"ตัวเลขในเช็คใบนี้... มันมากกว่าเงินเดือนตลอดทั้งปีที่ฉันเคยได้รับเสียอีกนะคะ"
ธาราเอ่ยขึ้น เสียงของเธอเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไปด้วยความสั่นไหวเล็กน้อยที่ปลายประโยค เธอจ้องมองกระดาษแผ่นบางบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในสวนหลังบ้าน—กระดาษที่เป็นเสมือนตั๋วเดินทางย้อนกลับไปสู่ชีวิตที่แสนหรูหราแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
ฝั่งตรงข้าม คุณวิภา—อดีตหัวหน้างานผู้มากบารมีที่เดินทางมาถึงสวนแห่งนี้ด้วยรองเท้าส้นสูงที่ไม่เข้ากับพื้นดินโคลน—นั่งนิ่ง แววตาของหญิงวัยกลางคนคู่นั้นกวาดมองไปรอบสวนอย่างเย็นชา ราวกับกำลังประเมินราคาทุกตารางนิ้วของความสงบสุขที่ธารากำลังฟูมฟัก
"มันคือโอกาสสุดท้ายแล้วนะ ธารา" คุณวิภาพูดโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ "บริษัทต้องการคนที่มีศักยภาพอย่างเธอไปกอบกู้สถานการณ์ที่กำลังดิ่งลงเหว เธอมีหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ มีหน้ามีตาที่ต้องรักษา การทิ้งตัวตนเดิมเพื่อมานั่งปลูกต้นไม้ในที่ห่างไกลแบบนี้... มันไม่ใช่การพักผ่อนหรอก แต่มันคือการฆ่าตัวตายทางอาชีพ"
ธาราไม่ได้ตอบทันที เธอปล่อยให้ความเงียบทำงาน แทนที่จะรีบโต้ตอบด้วยอารมณ์ เธอหยิบกาน้ำชาใบเก่าขึ้นมารินน้ำร้อนใส่แก้วเซรามิกที่ผ่านการใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วน ไอร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาปะทะใบหน้า กลิ่นหอมของใบชาอูหลงอ่อนๆ ช่วยดึงสติให้เธอจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่ภาพความสำเร็จจอมปลอมที่อีกฝ่ายพยายามวาดฝัน
"คุณวิภาเคยสังเกตไหมคะ?" ธาราเอ่ยถามเบาๆ พลางวางกาน้ำชาลงอย่างใจเย็น "ตอนที่หนูทำงานที่นั่น... หนูมีเงินเก็บมากพอจะซื้อของทุกอย่างที่อยากได้ แต่หนูไม่เคยมีเวลาแม้แต่จะดื่มชาสักแก้วโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอีเมลที่จะเด้งเข้ามาในโทรศัพท์"
"นั่นคือราคาของความสำเร็จ"
"ถ้าความสำเร็จต้องแลกด้วยการสูญเสียตัวเองไปทีละน้อย... หนูว่ามันราคาแพงเกินไปสำหรับหนูค่ะ"
คุณวิภานิ่งงันไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เธอเปลี่ยนไปมากจริงๆ ธารา หรือจริงๆ แล้วเธอแค่ขี้ขลาดกันแน่? กลัวที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับความกดดันที่เธอเคยแพ้มันมาใช่ไหม?"
คำพูดนั้นจี้จุดเหมือนเข็มแหลมที่แทงทะลุลงไปในความรู้สึก ธารากำหมัดแน่นใต้โต๊ะ ความทรงจำเกี่ยวกับคำดูถูกจากครอบครัวในอดีตผุดขึ้นมาเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง เธอเคยต้องการเพียงแค่การยอมรับ แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่เธอต้องการกลับกลายเป็น 'ความว่างเปล่า' ที่สมบูรณ์แบบในใจตนเอง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดินก็ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลุงบุญเดินออกมาจากหลังเรือนเพาะชำ ในมือถือตะกร้าที่บรรจุดอกมะลิที่เพิ่งเก็บสดๆ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วสวน ชายชราเดินผ่านทั้งสองคนไปราวกับว่าไม่มีใครอื่นอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น เขาหยุดลงที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วเริ่มตัดแต่งกิ่งก้านที่แห้งเหี่ยวออกอย่างเบามือ
"ต้นไม้ต้นนี้มันไม่โตเพราะมันพยายามจะเบ่งบานในที่ที่ไม่ใช่ของมันน่ะคุณ" ลุงบุญเปรยขึ้นมาลอยๆ ทั้งที่ยังคงก้มหน้าอยู่กับต้นไม้ "ดินตรงนี้ไม่เหมาะกับมันหรอก แต่พอเราย้ายมันมาไว้ตรงที่มีแสงแดดเหมาะสม มีดินที่ดี มันก็แตกใบใหม่ให้เราเห็น... การตัดสินใจที่จะย้ายที่ปลูก ไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่มันคือปัญญาของการมีชีวิตรอดต่างหาก"
คุณวิภาแค่นหัวเราะ "ปรัชญาชาวสวนเหรอคะ? น่าขันสิ้นดี โลกข้างนอกนั่นไม่ได้มีดินที่อ่อนนุ่มรอให้คนอย่างคุณไปปลูกดอกไม้หรอกนะ ธารา ถ้าเธอเลือกจะอยู่ที่นี่ เธอก็เตรียมตัวเป็นแค่เศษเสี้ยวของสังคมที่ถูกลืมได้เลย"
ธารามองตามแผ่นหลังที่งอคู้ของลุงบุญ ก่อนจะหันกลับมามองกระดาษเช็คตรงหน้า ความลังเลที่เคยมีเริ่มคลี่คลายลงเหมือนหมอกที่จางไปเมื่อแสงแดดสัมผัสพื้น เธอไม่ได้เกลียดงานที่เคยทำ แต่เธอเกลียดความคาดหวังที่ไม่มีวันจบสิ้นที่บริษัทและครอบครัวขีดเส้นไว้ให้
"หนูขอบคุณสำหรับโอกาสนะคะคุณวิภา" ธาราหยิบเช็คขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางมันลงข้างแก้วชาของอีกฝ่ายอย่างสุภาพ "แต่หนูขอปฏิเสธค่ะ เพราะตอนนี้หนูไม่ได้มองหางานที่จ่ายเงินให้หนูเพื่อซื้อเวลา แต่หนูมองหาชีวิตที่หนูสามารถเป็นเจ้าของเวลาได้จริงๆ"
คุณวิภาลุกขึ้นยืนกะทันหัน แรงสั่นสะเทือนทำให้โต๊ะไม้สั่นไหวเล็กน้อย เธอจ้องหน้าธาราด้วยความโกรธปนผิดหวัง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย
ความเงียบเข้าปกคลุมสวนหลังบ้านอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงนกร้องแว่วๆ และเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ ธาราทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้ตัวเดิม ความรู้สึกโหวงเหวงเกิดขึ้นในใจชั่วขณะ—ความรู้สึกของการตัดขาดจากอดีตอย่างถาวร แต่มันก็เบาหวิวราวกับก้อนเมฆที่เพิ่งถูกปลดปล่อยจากการจองจำ
"ตัดสินใจได้ดีแล้วล่ะแม่หนู" ลุงบุญเดินเข้ามาใกล้ วางมือที่หยาบกร้านลงบนไหล่ของเธอ "การปฏิเสธสิ่งที่ทำร้ายเรา ไม่ใช่การสูญเสีย แต่มันคือการคืนพื้นที่ให้ความสุขได้หายใจอีกครั้ง"
ธาราพยักหน้ารับคำ เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอง ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความไม่แน่นอนของวันพรุ่งนี้ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป
ทว่า ขณะที่เธอกำลังจะลุกไปหยิบกาน้ำชาเพื่อเริ่มต้มน้ำรอบใหม่ เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะก็สั่นครืดขึ้นมาอย่างรุนแรง หน้าจอสว่างวาบแสดงชื่อสายเรียกเข้าที่ทำเอาหัวใจของธาราแทบหยุดเต้น
'แม่'—ชื่อนี้ไม่ได้ปรากฏบนหน้าจอนานกว่าสามปีแล้ว
ธารามองหน้าจอที่สั่นเตือนไม่หยุด ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่า การตัดสินใจปฏิเสธเงินก้อนโตในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดพาความลับบางอย่างในอดีตมาถึงหน้าประตูบ้านของเธอในคืนนี้
ธาราสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ นิ้วของเธอสั่นเทาขณะแตะที่หน้าจอเพื่อรับสาย—นั่นคือวินาทีที่โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับธารานะคะ ทุกการตัดสินใจมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และหวังว่ารี้ดเดอร์ทุกคนจะก้าวผ่านพายุในชีวิตไปได้อย่างสงบงามเช่นเดียวกับเธอค่ะ - ต้นไม้ริมระเบียง
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 32
การตัดสินใจครั้งใหญ่
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!