"ถ้าคุณยังกำด้ามจอบแน่นขนาดนั้น รากไม้ตรงหน้าก็คงไม่ยอมเปิดทางให้คุณหรอก ธารา"
เสียงแหบพร่าของลุงบุญลอยมาพร้อมกับกลิ่นดินชื้นที่ตลบอบอวลอยู่ในอากาศ ธาราไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เธอเพียงแต่กระแทกจอบลงไปในเนื้อดินสีดำสนิทอีกครั้ง แรงกระแทกนั้นสะท้านขึ้นมาถึงหัวไหล่ แผ่ซ่านความปวดร้าวที่คุ้นเคยไปทั่วร่าง แต่เธอกลับรู้สึกว่าความเจ็บปวดทางกายนี้ช่างหอมหวานเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจมาตลอดสัปดาห์
"ฉันแค่ต้องการให้แปลงนี้เสร็จก่อนค่ำค่ะลุง" ธาราตอบโดยไม่หยุดมือ เหงื่อเม็ดโตไหลย้อยจากขมับลงมาที่ปลายคาง ก่อนจะหยดลงสู่ผืนดินที่เธอกำลังพลิกฟื้น เธอไม่ได้ใส่ถุงมือ ผิวหนังที่เคยนุ่มนวลจากการจับเมาส์คอมพิวเตอร์บัดนี้หยาบกร้าน และเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากเศษกิ่งไม้
ลุงบุญทรุดตัวลงนั่งบนตอไม้ใกล้ๆ มือเหี่ยวย่นหยิบมวนยาเส้นขึ้นมาจุดไฟ ก่อนจะพ่นควันจางๆ ออกมา "การทำงานเพื่อลืม... มันเหมือนกับการวิ่งแข่งกับเงาตัวเองนั่นแหละ ยิ่งคุณวิ่งเร็วเท่าไหร่ เงาก็ยิ่งยาวไกลขึ้นเท่านั้น"
ธาราชะงักมือ จอบในมือค้างอยู่กลางอากาศ เธอหอบหายใจถี่จนอกกระเพื่อม แรงกดดันจากความคาดหวังของครอบครัวที่คอยย้ำเตือนผ่านโทรศัพท์เมื่อวานนี้ยังคงติดค้างอยู่ในหัวเหมือนเสี้ยนตำใจ *'เมื่อไหร่จะกลับมาทำงานที่มั่นคงเสียที?'* คำถามนั้นฉายชัดอยู่ในหัวเธอทุกครั้งที่มองไปที่บ้านหลังเดิมที่ไร้ความอบอุ่น
"ถ้าไม่ให้หนูวิ่ง หนูจะทำอะไรได้ล่ะคะลุง ในเมื่อความทรงจำมันไม่ได้หยุดตามหนูไปด้วย" เธอพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาถากถางวัชพืชด้วยความรุนแรงกว่าเดิม
"ลองมองรอยเปื้อนบนมือคุณสิ" ลุงบุญชี้ด้วยปลายซิการ์ "ดินพวกนี้มันไม่ได้แค่เปื้อนมือคุณ แต่มันกำลังซึมเข้าไปในรอยแตกของผิวหนัง มันกำลังสอนคุณว่า บางอย่างในชีวิตก็ต้องปล่อยให้มันเปื้อน เพื่อที่จะได้เห็นว่าเบื้องล่างนั้นมีชีวิตที่งอกงามรออยู่"
ธาราวางจอบลง เธอแบมือที่เต็มไปด้วยคราบโคลนสีเข้มขึ้นมาดู ความเหนื่อยล้าทางใจที่เคยรุมเร้าเริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นความอ่อนเพลียที่ไร้พิษสง เธอหลับตาลง สูดกลิ่นของฝนที่กำลังจะตกเบาๆ ความเงียบสงัดของสวนหลังบ้านบัดนี้ไม่ได้ดูอ้างว้างอีกต่อไป แต่มันกลับเป็นเหมือนอ้อมกอดที่เย็นเยียบและซื่อตรง
"หนูแค่กลัว..." เธอสารภาพออกมาในที่สุด ความเปราะบางที่ปิดตายไว้พังทลายลง "กลัวว่าถ้าหนูหยุดเหนื่อย หนูจะกลายเป็นคนไม่มีค่าในสายตาใครๆ แม้กระทั่งในสายตาของตัวเอง"
ลุงบุญไม่ได้ปลอบประโลมด้วยคำหวานหู เขาเพียงแค่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาข้างๆ วางมือที่สากระคายลงบนไหล่เธอเบาๆ "ไม่มีใครตัดสินความสำเร็จของคุณด้วยการพลิกหน้าดินหรอกธารา แต่มีคนบางคน... ที่คอยดูอยู่ว่า คุณจะกล้าเผชิญหน้ากับผืนดินที่แสนจะโหดร้ายนี้ได้นานแค่ไหนโดยไม่ยอมทิ้งมันไปกลางคัน"
ขณะที่ธารากำลังจะเอ่ยถามว่าใครกันที่คอยเฝ้ามอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินแคบๆ หลังรั้วต้นไทร ฝีเท้าที่ธาราจำได้แม่นยำว่าเป็นของคนที่ไม่ควรจะปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้
เงาร่างสูงโปร่งที่เธอมักเห็นแต่ในความฝันหรือความทรงจำที่เจ็บปวดค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิดของพุ่มไม้ ธาราสะท้านเฮือกเมื่อเห็นใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าไม่แพ้กันของ 'ธนา' พี่ชายที่เธอไม่ได้ติดต่อมานานนับปี เขายืนถือซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่น สายตาที่เคยเฉยเมยคู่นั้นบัดนี้กลับสั่นไหวและมีรอยช้ำจางๆ ที่มุมปาก
"ฉันไม่อยากมาที่นี่หรอกธารา" ธนาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่กดทับ "แต่พ่อ... ท่านจากไปเมื่อสามชั่วโมงก่อน และทิ้งเรื่องที่เธอจำเป็นต้องรู้เอาไว้ในนี้"
ธารามองซองเอกสารในมือพี่ชาย ใจที่เคยหนักอึ้งด้วยความเหนื่อยล้ากลับว่างเปล่าราวกับถูกดึงวิญญาณออกไป มือที่เปื้อนดินของเธอสั่นระริกขณะที่ความจริงบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยในวินาทีที่หยดฝนเม็ดแรกโปรยปรายลงมา
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและทำความเข้าใจรอยร้าวในใจไปกับธารานะคะ - ต้นไม้ริมระเบียง
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 21
รอยดินเปื้อนมือ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!