟย” หลี่จวินเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รา과กระซิบกระเส่า “โดยเฉพาะความลับที่ถูกเก็บรักษาไว้โดยคนโง่เขลา ที่คิดว่าตนเองฉลาดพอจะโค่นล้มอำนาจที่สร้างมานับสิบปี”
“ท่านหมายถึงใคร” เฟยหรงสวนกลับทันควัน ดวงตาส่องประกายความดุดัน “ท่านหมายถึงข้า หรือหมายถึงผู้ที่ตายไปอย่างไร้ความเป็นธรรมเมื่อสามปีก่อนกันแน่!”
บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงทันที อุณหภูมิในห้องโถงกว้างดูจะลดฮวบลงจนสัมผัสได้ หลี่จวินเหวินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันเลือนหายจากใบหน้าหล่อเหลา เหลือเพียงความนิ่งงันที่ลึกซึ้งยากหยั่งถึง เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังระอุด้วยเพลิงแห่งความแค้นและความอุดมการณ์อันแรงกล้า
นี่คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสนใจในตัวสตรีผู้นี้ นางไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่รอวันแตกสลายในวังหลวง แต่นางคือคมมีดที่พร้อมจะบาดมือผู้ที่กำมัน หากไม่ระมัดระวังให้ดี
“เจ้าใจร้อนเกินไป เฟยหรง” หลี่จวินเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทีละน้อย ทว่าจริงจังขึ้น “การจะลากเสือออกจากถ้ำ มิใช่ทำด้วยการวิ่งเข้าไปแทงมันตรงๆ แต่คือการรอให้มันเดินมาติดกับดักที่เจ้าวางไว้ต่างหาก... เช่นเดียวกับเจ้าในตอนนี้”
เฟยหรงขมวดคิ้วมุ่น นางไม่ชอบความรู้สึกที่ว่าตนเองกำลังถูกชี้นำ “หมายความว่าอย่างไร”
ก่อนที่ราชครูหนุ่มจะได้เอ่ยคำใดตอบกลับมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นกะทันหันจากระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างวาบที่สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของทหารยามหลวงดังลั่น
*“มีคนบุกรุก! ปิดล้อมหอสมุดหลวงทุกด้าน อย่าให้คนร้ายหนีไปได้!”*
ดวงตาของเฟยหรงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางหันขวับกลับไปมองหน้าต่างด้านนอกที่ถูกเงาร่างของทหารยามนับสิบพุ่งเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว แผนการที่นางวางไว้รัดกุมไร้รอยรั่ว เหตุใดทหารยามจึงแห่กันมาเร็วกว่ากำหนดถึงครึ่งชั่วยามได้เล่า?
นางหันกลับมามองบุรุษข้างกายอย่างรวดเร็ว ทว่าหลี่จวินเหวินกลับยืนกอดอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น
รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของราชครูหนุ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับที่เขายื่นมือมาคว้าข้อมือเรียวของนางไว้ด้วยแรงที่มั่นคงแต่ไม่เจ็บ
“ถ้าไม่อยากถูกประหารในข้อหากบฏร่วมกับข้า... ก็จงตามมาเงียบๆ องครักษ์เฟย”
เขากระซิบชิดริมหูของนางในเสี้ยววินาทีก่อนที่ประตูไม้บานใหญ่ของหอสมุดจะถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่าเท้าของทหารยาม ท่ามกลางความชุลมุนและแสงไฟที่สาดส่องเข้ามาประจันหน้า หลี่จวินเหวินกลับดึงตัวนางลัดเลาะหายเข้าไปในช่องลับหลังชั้นหนังสือโบราณที่เพิ่งถูกเปิดออกอย่างแนบเนียน พร้อมกับเสียงปิดตายที่กลืนกินพวกเขาทั้งสองไว้ในความมืดมิดอีกครั้ง
***
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวแรกในหมากกระดานนี้ไปพร้อมกับความลับที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้ข้าขอวางด้วยหัวใจ•ตอนที่ 1
สมุดบันทึกที่หายไป
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอวางด้วยหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!