“ฮี่ๆๆ หลี่เฟยเทียน... ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมาจนได้นะ ทายาทคนสุดท้ายของคนทรยศ!”
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์สะท้อนก้องไปทั่วลานประลองยุทธ์ตระกูลไป๋ แรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้าใส่ผู้คนจนต้องถอยกรูด เจ้าของเสียงคือ “ไป๋หู่” ผู้อาวุโสสายตรงผู้เหี้ยมโหดแห่งพรรคมารโลหิต นัยน์ตาของมันทอประกายกระหายเลือด รัศมีรอบตัวบิดเบี้ยวด้วยไอสีดำทมิฬที่แผดเผาบรรยากาศรอบข้างจนแปรเปลี่ยนเป็นความหนתเหน็บดั่งฤดูเหมันต์
บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงัดลงชั่วพริบตา สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงไปยังร่างของชายหนุ่มชุดยาวสีเทาเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่กลางลาน
หลี่เฟยเทียนมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ใบหน้าคมคายสงบนิ่งดั่งผืนน้ำในบึงลึก มือขวาเรียวยาวกุมด้ามกระบี่เหล็กนิลกาฬไว้หลวมๆ สัมผัสเย็นเยียบจากคมกระบี่ส่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่ชีพจร กระตุ้นโลหิตภายในกายให้ไหลเวียนด้วยความเร็วสูง ทว่าจิตใจของเขากลับเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งแกะสลัก
เขากวาดสายตามองหน้าศัตรูคู่อาฆาตอย่างช้าๆ ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและทะนงองอาจในวิถีลูกผู้ชาย
“คนทรยศงั้นรึ?” หลี่เฟยเทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่กังวานก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ “คำนี้สมควรใช้กับพวกสุนัขรับใช้ที่ยอมขายวิญญาณให้พรรคมารเช่นพวกเจ้ามากกว่ามั้ง... ไป๋หู่ วันนี้ ข้า หลี่เฟยเทียน ผู้นี้ จะใช้กระบี่ในมือชำระหนี้เลือดที่พวกเจ้าติดค้างสำนักกระบี่เมฆาคารวะ!”
สิ้นคำพูด ทั่วทั้งลานประลองพลันระเบิดเสียงฮือฮาระลอกใหญ่ ชื่อของ “สำนักกระบี่เมฆาคารวะ” ที่ถูกกวาดล้างอย่างไร้ความปรานีเมื่อสิบปีก่อน ยังคงเป็นแผลเป็นฝังลึกในความทรงจำของผู้คนในยุทธภพ การปรากฏตัวของทายาทคนสุดท้ายพร้อมกับจิตสังหารที่ไร้ขีดจำกัด ย่อมหมายถึงพายุโลหิตครั้งใหญ่กำลังจะโหมกระหน่ำ
“อวดดีนัก! แค่เด็กเมื่อวานซืนที่ฝึกวิชาไม่เข้าขั้น คิดจะท้าทายฟ้ารึ!” ไป๋หู่แค่นเสียงคำรามลั่นสะท้านสะเทือนแผ่นดิน ร่างของมันพุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าสีเลือด ฝ่ามือหนาประกบเข้าหากันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ไอพลังมารรวมตัวกันเป็นรูปหัวกะโหลกมหึมาอ้าปากหมายกลืนกินร่างของหลี่เฟยเทียนทั้งเป็น
“ระวังตัวด้วย...”
เสียงหวานใสเย็นชาดั่งระฆังแก้วดังขึ้นแผ่วเบาจากมุมหนึ่งของลานประลอง มู่หรงเสวี่ยยืนสง่างามอยู่ภายใต้เงาไม้ใหญ่ อาវรณ์สีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามสายลม แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉยราวนางพญาหิมะ แต่นัยน์ตากลับทอประกายความห่วงใยและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด นางเตรียมพร้อมที่จะดีดดัชนีเยือกแข็งช่วยเหลือเขาทุกเมื่อ หากสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ
หลี่เฟยเทียนเหลือบสายตากลับไปมองนางเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น เป็นสัญญาณบอกกล่าวว่า *“เชื่อใจข้า”*
ชั่วพริบตานั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
เมื่อฝ่ามือมารพุ่งเข้ามาประชิดตัว ห่างเพียงไม่ถึงสามชั่ง หลี่เฟยเทียนก็ขยับตัว!
*ชิ้ง!*
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังกังวานใสเสียadแทรกเข้าไปถึงโสตประสาทของทุกคน ประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับมังกรนิลกาฬทะยานผ่านเมฆหมอก วิชากระบี่ขั้นพื้นฐานที่ถูกฝึกฝนมานับหมื่นนับพันครั้งจนหลอมรวมเป็นสัญชาตญาณถูกปลดปล่อยออกมาในกระบวนท่าเดียว—*“กระบี่เดียวทะลวงสวรรค์”*
เปรี้ยง!
คลื่นกระบี่อันทรงพลังปะทะเข้ากับหัวกะโหลกไอมานอย่างจัง แรงระเบิดจากการปะทะของลมปราณทั้งสองสายสร้างคลื่นกระแทกแผ่ขยายเป็นวงกว้าง พื้นศิลาแกร่งรอบลานประลองแตกร้าวละเอียดเป็นผุยผง เศษหินและฝุ่นควันตลบอบอวลบังทัศนียภาพจนมืดมิด
ผู้คนต่างกลั้นหายใจ ลุ้นระทึกจนหัวใจแทบกระเด็นออกมานอกอก
เมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง!
ไป๋หู่ ยอดฝีมือแห่งพรรคมารโลหิต ยืนแข็งค้างเป็นรูปปั้น รอยกระบี่ลึกสายหนึ่งพาดผ่านกลางหน้าผากลงมาถึงอก เลือดสดๆ ไหลรินอาบย้อมอาภรณ์สีดำจนชุ่มโชก ดวงตาของมันเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทิ้มก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ลมหายใจ
หลี่เฟยเทียนยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายกระบี่ในมือชี้ลงพื้น หยดเลือดสีแดงฉานหยดลงบนแผ่นศิลาทีละหยด เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ไอร้อนระอุพวยพุ่งออกจากร่างราวกับเตาหลอมหลอมวิญญาณ การแสดงฝีมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสังหารศัตรู แต่เป็นการประกาศศักดาให้ยุทธภพได้ประจักษ์ว่า มังกรที่เคยถูกเหยียบย่ำ บัดนี้ได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลแล้ว
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เสียงสูดปากด้วยความตกใจจะดังขึ้นระงม
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงงันกับชัยชนะอันเด็ดขาดของหลี่เฟยเทียนนั้น ท้องฟ้าเหนือลานประลองที่เคยโปร่งใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในพริบตา เมฆหมอกดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องดั่งอสนีบาตฟาดฟันจากสรวงสวรรค์
แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าไป๋หู่หลายร้อยเท่าแผ่ซ่านลงมา กดทับจนทุกคนทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นโดยไม่รู้ตัว
มู่หรงเสวี่ยหน้าถอดสี นางพุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวหลี่เฟยเทียนทันที พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เฟยเทียน... ระวังตัว! นั่นมัน... ยอดฝีมือขอบเขตราชันย์เทวะ!”
หลี่เฟยเทียนแหงนมองท้องฟ้า แววตาคมกริบสะท้อนประกายสายฟ้าสีเลือด รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งเมื่อเงาร่างมหึมาของผู้มาเยือนค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านเมฆ พร้อมกับเสียงประกาศิตที่สั่นสะเทือนปฐพี
“บังAญนัก... เจ้าหนูตระกูลหลี่ คิดว่าสังหารสุนัขรับใช้ของเราแล้วจะรอดไปได้งั้นรึ วันนี้แหละคือวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!”
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 18
กระบี่สั่นสะเทือนปฐพี
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!