ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 42

ความว่างเปล่าที่เติมเต็ม

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“ถ้ายังตัดใจทิ้งกิ่งที่มันป่วยไม่ได้ เจ้าของสวนนั่นแหละที่จะต้องยืนดูต้นไม้ทั้งต้นยืนต้นตาย” เสียงคมเหล็กของกรรไกรแต่งกิ่งกระทบกันดัง *ฉับ!* กิ่งโมกที่มีรอยจุดสีน้ำตาลกระดำกระด่างร่วงลงกระทบแผ่นหินทางเดินอย่างไม่ปรานีปราศรัย ธาราสะดุ้งจนปลายนิ้วที่กำซองจดหมายสีขาวนวลสั่นสะท้าน เธอเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องซากกิ่งไม้ที่เพิ่งถูกพรากออกจากลำต้น สลับกับกระดาษเนื้อหนาในมือที่ประทับตราครุฑและโลโก้ฟอยล์สีทองของกลุ่มทุนข้ามชาติแห่งเดิม—ที่ซึ่งเธอเคยสังเวยจิตวิญญาณและหยาดเหงื่อให้มาเกือบสิบปี ข้อเสนอใหม่วางอยู่ตรงหน้า ตำแหน่งรองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ตัวเลขเงินเดือนที่หากเอ่ยออกไป คนทั้งตระกูลคงพร้อมใจกันสรรเสริญว่าเธอคือกิตติมศักดิ์ของวงศ์ตระกูล และคำกำชับสั้นๆ ที่แม่ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มาเมื่อช่วงสายว่า *‘ธารา... กลับไปเถอะลูก อย่าเอาชีวิตที่มีค่าไปจมอยู่กับเศษดินเศษหญ้าข้างบ้านนอกคอกนาแบบนั้นเลย แม่แทบไม่กล้าบอกญาติๆ ว่าแกมาทำอะไรที่นี่’* “ช่อดอกมันเพิ่งเริ่มตูมแท้ๆ นะคะลุงบุญ...” ธาราเค้นเสียงลอดลำคอที่แห้งผาก ชี้ไปยังปลายยอดที่เพิ่งขาดวิ่น “อีกแค่วันสองวัน มันก็จะบานแล้วไม่ใช่เหรอคะ ทำไมไม่รอดูให้มันผลิก่อน แล้วค่อยรักษาทีหลัง” ลุงบุญไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที ชายชราคุกเข่าลงบนผืนหญ้า นิ้วมือที่หยาบกร้านราวกับเปลือกไม้จับต้องโคนกิ่งที่ถูกตัด ปลายนิ้วแตะลงบนรอยแผลสดที่มีน้ำเลี้ยงซึมออกมาบางเบา แววตาของเขาฝ้าฟางตามกาลเวลาแต่ทว่าสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึกที่ไร้ระลอกคลื่น “ดอกที่เบ่งบานบนกิ่งที่ผุพัง มันไม่ใช่ความงามหรอกธารา” ลุงบุญเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงแหบต่ำทว่ากังวานในความรู้สึก “มันคือหยาดเหงื่อสุดท้ายที่ต้นไม้พยายามจะเค้นออกมาเพื่อสืบพันธุ์ก่อนที่มันจะขาดใจต่างหาก ยิ่งเราเห็นแก่ดอกสวยๆ นั่นนานเท่าไหร่ พิษข้างในก็ยิ่งชอนไชลงไปถึงรากแก้ว... มนุษย์เราก็ประหลาด มักมองเห็นแค่ความตระการตาที่อยู่ตรงหน้า แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความเน่าหนองที่คอยสูบกลืนชีวิตตัวเองอยู่ข้างใน” ธาราก้มหน้าลง แผ่นกระดาษในมือยับย่นด้วยแรงบีบที่ไม่อาจควบคุม ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างคนสองวัย ไม่มีเสียงเร่งเร้า ไม่มีสายตาคาดคั้น ลุงบุญเพียงแค่หยิบกระปุกปูนแดงป้ายลงบนรอยแผลของกิ่งโมกเพื่อปิดกั้นเชื้อโรค กลิ่นฉุนจางๆ ของปูนและดินชื้นลอยแตะจมูก ธาราทอดสายตามองสวนหลังบ้านที่เธอใช้เวลาคลุกคลีอยู่เกือบหนึ่งปีเต็ม จากหญิงสาวที่วิ่งหนีอาการตื่นตระหนกและภาวะหมดไฟจนแทบไม่อยากตื่นลืมตา มาสู่วันที่สองมือเริ่มมีรอยด้านจากการขุดดิน ปลูกผัก และกวาดใบไม้ แต่ทำไม... เพียงแค่จดหมายฉบับเดียวและถ้อยคำไม่กี่คำจากคนที่เธอรักที่สุด ถึงยังสามารถสั่นคลอนรากฐานที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาใหม่ได้ถึงเพียงนี้? “หนู... รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหนีปัญหาค่ะ” ธาราสารภาพออกมาในที่สุด ริมฝีปากสั่นระริก “หนูทิ้งสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง ทิ้งอนาคตที่แม่ภูมิใจ ถ้าหนูปฏิเสธงานนี้อย่างเด็ดขาด มันจะกลายเป็นว่าหนูยอมแพ้ต่อชีวิตหรือเปล่าคะ? ชีวิตที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีผลงาน ไม่มีใครชื่นชม... มันว่างเปล่าจนหนูกลัว กลัวว่าสุดท้ายแล้ว ตัวตนของหนูจะไม่มีค่าอะไรเลย” ลุงบุญวางกรรไกรลงบนแผ่นไม้ข้างตัว เขาหยิบกาต้มน้ำดินเผาที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านเล็กๆ ใต้ร่มเงาของต้นจำปี กลิ่นชาใบหม่อนต้มสุกหอมกรุ่น ชายชรารินน้ำชาสีอำพันลงในถ้วยดินเผาใบเล็กที่ไร้ลวดลาย ถ้วยใบนั้นถูกเผาอย่างหยาบๆ มีรอยบิ่นที่ขอบเล็กน้อย แต่เมื่อน้ำชาเต็มเปี่ยม ควันอุ่นๆ ก็กรุ่นกระจายอย่างนุ่มนวล “ดื่มน้ำร้อนๆ สักนิดก่อนเถอะ” ธารารับถ้วยชามาถือไว้ ความอบอุ่นถ่ายทอดผ่านเนื้อดินเผาสู่ฝ่ามือที่เย็นเฉียบของเธอ “ธาราลองดูถ้วยใบนี้สิ” ลุงบุญชี้ “ถ้าถ้วยใบนี้ไม่มีที่ว่างอยู่ข้างใน ถ้ามันตันสนิทเป็นก้อนดินทึบๆ แกจะเอาน้ำชาใส่ลงไปได้ไหม?” ธาราส่ายหน้าเบาๆ “ประโยชน์ของถ้วย ไม่ได้อยู่ที่เนื้อดินหนาๆ หรือลวดลายที่เคลือบไว้ภายนอกหรอกนะ” ลุงบุญประสานมือไว้บนตัก รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย “ประโยชน์ที่แท้จริงของมัน คือ ‘ความว่างเปล่า’ ที่อยู่ตรงกลางต่างหาก เพราะมันว่าง มันจึงสามารถรองรับน้ำชาร้อนๆ ให้คนได้ดื่มดับกระหาย... แต่พวกเรากลับถูกสั่งสอนให้เกลียดความว่างเปล่า เราถูกสอนให้ต้องยัดเยียดสิ่งของ ยัดเยียดตำแหน่ง เงินทอง ความคาดหวัง และคำเยินยอลงไปจนล้นปรี่ จนกระทั่งใจเราไม่มีที่เหลือให้ความสงบได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ได้เลย” คำพูดของลุงบุญเหมือนค้อนอันเงียบงันที่ทุบกะเทาะเปลือกหินที่ห่อหุ้มหัวใจของธาราจนแตกเป็นเสี่ยงๆ “ความว่างเปล่าที่แกกลัวน่ะ ธารา... มันไม่ใช่ความสูญสิ้นหรอก” ลุงบุญมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ แววตาเปี่ยมด้วยความเมตตาอันไร้ที่สิ้นสุด “มันคือพื้นที่บริสุทธิ์ พื้นที่ที่แกจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดที่สุด พื้นที่ที่แกจะได้เลือกว่า จะเติมอะไรลงไปในชีวิตด้วยความต้องการของแกเอง ไม่ใช่ด้วยความต้องการของคนอื่น” ธาราก้มมองผิวน้ำชาในถ้วย เงาสะท้อนของใบหน้าเธอปรากฏอยู่บนนั้น แววตาที่เคยหวาดระแวงและเหนื่อยล้าค่อยๆ ผ่อนคลายลง ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มลึกและยาวขึ้น หยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงในถ้วยชา เกิดเป็นวงคลื่นจางๆ แล้วเลือนหายไป ความว่างเปล่า... ที่เธอเคยวิ่งหนีมาตลอดชีวิต แท้จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวเลย ความว่างเปล่าไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือผืนดินที่เพิ่งถูกถางวัชพืชออกจนหมดเพื่อรอคอยเมล็ดพันธุ์ใหม่ มันคือความสงบเงียบที่ไม่มีเสียงตัดสินของใคร มันคืออิสรภาพที่แท้จริงที่เงินเดือนหลักแสนหรือคำชมของคนทั้งโลกไม่เคยซื้อให้เธอได้ ความรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแผ่ซ่านจากทรวงอก ไหลเวียนไปทั่วร่าง ราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการเธอไว้ตั้งแต่เยาว์วัยได้แตกสลายลงไปในพริบตา ความสงบในใจที่ไม่มีอะไรในโลกหล้ามาทดแทนได้ บัดนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว... ท่ามกลางกลิ่นไอดินและเศษใบไม้ในสวนธรรมดาๆ แห่งนี้ ธาราสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบรสชาติฝาดหวานอย่างละเลียด ก่อนจะวางมันลงเคียงข้างกรรไกรแต่งกิ่ง มือเรียวบางคลี่ซองจดหมายข้อเสนอการทำงานออก เธอไม่จำเป็นต้องอ่านมันซ้ำสองอีกต่อไป ธาราลุกขึ้น เดินตรงไปยังเตาเผาเศษใบไม้ที่มุมสวน ประกายไฟจากเถ้าถ่านด้านล่างยังคงระอุเป็นสีส้มหม่น เธอทิ้งแผ่นกระดาษแสนแพงนั้นลงไปในเปลวเพลิงอย่างไร้ความลังเล เปลวไฟแลบเลียตัวอักษรภาษาอังกฤษอันหรูหรา ม้วนงอ และมอดไหม้กลายเป็นขี้เถ้าสีเทาลอยละล่องขึ้นสู่อากาศ เธอยืนมองมันด้วยรอยยิ้มที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ หัวใจที่ได้รับการเติมเต็มด้วยความว่างอันสงัด ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ธาราหมุนตัวกลับเพื่อจะเดินไปช่วยลุงบุญเก็บเศษกิ่งไม้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่เหยียบย่ำลงบนเศษหินกรวดหน้าประตูรั้วสวนก็ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงเดินช้าๆ เนิบนาบของชาวบ้านในละแวกนี้ แต่เป็นจังหวะก้าวที่เฉียบขาด เร่งร้อน และแฝงความตึงเครียดอย่างรุนแรง ประตูรั้วไม้เก่าที่ปิดไว้เพียงหลวมๆ ถูกผลักเปิดออกจนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ธาราหันขวับไปมอง รอยยิ้มที่เพิ่งผลิบานแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ชายในชุดสูทสีเข้มภูมิฐานยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงสง่าและใบหน้าที่ถอดแบบมาจากความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมาตลอดชีวิต—ไม่ใช่เจ้านายเก่า ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน แต่เป็นพี่ชายแท้ๆ ที่ตัดขาดจากครอบครัวไปร่วมสิบปี และที่น่าตระหนกยิ่งกว่านั้นคือ หญิงชราผมขาวโพลนในชุดคนไข้ที่นั่งอยู่บนรถเข็นซึ่งเขาผลักเข้ามา แม่ของเธอ... ที่ควรจะนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่กรุงเทพฯ บัดนี้กลับมีดวงตาที่เหม่อลอย ปราศจากแววแห่งความเย่อหยิ่งทระนง และข้างกายของแม่มีกล่องไม้โบราณใบหนึ่งที่ธาราจำได้ขึ้นใจว่ามันคือสมบัติลับของตระกูลที่พ่อสั่งห้ามทุกคนแตะต้องเด็ดขาดจนวันตาย “ธารา...” พี่ชายของเธอเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นพร่าและแหบแห้ง ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก “ความจริงทั้งหมด... มันไม่ได้เป็นอย่างที่แกคิด ลุงบุญไม่ได้เป็นแค่คนข้างบ้าน และครอบครัวเรา... กำลังจะล่มสลาย” *** ขอบพระคุณที่ร่วมซึมซับความสงบและร่วมเป็นพยานในทุกก้าวของการเติบโตในสวนแห่งนี้นะคะ - ต้นไม้ริมระเบียง
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%