ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 33

พายุหมุนในจิตใจ

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
"ถ้าราคาที่ต้องจ่ายคือการก้มหัวให้ความไร้เหตุผลของพี่สาวฉัน... ฉันยอมให้เงินในบัญชีกลายเป็นศูนย์เสียยังดีกว่าค่ะ" ธารากดวางสายในทันทีที่ประโยคนั้นจบลง มือที่ถือสมาร์ทโฟนสั่นเทาจนแทบประคองไม่อยู่ เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ กลางสวน เสียงลมหายใจของเธอขัดจังหวะความเงียบงันของยามบ่าย มันดังและหนักอึ้งเสียจนรู้สึกเหมือนมีก้อนหินนับร้อยก้อนวางทับอยู่บนหน้าอก หน้าจอโทรศัพท์ยังคงสว่างวาบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดับมืดลง ราวกับความหวังสุดท้ายที่เพิ่งถูกปิดสวิตช์ ตัวเลขในแอปพลิเคชันธนาคารที่เธอเพิ่งตรวจสอบไปเมื่อครู่ยังคงหลอกหลอนสายตา มันไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือลมหายใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก่อนที่พายุใหญ่จะพัดเข้ามาถึง ธารากวาดสายตามองไปรอบๆ สวนหลังบ้านที่เธอเฝ้าทะนุถนอมมานานหลายเดือน ต้นมะเขือเทศที่เคยเขียวชอุ่มดูเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อยในความรู้สึกของเธอ ดอกไม้ที่เคยดูงดงามกลับกลายเป็นเพียงภาระทางจิตใจ เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง... การหนีออกจากความวุ่นวายของชีวิตเมืองหลวงเพื่อมาตามหาความสงบที่นี่ คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง หรือเป็นเพียงการหลอกตัวเองเพื่อไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวที่แท้จริงกันแน่ "เจ้าต้นมะเขือเทศนั่นน่ะ ถ้าเราใจร้อนอยากให้มันโตเร็วเกินไปจนลืมรดน้ำให้สม่ำเสมอ สุดท้ายมันก็ตายนะคะแม่หนูธารา" เสียงแหบพร่าทว่าอบอุ่นของลุงบุญดังขึ้นจากทางรั้วไม้เก่า ธาราไม่ได้เงยหน้ามองทันที เธอพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้ความรู้สึกปั่นป่วนในใจรั่วไหลออกมาทางแววตา แต่ดูเหมือนความพยายามนั้นจะไร้ผล "หนูกำลังจะไม่มีน้ำรดต้นไม้แล้วค่ะ ลุงบุญ" ธาราตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ "เงินก้อนสุดท้ายที่ตั้งใจว่าจะใช้เป็นทุนสำรอง... มันไม่ได้เหลือมากพอที่จะประคองชีวิตไปได้จนถึงสิ้นปีอย่างที่วางแผนไว้เลยค่ะ" ลุงบุญเดินเข้ามาใกล้ ท่านไม่ได้เดินเข้ามาปลอบประโลมด้วยคำพูดสวยหรู แต่เพียงแค่นั่งลงบนม้านั่งไม้ฝั่งตรงข้าม มือที่กร้านแดดและเต็มไปด้วยรอยย่นจากการทำงานหนักหยิบกระถางดินเผาใบหนึ่งขึ้นมาพิจารณา "คนเราน่ะ มักจะกลัวเวลาเห็นพายุหมุนตั้งเค้าอยู่ไกลๆ จนลืมมองไปว่า พายุที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ลมฝนที่พัดพาความเสียหายมาหรอกค่ะ แต่มันคือพายุหมุนในใจเราที่พัดเอาความกลัวและความกังวลมาขยี้จนเราเสียหลักต่างหาก" ลุงบุญเว้นจังหวะ สายตาของท่านมองลึกลงไปในแปลงผัก "ธาราคะ ลองถามตัวเองดูสิว่า ที่กลัวว่าเงินจะหมดเนี่ย เพราะกลัวความลำบาก หรือกลัวว่าถ้าไม่มีเงินแล้ว คนที่บ้านจะมองว่าการตัดสินใจของหนูคือความผิดพลาด" คำถามนั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงเข้าไปในจุดที่เปราะบางที่สุดในใจของธารา ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงนกกระจิบที่บินวนเวียนอยู่บนกิ่งไม้ดูเหมือนจะเป็นพยานเพียงคนเดียวที่รู้ว่า หัวใจของเธอตอนนี้กำลังสั่นคลอนเพียงใด "หนูแค่... ไม่อยากกลับไปเป็นคนเดิมที่ไม่มีแม้แต่เวลาจะหายใจของตัวเองค่ะลุงบุญ" ธาราเอ่ยออกมาเบาๆ ราวกับละเมอ "แต่ถ้าทางเลือกนี้มันพาหนูไปถึงทางตัน หนูจะยังเรียกว่ามันเป็นความสงบสุขได้อีกไหมคะ?" ลุงบุญยิ้ม มุมปากของท่านหยักโค้งอย่างคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก "ความสงบสุขไม่ใช่การไม่มีปัญหาค่ะ แต่มันคือการที่เรายอมรับได้ว่า ทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน ฤดูหนาวที่แห้งแล้งไม่ใช่จุดจบของต้นไม้ แต่มันคือการพักตัวเพื่อรอเวลาที่เหมาะสม... บางที เงินที่ร่อยหรออาจกำลังบอกให้หนูต้อง 'ตัด' บางสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งไป เหมือนการตัดแต่งกิ่งที่แห้งตายออก เพื่อให้กิ่งที่เหลือได้เติบโตอย่างเต็มที่อีกครั้ง" ธารานิ่งอึ้ง เธอไม่เคยพิจารณาเรื่องนี้มาก่อน เธอเอาแต่ยึดติดกับตัวเลขในบัญชี ยึดติดกับภาพฝันที่ต้องสมบูรณ์แบบจนลืมมองสิ่งที่เธอมีจริงๆ ในมือ ขณะที่ความสับสนในใจเริ่มก่อตัวเป็นก้อนที่เล็กลง กระแสลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดผ่านสวนเข้ามา กลิ่นดินหลังฝนตกอ่อนๆ โชยเข้าจมูก ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูรั้วที่ดังขึ้นอย่างรัวและหนักแน่นก็ขัดจังหวะความคิดของเธอ ลุงบุญหันไปมองทางรั้วด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันไม่ใช่สายตาที่สงบอย่างเคย แต่มีความกังวลบางอย่างซ่อนอยู่ "ใครมาหาหนูเวลานี้กันคะ?" ธาราลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยสัญชาตญาณที่ไม่ดีนัก เธอเดินไปที่ประตูรั้วไม้ด้วยความลังเล เมื่อมือของเธอแตะที่กลอนประตูและผลักมันออกไป ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาเธอชะงักงันจนแทบหยุดหายใจ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่ดูขัดกับบรรยากาศสวนหลังบ้านอย่างสิ้นเชิงยืนอยู่ตรงนั้น ในมือของเขาถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาของเขานิ่งเรียบและเย็นเยียบจนน่าขนลุก "คุณธาราครับ ผมได้รับคำสั่งให้มาแจ้งเรื่องการยึดคืนพื้นที่ในนามของบริษัท... เนื่องจากผลการตรวจสอบบัญชีล่าสุดพบความผิดปกติที่เกี่ยวพันถึงชื่อของคุณโดยตรง" ธาราหน้าซีดเผือด ความกังวลเรื่องเงินก้อนสุดท้ายมลายหายไปในพริบตา เมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เธอพยายามจะเอ่ยปากถาม แต่เสียงของเธอกลับหายไปในลำคอ เมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนที่ยืนหลบอยู่หลังชายชุดสูทคนนั้น... ใบหน้าที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นคนเดียวกันกับที่เธอเพิ่งวางสายไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%