เอกสารสี่เหลี่ยมในมือสั่นไหวจนขอบกระดาษยับย่น ธารานิ่งงัน ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูที่มองไม่เห็นกลางสวนที่เขารักที่สุด ประโยคของทนายความยังคงก้องกังวานอยู่ในหู สลับกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ
"คุณพูดอะไรนะ... ไม่ใช่ของผมมาตั้งแต่แรก?" ธาราถาม เสียงของเขาสั่นพร่าและแห้งผาก
ทนายหนุ่มวัยกลางคนขยับแว่นตา เขาไม่ได้ดูสะทกสะท้าน แต่ในแววตานั้นมีความเห็นใจที่เจือด้วยความเย็นชาของกฎหมาย "ตามโฉนดที่ดินฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกสืบค้นเจอจากการฟ้องร้องมรดกซ้อนทับ ที่ดินแปลงนี้... รวมถึงตัวบ้านที่คุณอยู่อาศัย ถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขตที่ดินสาธารณะที่ถูกครอบครองโดยมิชอบมานานกว่าสามสิบปีครับ"
ธาราไม่ตอบโต้ เขาเดินเซไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใต้ต้นลีลาวดีที่เขามักจะมานั่งพักใจยามหมดไฟ ภาพความทรงจำการขุดดิน ปลูกดอกไม้ และการดูแลต้นหญ้าแต่ละต้นฉายชัดขึ้นมาในหัว ราวกับภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว สวนที่เขาคิดว่าเป็น 'ป้อมปราการ' แห่งความสงบสุข กลับกลายเป็นเพียงผืนดินที่เขาไม่มีสิทธิ์ครอบครอง
ทนายวางนามบัตรไว้บนโต๊ะหินอ่อนแล้วจากไป ทิ้งให้ธารานั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด ลุงบุญที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ มาตลอด เดินถือจอกน้ำชาเข้ามาวางตรงหน้าท่านั่งที่ดูไร้วิญญาณของชายหนุ่ม
"รู้ไหมธารา... เมื่อก่อนลุงเคยกลัวการสูญเสียเสียยิ่งกว่าความตาย" ลุงบุญเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ เสียงของชายชราแหบพร่าแต่ทว่าหนักแน่น "ลุงเคยคิดว่าสวนนี้คือชีวิต ลุงหวงแหนรั้ว ลุงหวงแหนต้นไม้ จนกระทั่งวันหนึ่ง พายุใหญ่พัดเอาต้นไม้ที่ลุงรักที่สุดล้มลงต่อหน้าต่อตา ในตอนนั้น ลุงถึงได้เข้าใจว่า เราเป็นเพียงผู้เช่าอาศัยบนโลกใบนี้ ไม่ใช่เจ้าของ"
ธาราเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ "แต่นี่มันคือบ้าน... คือที่ที่ผมวางแผนจะใช้ชีวิตที่เหลือ ลุงครับ ทุกอย่างที่ผมสร้างมาเพื่อหลีกหนีจากโลกที่วุ่นวาย มันกำลังพังทลายลงในพริบตา"
"มันพังทลาย เพราะเธอไปยึดติดกับ 'คำว่าที่ดินของฉัน' ต่างหากล่ะ" ลุงบุญนั่งลงข้างๆ จิบชาพลางมองไปยังท้องฟ้าสีส้มอมม่วงยามเย็น "ลองมองดูสายลมที่พัดผ่านนั่นสิ มันพัดผ่านสวนของลุง ผ่านสวนของเธอ และผ่านทุกที่บนโลกนี้ มันเคยถามไหมว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินที่มันพัดผ่าน? มันเป็นอิสระ เพราะมันไม่เคยยึดติด"
ธาราสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นดินหลังฝนตกและกลิ่นดอกโมกที่หอมอ่อนๆ ยามเย็นช่วยดึงสติเขาให้กลับมา ความวุ่นวายในใจที่เคยกระเพื่อมราวกับน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป ค่อยๆ สงบลงเหมือนผิวน้ำที่เริ่มนิ่ง
เขาพิจารณาสวนตรงหน้าอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของที่ต้องหวงแหนโฉนด แต่ในฐานะ 'ผู้สังเกตการณ์' ที่กำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติ ลมยามเย็นปะทะใบหน้า ความเหนื่อยล้าจากการงานที่เคยกัดกินชีวิตพนักงานออฟฟิศเริ่มจางหายไป ความสุขไม่ได้อยู่ที่โฉนดที่ดิน แต่อยู่ที่ความรู้สึกสงบที่เขาได้สัมผัสในช่วงเวลาที่ผ่านมาต่างหาก
"ผมอาจจะไม่มีสวนนี้ในนามกฎหมาย..." ธาราพึมพำ น้ำเสียงเริ่มมั่นคงขึ้น "แต่ผมไม่มีวันเสียสิ่งที่สวนนี้สอนให้ผมเข้าใจไปได้ ใช่ไหมครับลุง?"
ลุงบุญยิ้ม มุมปากที่เต็มไปด้วยริ้วรอยโค้งขึ้นอย่างใจดี "นั่นสิ... นั่นคือสมบัติที่ไม่มีใครยึดไปจากเธอได้"
ธารารู้สึกถึงความเบาสบายที่แล่นผ่านหัวใจ เขาตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปที่แปลงดอกไม้ที่เขาเพาะเองกับมือ เขาไม่ได้มองมันด้วยความอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป แต่เขามองด้วยความรักที่บริสุทธิ์ เขาตั้งใจจะดูแลมันต่อไป ตราบเท่าที่สายลมยังพัดผ่าน ตราบเท่าที่เขายังได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตในความเงียบสงบนี้
แต่ในขณะที่เขากำลังก้มลงถอนวัชพืชต้นเล็กๆ ออกจากทางเดิน เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยและหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังสวน ประตูไม้ที่เคยปิดตายมานานหลายปีถูกผลักเข้ามาด้วยแรงที่ไม่ได้ตั้งใจ
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มที่ดูทันสมัยก้าวเข้ามาหยุดอยู่หลังธารา มือหนึ่งถือเอกสารปึกใหญ่ อีกมือหนึ่งถือกุญแจรถราคาแพง "ธารา... ฉันตามหาเธอมานานเหลือเกิน"
ธาราหยุดชะงัก หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงกลับเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ เขาค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับบุคคลนั้น เสียงที่เอ่ยออกมาสั่นสะท้านยิ่งกว่าตอนทนายมาหาเสียอีก "คุณ... กลับมาทำไมตอนนี้?"
ต้นไม้ริมระเบียงขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสายลมไปกับธารานะคะ
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 35
สายลมยามเย็น
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!