กลิ่นออนซ์ของสารละลายกรดซัลฟิวริกผสมกับคราบน้ำมันเครื่องเก่าๆ แผ่พุ่งขึ้นมาเตะจมูกทันทีที่ฝาท่อระบายน้ำแรงดันสูงถูกผลักเปิดออก เศษละอองฝนปนคราบเขม่าคาร์บอนจากชั้นมหานครเบื้องบนร่วงกราวลงมาสู่ "สลัมใต้ดินเซกเตอร์ 09" พื้นที่อับชื้นซึ่งถูกลืมเลือนไปจากแผนที่ทางการของรัฐบาลสหพันธ์
คิรินก้าวเท้าลงเหยียบบนพื้นผิวโลหะขึ้นสนิมที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้ง1ที่มีน้ำหนักกดทับ ดวงตาภายใต้แว่นกรองแสงอัจฉริยะกวาดมองสแกนสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างรวดเร็ว ระบบประมวลผลในสมองกลฝังตัวของเขาทำงานหนักเพื่อคำนวณความหนาแน่นของอากาศ อุณหภูมิ และระดับสารกัมมันตรังสีรั่วไหลจากท่อส่งความร้อนส่วนกลาง ตัวเลขสีฟ้าจางๆ ปรากฏขึ้นและดับลงในคลื่นเรตินาของเขาอย่างต่อเนื่อง
"ระวังพื้นด้วยนะครับคิริน โลหะอัลลอยด์แถบนี้ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาไม่ต่ำกว่าสบรอบโครงสร้างโมเลกุลคงเหลือความแข็งแรงไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว"
เสียงกระซิบเรียบนิ่งของเซร่าดังขึ้นจากเบื้องหลัง อาจารย์สาวดึงฮู้ดเสื้อกันฝนสีดำสนิทคลุมศีรษะเพื่ออำพรางตัวจากโดรนสอดแนมรุ่นเก่าที่บินวนอยู่ตามซอกตึกโครงเหล็ก เธอขยับแว่นตาปรับโฟกัสระบบประสาทเทียม ก่อนจะก้าวเท้าตามลงมาอย่างเงียบเชียบ ร่างของเธอกลมกลืนไปกับความมืดมิดและแสงนีออนสีแดงกะพริบจากป้ายโฆษณาขายชิ้นส่วนมนุษย์ดัดแปลงที่ใกล้พังเต็มที
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือภาพสะท้อนอันโหดร้ายที่ระบบการปกครองแบบเซ็นทรัลไลเซชันพยายามปกปิดเอาไว้ มหานครลอยฟ้าด้านบนอาจสว่างไสวด้วยแสงไฟจากผลึกนาโนและเต็มไปด้วยความหรูหราของชนชั้นนำ แต่เบื้องล่างแห่งนี้คือหลุมศพขนาดใหญ่ที่ผู้คนนับแสนชีวิตต้องดิ้นรนหายใจท่ามกลางซากปรักหักพังของเทคโนโลยีล้าสมัย
เด็กชายตัวผอมโซคนหนึ่งอายุราวเจ็ดขวบ สวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากฉนวนกันความร้อนขาดวิ่น นั่งกอดเข่าอยู่หน้ากองไฟเล็กๆ ที่จุดขึ้นจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ดวงตาของเด็กน้อยเหม่อลอย แขนข้างขวาไม่ใช่เนื้อหนังของมนุษย์ แต่เป็นแขนจักรยานยนต์รุ่นโบราณปี ค.ศ. 2045 ที่ถูกดัดแปลงมาต่อเข้ากับเส้นประสาทหัวไหล่ด้วยน็อตขึ้นสนิม เสียงมอเตอร์กระตุกเบาๆ ทุกครั้งที่เขาพยายามขยับนิ้วมือ
คิรินหยุดเดิน หัวใจของวิศวกรหนุ่มกระตุกวาบ ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาในหัวราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกกรอ,กลับ ภาพของห้องทดลองที่เต็มไปด้วยควันไฟ เสียงกรีดร้อง และเศษชิ้นส่วนหุ่นยนต์ที่กระจัดกระจาย ภาพเหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาไม่เคยจางหาย
"คุณกำลังใช้ทรัพยากรความคิดไปกับอดีตอีกแล้วนะครับ" เซร่าเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง เธอเอื้อมมือเรียวแตะเบาๆ ที่ไหล่ขวาของเขาเพื่อดึงสติ "โลกใบนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีความยุติธรรมตั้งแต่แรกเริ่ม... สิ่งที่เราทำได้ในฐานะคนนอก คือการหาทางเจาะเข้าระบบหลักเพื่อเปิดโปงความจริง ไม่ใช่การแบกรับความทุกข์ระทมของคนทั้งเซกเตอร์"
"ผมรู้ครับเซร่า... แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นเด็กพวกนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากในอดีตผมเลือกที่จะไม่พัฒนาอัลกอริทึมตัวนั้น บางทีโศกนาฏกรรมในวันนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้น" คิรินตอบเสียงเครือ สายตาไม่ละไปจากเด็กชายคนดังกล่าว
เขาลวดยาวจากกระเป๋าเป้ หยิบแผงวงจรสำรองและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเกรดต่ำที่ยังพอใช้ได้ออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปหาเด็กน้อยช้าๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เป็นการคุกคาม เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองด้วยแว่นตากรองแสงที่แตกละเอียด รอยยิ้มแห้งแล้งปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่แห้งแตก
คิรินคุกเข่าลงข้างๆ ไม่ถือสาต่อกลิ่นอับชื้นและคราบสกปรก เขาจัดการเชื่อมต่อสายไฟเข้ากับข้อต่อแขนจักรกลของเด็กน้อยอย่างชำนาญ ใช้ประแจขนาดเล็กขันน็อตยึดที่หลวมให้แน่นหนา พร้อมทั้งป้อนคำสั่งรีเซ็ตไดรเวอร์ผ่านพอร์ตเชื่อมต่อพกพา
ชั่วพริบตาเดียว เสียงมอเตอร์กระตุกที่เคยส่งเสียงน่ารำคาญก็เงียบลง แขนเหล็กกลับมาขยับได้อย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น เด็กน้อยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเงยหน้ามองคิรินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
"ข... ขอบคุณครับพี่ชาย" เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้น
คิรินระบายยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่มอมแมม "ไม่เป็นไรครับ... ดูแลตัวเองด้วย อย่าปล่อยให้ความชื้นเข้าสู่ระบบประสาทเทียมอีกนะครับ"
เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับมาหาเซร่าที่ยืนกอดอกรออยู่มุมตึก บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป เสียงเพลงอิเล็กทรอนิกส์จังหวะกระแทกกระทั้นดังเล็ดลอดออกมาจากบับเบิลบาร์ใต้ดินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งกบดานของแก๊งอาชญากรไซเบอร์และพ่อค้ายาเสพติดสังเคราะห์
"คุณใจอ่อนเกินไปแล้วคิริน ความเมตตาในย่านนี้มีราคาแพงกว่าทองคำขาวเสียอีก" เซร่ากล่าวพร้อมกับยื่นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลขนาดจิ๋ว (Data Chip) ให้ "นี่คือข้อมูลการใช้พลังงานของตึกบัญชาการกลางที่ฉันแฮกมาจากเครือข่ายท้องถิ่นเมื่อครู่นี้... มีบางอย่างผิดปกติ"
คิรินรับชิปมาถือไว้ แววตาของเขากลับมามีความคมกริบทันที "ผิดปกติอย่างไรครับ?"
"อัตราการใช้พลังงานของเซกเตอร์นี้ลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงเที่ยงคืนของทุกวัน แต่มันไม่ได้หายไปไหน... มันถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังชั้นใต้ดินที่ลึกกว่าเซกเตอร์ 09 นี้ลงไปอีก สามชั้น" เซร่าอธิบาย สีหน้าของเธอเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "แผนที่โครงสร้างเก่าระบุว่าพื้นที่นั้นคือ 'ศูนย์วิจัยลับของบริษัทไพรม์เทค' ที่ถูกสั่งปิดตายไปเมื่อสิบปีก่อนหลังเกิดเหตุการณ์..."
เธอยังพูดไม่ทันจบ เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่สูงก็ดังขึ้นก้องไปทั่วทั้งตรอกซอกซอย หลอดไฟนีออนกระพริบถี่รัวก่อนจะดับสนิท เหลือเพียงแสงสีแดงฉานจากระบบฉุกเฉินสำรองที่สาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของพวกเขาทั้งสอง
หน้าจอโฮโลแกรมสีแดงฉานนับร้อยจอดีดตัวขึ้นกลางอากาศพร้อมกันทั่วทั้งเซกเตอร์ ภาพใบหน้าของบุคคลปริศนาสวมหน้ากากโลหะปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่สะท้อนก้องไปถึงจิตวิญญาณ
*[แจ้งเตือนระบบเครือข่าย: ตรวจพบการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต... รหัสความปลอดภัยระดับ SSS ถูกเปิดใช้งาน... ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบสุดท้าย วิศวกรผู้หลงทาง]*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางฝ่าฟันอันตรายไปพร้อมกับคิรินและเซร่าในตอนนี้นะครับ
อัลกอริทึมไร้จิตวิญญาณกับวิศวกรผู้ตามหาความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 8
เบื้องหลังกำแพงแสงนีออน
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมไร้จิตวิญญาณกับวิศวกรผู้ตามหาความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!