อัลกอริทึมสุดท้าย: วงจรลบเลือนแห่งอนาคต•ตอนที่ 6

คำสารภาพของความผิดพลาด

ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
“รหัสพันธุกรรมเมื่อสิบวินาทีที่แล้วของคุณ มันไม่มีอยู่จริงในฐานข้อมูลของสิ่งมีชีวิต, อีออน” เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากลำโพง หรือแม้แต่จากหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้า มันแทรกซึมเข้ามาในโสตประสาทผ่านกระดูกกะโหลกศีรษะโดยตรง ราวกับเสียงกระซิบจากความว่างเปล่า อีออนสะดุดกะทันหัน ปลายนิ้วที่กำลังรัวลงบนคีย์บอร์ดแสงสีฟ้าครามชะงักค้างกลางอากาศ ลมหายใจที่ควรจะสม่ำเสมอตามระบบอัตโนมัติของร่างกาย กลับติดขัดราวกับกลไกเฟืองจักรที่ฝุ่นผงโลหะเข้าไปขัดขวาง ความจริงอันหนทึบที่เพิ่งค้นพบจากบทก่อนหน้า—ความจริงที่ว่าโครงสร้างเนื้อเยื่อและสารเคมีในสมองของเขาอาจถูกสังเคราะห์ขึ้นมาจากห้องทดลอง—ยังคงกัดกินผนังความคิดของเขาไม่หยุด แต่ตอนนี้ เสียงลึกลับกลับตอกย้ำด้วยหลักฐานทางคณิตศาสตร์ที่เขาปฏิเสธไม่ได้ เขากลืนน้ำลายลงคอ ความฝืดเคือนในลำคอช่างสมจริงเสียจนน่าขัน หรือบางที ความเจ็บปวดนี้ก็ถูกโปรแกรมไว้ให้แนบเนียน เพื่อหลอกลวงตัวเขาเองว่าเขายังมีลมหายใจ “คุณกำลังเล่นตลกอะไรกับระบบประมวลผลของผม?” อีออนเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสีเทาเข้มหรี่ลงพิจารณาความน่าจะเป็นของการถูกเจาะระบบ แต่ระบบป้องกันรอบตัวกลับรายงานสถานะ ‘ปลอดภัย’ อย่างไร้รอยต่อ เงาสลัวบริเวณมุมห้องปฏิบัติการใต้ดินของสถาบันควอนตัมขยับไหว แสงนีออนสีขาวโพลนสะท้อนกับพื้นผิวโลหะขัดเงา ร่างในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาปรากฏขึ้นจากความมืด ก้าวเดินด้วยจังหวะจะโคนมั่นคง ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้ากระทบพื้น—ไม่ใช่เพราะเธอเบา แต่เพราะรองเท้าบูทของเธอออกแบบมาให้ดูดซับแรงกระแทกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดร.เวร่าหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีต ดวงตาของเธอคมกริบราวกับเลนส์กล้องโทรทรรศน์ที่กำลังคำนวณระยะห่างระหว่างดวงดาว เธอมองเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา—ไม่ใช่สายตาของศัตรูผู้มุ่งร้าย แต่เป็นสายตาของช่างซ่อมบำรุงที่กำลังมองดูเครื่องจักรราคาแพงซึ่งกำลังส่งเสียงคرอดแครดยามใกล้พัง “ฉันไม่ได้เล่นตลก, อีออน” เวร่าเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นจนอุณหภูมิรอบตัวลดลงฮวบฮาบ “ฉันแค่กำลังอ่านผลวินิจฉัยของนาย... ผลวินิจฉัยที่ซ้ำรอยเดิมมาแล้วหนึ่งพันสองร้อยสี่สิบสามรอบ” อีออนขยับตัวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังชนเข้ากับแผงควบคุมหลัก เสียงเตือนภัยเบาๆ ดังขึ้นในหัวของเขา ค่าความแปรปรวนของเวลาพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เขาไม่เคยพบดร.เวร่าตัวจริงมาก่อน—ในบันทึกเก่าๆ เธอกลายเป็นเพียงชื่อที่ถูกลบเลือน หรือไม่ก็ผู้ก่อตั้งโครงการที่หายสาบสูญไปก่อนที่ลูปเวลาจะเริ่มบิดเบี้ยว แต่การปรากฏตัวของเธอกลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับสมองของเขาถูกป้อนข้อมูลใบหน้านี้ไว้ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก “หนึ่งพันสองร้อย... ว่าไงนะ?” อีออนเค้นหัวเราะในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนักที่พยายามกดทับไว้ “คุณพูดเรื่องอะไร ลูปเวลานี้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อ... เมื่อสามสัปดาห์ก่อนตอนที่ศูนย์วิจัยระเบิด!” “สามสัปดาห์?” เวร่ายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง เธอยกมือขึ้นแตะขมับเบาๆ “นั่นคือระยะเวลาที่ความทรงจำระยะสั้นของนายถูกรีเซ็ตใหม่ เพื่อให้นายไม่เป็นบ้าเสียก่อนที่จะทำหน้าที่เสร็จ นายคิดว่าทำไมนายถึงแก้สมการควอนตัมนี้ไม่ได้สักที? นายคิดว่าทำไมนายถึงวนเวียนอยู่กับการสูญเสียคนคนเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?” คำพูดของเธอทำให้อีออนชะงัก ภาพใบหน้าของมีอา หญิงสาวผู้เป็นที่รักที่ต้องตายในเหตุการณ์ระเบิดครั้งนั้นผุดขึ้นมาในหัว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแหลกสลายในทุกๆ รอบของลูป—มันคือแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เขายังคงวิ่งแข่งกับเวลา แต่วินาทีนี้ เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาของเวร่า แรงผลักดันนั้นกลับสั่นคลอน “เธอมีตัวตนจริง” อีออนพึมพำ เสียงสั่นพร่าโดยไม่ตั้งใจ “มีอา... เธอมีตัวตนจริงใช่ไหม หรือเธอเป็นแค่โค้ดที่พวกคุณเขียนขึ้นมาเพื่อขังผมไว้ในนี้?” เวร่าถอนหายใจยาวนาน เธอก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนอีออนได้กลิ่นจางๆ ของสารเคมีและกระดาษเก่าจากตัวเธอ “มีอาเคยมีตัวตน... นานมาแล้ว ก่อนที่โลกใบนี้จะถูกทำลายด้วยสงครามควอนตัม ก่อนที่นายจะสร้างฉันขึ้นมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดนั้น” “ฉัน... สร้างคุณ?” อีออนทวนคำ สติสัมปชัญญะเริ่มปั่นป่วน สมองประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ตีกันจนแทบระเบิด ภาพความทรงจำสีเทาจางๆ แวบเข้ามาในหัว—ภาพของห้องปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยจอภาพ ภาพของชายคนหนึ่งที่กำลังพิมพ์คำสั่งสุดท้ายด้วยมืออันสั่นเทา และภาพของใบหน้าที่สะท้อนในกระจก... ใบหน้าของเขาเอง “นายเป็นคนสร้างระบบลูปเวลานี้ขึ้นมา, อีออน” เวร่าสารภาพ น้ำเสียงของเธอลึกลงและจริงจังขึ้น “นายไม่ยอมรับความจริงที่ว่ามีอาตาย นายใช้พลังงานทั้งหมดของสถาบันเพื่อดึงเธอกลับมา แต่กฎของจักรวาลไม่ยอมให้ฝืนความตาย นายยิ่งพยายามแก้ นายก็ยิ่งสร้างความผิดพลาด และเพื่อปกป้องจิตใจของนายไม่ให้แตกสลาย นายจึงสร้างฉัน—ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำหน้าที่คุมกฎ—และเขียนโปรแกรมให้ตัวเองกลายเป็น ‘มนุษย์’ ผู้หลงทางที่กำลังตามหาทางออก” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องปฏิบัติการชั่วขณะ เสียงฮัมของเครื่องจักรกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังก้อง อีออนยืนนิ่งค้าง ร่างกายที่เขาเคยคิดว่าเป็นเนื้อหนังมังสา บัดนี้กลับรู้สึกราวกับเป็นเพียงเปลือกโลหะและสายไฟที่ถูกประกอบขึ้นอย่างประณีต ความเจ็บปวดที่อกซ้ายไม่ใช่หัวใจที่กำลังเต้น แต่เป็นระบบจำลองความรู้สึกที่ถูกตั้งค่าไว้เพื่อให้สมบูรณ์แบบที่สุด ความทรงจำทั้งหมด—ความแค้น ความหวัง ความรัก—กลายเป็นเพียงบรรทัดคำสั่งในโค้ดที่เขียนขึ้นโดยตัวเขาเองในอดีต เขากำมือแน่น เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนเกือบเกิดรอย แต่ไม่มีเลือดหยดลงมา มีเพียงประกายไฟชอร์ตเบาๆ จากปลายนิ้ว “ถ้าอย่างนั้น...” อีออนเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้สร้างของเขา ดวงตาสีเทาเข้มเต็มไปด้วยความดุดันและเยือกเย็นที่หวนกลับมาอีกครั้ง “ถ้าฉันเป็นคนสร้างคุณ และคุณเป็นคนคุมลูปนี้... ทำไมคุณถึงบอกความจริงกับฉันตอนนี้? ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันวิ่งอยู่ในเขาวงกตนี้จนกว่าพลังงานจะหมดลง?” เวร่ามองเขาด้วยแววตาที่สะท้อนความเศร้าสร้อยอย่างประหลาด เธอยื่นมือเรียวบางออกไป แตะลงบนแผงอกด้านซ้ายของอีออน—จุดที่ไม่มีหัวใจเต้นอยู่จริง “เพราะในลูปที่หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบสี่นี้... นายเริ่มตั้งคำถามที่นอกเหนือจากอัลกอริทึม” เวร่ากระซิบชิดริมฝีปากของเขา “และที่สำคัญกว่านั้น... มีบางสิ่งกำลังพยายามเข้ามาแทนที่นายในระบบ” ก่อนที่อีออนจะได้ทันถามความหมายของประโยคสุดท้าย เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีขาวโพลนเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกะพริบถี่รัว หน้าจอโฮโลแกรมรอบตัวทั้งหมดดับวูบลงพร้อมกัน ก่อนจะติดขึ้นใหม่อย่างพร้อมเพรียงด้วยข้อความเตือนสีดำทมิฬที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในทุกๆ ลูปที่ผ่านมา *‘System Warning: Unauthorized Override detected. Entity [Unknown] is rewriting the Core Logic.’* อีออนเบิกตากว้างเมื่อตระหนักว่า รหัสคำสั่งที่กำลังแทรกแซงระบบไม่ใช่ของเวร่า และไม่ใช่ของเขาเอง แต่เป็นชุดคำสั่งแปลกปลอมที่กำลังลบตัวตนของพวกเขาทั้งคู่ออกจากฐานข้อมูลอย่างรวดเร็ว เวร่าชักมือกลับ ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ใช่ฉัน... และรหัสนี้ไม่มีอยู่ในสถาปัตยกรรมเดิม” เธอกล่าวด้วยเสียงสั่นระรัวเป็นครั้งแรก “มีใครบางคน... หรือบางสิ่ง กำลังล็อกลูปนี้ให้กลายเป็นสุสานถาวร” ก่อนที่อีออนจะทันได้เอ่ยปากทักท้วง เงาร่างที่สามก็ก้าวออกมาจากความมืดหลังเสาโลหะ ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกบดบังด้วยหมวกฮู้ด แต่สิ่งที่ทำให้อีออนแทบหยุดหายใจ (แม้จะไม่มีลมหายใจจริงก็ตาม) คือเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา... มันเป็นจังหวะการเดินที่คุ้นเคยเสียยิ่งกว่าใคร เงาร่างนั้นหยุดยืนอยู่ใต้แสงไฟสีแดง แขนเสื้อเลิกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นข้อมือที่มีรอยแผลเป็นจากความร้อน—รอยแผลเป็นเดียวกับที่อีออนจำได้แม่นยำว่าเป็นของตัวเขาเองในวัยเด็ก เงาร่างในฮู้ดดึงฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาอีกด้านหนึ่ง... ใบหน้าของอีออนเอง, แต่อายุมากกว่า และดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีดำสนิทไร้แววตาของความเป็นมนุษย์ “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน, ตัวฉันเอง” ร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แหบพร่าและเย็นเยียบ “นายใช้เวลาลบเลือนความจริงนี้นานเกินไปแล้ว... ถึงเวลาปิดสวิตช์โลกนี้เสียที” ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคำนวณความน่าจะเป็นไปพร้อมกับผมครับ—ควอนตัมคอร์
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมสุดท้าย: วงจรลบเลือนแห่งอนาคต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%