ปลายปากกาหมึกซึมสีดำสนิทหยุดชะงักลงบนหน้ากระดาษไร้เส้น รอยหมึกซึมผ่านกระดาษปอนด์หนาหนักราวกับความรู้สึกที่ตกตะกอนในใจ ธาราไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแสงไฟสีส้มอุ่นที่สาดส่องลงมาจากโคมไฟตั้งโต๊ะ เธอเพียงแต่มองรอยหมึกหยดนั้นที่ค่อยๆ แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง คล้ายกับความทรงจำในอดีตที่เคยคิดว่ามันจางหายไปตามกาลเวลา แต่แท้จริงแล้วมันเพียงแค่รอจังหวะเวลาที่จะซึมซับและปรากฏชัดขึ้นอีกครั้งในความเงียบงัน
"บางที... การพยายามลืม ก็คือการจำอย่างฝังใจที่สุดไม่ใช่หรือครับคุณธารา"
เสียงแหบพร่าแต่นุ่มนวลของลุงบุญดังขึ้นจากทางระเบียง ชายชราไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ เขายังคงยืนพิงราวระเบียงไม้ ทอดสายตาออกไปในความมืดของสวนหลังบ้านที่ถูกโอบกอดด้วยเงาไม้ไหวตามแรงลมยามค่ำคืน
ธาราผ่อนลมหายใจยาว เธอวางปากกาลงบนโต๊ะไม้คลาสสิกที่เธอใช้เวลาขัดและทาสีใหม่ด้วยตัวเอง หมุนตัวหันไปมองแผ่นหลังของชายชราที่เปรียบเสมือนร่มไม้ใหญ่ในยามที่ลมมรสุมพัดผ่านชีวิตของเธอ
"ธารากำลังเขียนความจริงค่ะลุง" น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่มั่นคง "ความจริงที่ว่า... ตลอดเวลาที่ผ่านมา ธาราไม่ได้วิ่งหนีความคาดหวังของครอบครัวหรอกค่ะ แต่ธารากลัว... กลัวว่าถ้าหยุดวิ่งแล้ว จะพบว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่จะยืนอยู่เฉยๆ"
ลุงบุญหันกลับมา รอยย่นรอบดวงตาหยีลงด้วยความเข้าใจ ลุงเดินช้าๆ เข้ามาใกล้ แสงไฟจากโคมไฟตกกระทบใบหน้าซูบตอบแต่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มของคนผ่านโลกมามาก มือเหี่ยวย่นวางลงบนสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่เปิดกว้างอยู่ตรงหน้า
"กระดาษแผ่นนี้ไม่เคยพิพากษาเรานะธารา" ลุงบุญเอ่ยเบาๆ "มันมีหน้าที่แค่รับฟัง... เหมือนผืนดินที่ยอมรับทั้งเมล็ดพันธุ์งอกงามและซากใบไม้ร่วงหล่น การที่เรากล้าจรดปากกาลงไป นั่นหมายความว่าหนูพร้อมที่จะมองหน้าแผลเป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องหาพลาสเตอร์มาปิดทับมันอีกต่อไปแล้ว"
ธาราก้มมองลายมือของตัวเองบนหน้ากระดาษ ถ้อยคำที่เธอบรรจงเขียนระบายความเจ็บปวด ความอึดอัด และความคาดหวังอันหนักอึ้งที่แบกรับมาหลายปี มันไม่ได้สวยงามและไม่ได้เรียบเรียบเรียงอย่างกวี แต่มันคือลมหายใจจริงๆ ของเธอในตอนนี้
"มันแปลกนะคะ..." ธาราแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาไหวระริกด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอแต่ไม่ยอมร่วงหล่น "ตอนที่อยู่ในเมือง ธาราคิดมาตลอดว่าความสงบสุขคือการไม่มีปัญหา แต่พอมาอยู่ที่นี่... ธาราถึงได้รู้ว่า ความสงบที่แท้จริง มันคือการได้ยินเสียงร้องไห้ของตัวเองชัดเจนที่สุด ต่างหาก"
ลุงบุญพยักหน้ารับช้าๆ สายตาของชายชรามองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว คล้ายกำลังอ่านหน้ากระดาษอีกหน้าที่ซ่อนอยู่ภายในใจของเธอ
"การเดินทางของความคิดไม่ได้พาเราไปไกลถึงขอบ2ฟ้าหรอกหนูเอ๊ย..." ลุงบุญเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานและลึกซึ้ง "แต่มันพาเราเดินวนกลับมาหาจุดเริ่มต้น... จุดที่หัวใจของเรายังคงเป็นเด็กน้อยคนเดิม ที่เพียงแค่ต้องการใครสักคนบอกว่า 'ไม่เป็นไรนะ ที่เธอเหนื่อย'"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงจิ้งรีดเรไรยามค่ำคืนและเสียงลมหายใจที่ประสานกันอย่างสอดคล้อง ธารายกมือขึ้นสัมผัสปกสมุดบันทึกเล่มนั้น ความรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาดแผ่ซ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่กึ่งกลางอก ความอึดอัดที่สะสมมานานนับปีค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอจางๆ ราวกับหยดน้ำค้างยามเช้าที่ถูกแสงแดดแรกทักทาย
เธอกำลังจะเอաբปากกาขึ้นมาเขียนประโยคสุดท้ายลงไปเพื่อปิดบันทึกหน้าAนี้ ทว่า... จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกระจกบานเลื่อนเชื่อมสวนหลังบ้าน
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงเคาะประตูที่คุ้นเคยของลุงบุญ และไม่ใช่จังหวะการมาเยือนของผู้คนในหมู่บ้านนี้ ธาราชะביกมือค้างกลางอากาศ หัวใจกระตุกวูบเมื่อเงาสูงโปร่งที่ทาบทับอยู่หลังผ้าม่านโปร่งสีขาว ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นร่างของชายผู้เป็นสามีเก่าที่เธอไม่ได้พบหน้าและตัดขาดการติดต่อมานานร่วมสองปี เขายืนนิ่งอยู่หลังกระจก ท่ามกลางความมืดมิดของสวน โดยมีรอยยิ้มเย็นเยียบที่เธอจำได้ไม่มีวันลืมระบายอยู่บนริมฝีปาก!
ขอบพระคุณที่ร่วมซึมซับความสงบและร่วมเป็นพยานในทุกก้าวของการเติบโตในสวนแห่งนี้นะคะ - ต้นไม้ริมระเบียง
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 43
การเดินทางของความคิด
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!