"วงแหวนรูนบทที่สามเอียงไปทางขวาเจ็ดองศาครับอาจารย์เซเลสเต้ ถ้าผมฝืนร่ายอัคคีประสานในมุมนี้ แรงอัดย้อนกลับจะเผาไหม้เส้นประสาทเวทมนตร์ของผมจนหมดสภาพภายในสามวินาทีแน่นอน"
เสียงของผม—ค일—ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องพักส่วนตัวของอาจารย์ประจำวิชาเวทมนตร์โบราณ บรรยากาศยามวิกาลเช่นนี้มีเพียงแสงสีส้มอมทองจากตะเกียงเวทมนตร์ระดับสูงที่คอยขับไล่ความมืดมิด กลิ่นอายจางๆ ของชาสมุนไพรกลิ่นดอกลาเวนเดอร์และกระดาษหนังโบราณลอยอบอวลไปทั่วห้อง ช่วยลดทอนความตึงเครียดจากการฝึกซ้อมภาคปฏิบัติที่กินเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามดึกได้เป็นอย่างดี
เซเลสเต้ อาจารย์สาวผู้มีเรือนผมสีเงินยาวสลวยและดวงตาสีครามลึกลับ ชะืองมือที่กำลังจรดปากกาขนนกบนสมุดบันทึกเวท เธอเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
ในยามปกติ เธอมักจะสวมเกราะเวทและเสื้อคลุมอาจารย์เต็มยศเพื่อรักษาภาพลักษณ์อันน่าเกรงขาม ทว่าในยามค่ำคืนนี้ เธอสวมเพียงชุดลำลองเนื้อผ้าไหมสีขาวสะอาดตาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวหลวม ทำให้ภาพลักษณ์ที่เคยเย็นชาและเข้าถึงยากเมื่อยามอยู่หน้าชั้นเรียนลดทอนลงไป เหลือเพียงความนุ่มนวลและเป็นกันเองอย่างน่าประหลาด
"เธอสังเกตเห็นองศาความลาดเอียงนั้นด้วยตนเอง หรือใช้ระบบวิเคราะห์ประหลาดนั่นกันแน่ล่ะ ค일" เซเลสเต้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากอย่างรู้ทัน เธอวางปากกาลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ แล้วขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะฝึกเวทจำลองที่ตั้งอยู่กลางห้อง
"ทั้งสองอย่างผสมกันครับอาจารย์" ผมตอบพร้อมกับคลายมือจากการประคองลูกแก้วเวทมนตร์ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ "ระบบแจ้งเตือนรูนโบราณในหัวของผมทำหน้าที่เหมือนแผนที่นำทาง แต่ถ้าผมปราศจากการคำนวณอัตราการไหลเวียนของมานาด้วยตัวเอง ความแม่นยำก็คงลดลงไปครึ่งหนึ่ง... อีกอย่าง ผมไม่อยากให้เส้นประสาทเวทมนตร์ของตัวเองเสียหายหรอกนะครับ การนอนพักฟื้นที่ห้องพยาบาลหลายวันมันเสียเวลาอ่านตำราเรียนจะตายไป"
คำตอบของผมทำให้เซเลสเต้ส่ายหัวเบาๆ อย่างระอาปนเอ็นดู เธอเดินเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าลอยเข้ามาแตะจมูก ระยะห่างระหว่างเราในยามนี้ใกล้ชิดกว่ายามปกติวิสัยของศิษย์และอาจารย์อย่างเห็นได้ชัด มือเรียวบางภายใต้ถุงมือเวทสีดำสนิทเอื้อมมาแตะที่ข้อมือของผมเบาๆ เพื่อตรวจสอบกระแสมานาที่หลงเหลืออยู่
ผิวสัมผัสที่เย็นเฉียบราศีก้อนน้ำแข็ง ทว่ากลับสร้างความอุ่นวาบแปลกประหลาดขึ้นในใจของผม
"โครงสร้างร่างกายของเธอปรับตัวเข้ากับเวทมนตร์โบราณได้เร็วกว่าที่ฉันประเมินไว้เสียอีก ค일" เซเลสเต้กล่าวพรางไล้นิ้วผ่านอักขระรูนที่เปล่งแสงเรืองรองอยู่บนหลังมือของผม "เวทมนตร์บทที่เธอกำลังฝึกฝนอยู่นี้ แม้แต่นักเวทระดับสูงในสภาสถาบันยังต้องใช้เวลาศึกษาเป็นปีๆ แต่นี่เธอกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในการทำความเข้าใจแก่นแท้ของมัน... บางครั้ง เธอก็ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าเธอไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีทั่วไปเลยจริงๆ"
"ผมก็แค่... ผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตมาพอสมควรนั่นแหละครับ" ผมตอบเลี่ยงๆ พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้ ในฐานะอดีตนักปรุงยาอัจฉริยะที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ การมองทะลุปรุโปร่งถึงโครงสร้างทางเคมีและพลังงานเวทคือความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวอยู่แล้ว แต่ความลับเรื่องชาติภพก่อน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ควรเอ่ยปากบอกใครโดยง่าย
"เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นเรามาลองทบทวนทฤษฎีบทที่สี่กันต่อ..." เซเลสเต้ดึงมือกลับไปอย่างรวดเร็วราวกับรู้ตัวว่าเผลอแสดงความสนิทสนมเกินเลยกว่าขอบเขตของอาจารย์ เธอกลับหลังหันไปหยิบตำราปกหนังสีดำหนาทึบเล่มหนึ่งมาวางกางไว้บนโต๊ะ "นั่งลงสิ ค일 การยืนซ้อมมาตลอดสองชั่วโมงย่อมทำให้กล้ามเนื้อล้าได้"
ผมพยักหน้ารับและดึงเก้าอี้ไม้มานั่งลงฝั่งตรงข้าม แสงไฟจากตะเกียงวูบไหวเล็กน้อยตามสายลมยามค่ำคืนที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่เปิดแง้มไว้รับอากาศบริสุทธิ์ บรรยากาศภายในห้องพักของอาจารย์สาวในยามนี้เงียบสงบจนได้ยินเสียงกระดาษพลิกเปิดทีละหน้า และเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของกันและกัน
เซเลสเต้โน้มตัวลงมาใกล้เพื่อชี้ให้เห็นรายละเอียดของอักขระรูนในหน้ากระดาษ เส้นผมสีเงินยาวสลวยระลงมาคลอเคลียข้างแก้มของเธอ กลิ่นหอมจางๆ จากเรือนผมทำให้สมาธิของผมเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย ทว่าด้วยความที่เป็นคนรอบคอบ ผมจึงรีบดึงสติตัวเองกลับมาจดจ่ออยู่กับบทเรียนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
"ตรงจุดนี้..." นิ้วเรียวชี้ไปยังอักขระรูนรูปทรงประหลาดที่คล้ายกับเปลวเพลิงไขว้กัน "การร่ายคาถาบทนี้ ไม่ได้ใช้เพียงแค่พลังมานาภาระ แต่ต้องอาศัย 'ความผูกพัน' และ 'ความตั้งใจจริง' ของผู้ใช้เป็นตัวจุดประกาย หากจิตใจลังเล เวทมนตร์จะแปรสภาพเป็นกรดมานาและย้อนกลับมาทำ1ลายผู้ใช้ทันที... ค일 เธอเข้าใจความหมายของคำว่า 'ความผูกพัน' ในบริบทนี้ดีแค่ไหน?"
คำถามนั้นไม่ใช่แค่คำถามเชิงทฤษฎีเวทมนตร์ทั่วไป แต่มันสะท้อนแววตาจริงจังที่มองตรงมายังผม ดวงตาสีครามคู่นั้นลึกล้ำราวกับมหาสมุทรยามราตรี ที่พร้อมจะดึงดูดวิญญาณของผู้ที่จ้องมองให้จมดิ่งลงไป
"ความผูกพัน... สำหรับผมแล้ว มันคือความรับผิดชอบครับอาจารย์" ผมสบตากลับด้วยความนิ่งสงบ "เมื่อเราตัดสินใจที่จะปกป้องใครสักคน หรือก้าวเดินไปพร้อมกับสหายร่วมทาง การใช้เวทมนตร์จึงไม่ใช่แค่การทำลายล้างคู่ต่อสู้ แต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างเจตจำนงของเรากับโลกใบนี้... ผมคิดว่าเวทมนตร์บทนี้สอนให้เราตระหนักถึงน้ำหนักของการมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นด้วยซ้ำ"
เซเลสเต้ชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตาของเธอกระพริบช้าๆ แววตาที่เคยราบเรียบปรากฏระลอกคลื่นแห่งความไหวหวั่นวูบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
"เธอมักจะมีมุมมองที่ผู้ใหญ่หลายคนยังต้องอายเสมอเลยสินะ ค일" อาจารย์สาวถอนหายใจเบาๆ พรางหลบสายตา "บางที... ฉันอาจจะคาดหวังในตัวเธอมากเกินไปก็ได้"
"ผมยินดีรับความคาดหวังนั้นเสมอนะครับ เพราะถ้าไม่มีอาจารย์คอยเคี่ยวเข็ญในยามค่ำคืนแบบนี้ ผมก็คงไม่มีทางก้าวมาถึงจุดนี้ได้เร็วขนาดนี้หรอกครับ" ผมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มจริงใจ บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงอีกครั้ง ความอบอุ่นจากไอร้อนของชาสมุนไพรช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนตลอดทั้งวันได้อย่างดีเยี่ยม
ทว่า ในขณะที่เรากำลังจะเปิดตำราหน้าถัดไปเพื่อศึกษาบทเรียนขั้นสูง
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาทของผมโดยตรง ไม่ใช่เสียงจากโลกภายนอก แต่เป็นระบบแจ้งเตือนรูนโบราณที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของผม
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบคลื่นพลังงานมานาปริศนาเคลื่อนตัวเข้าใกล้เขตพื้นที่พัก1ครู ภายในรัศมี 50 เมตร!]
[ระดับความอันตราย: สูงมาก (ระดับ SSS)]
[คำเตือน: เป้าหมายมิใช่สิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่เป็นร่องรอยของ 'ผนึกโบราณ' ที่กำลังถูกปลุก1ด้วยพลังภายนอก!]
รอยยิ้มบนใบหน้าของผมแข็งค้างในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนภัยดังลั่นในหัว หัวใจเต้นรัวเร็วกว่าปกติยามเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ส่งผ่านมาทางพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้า
เซเลสเต้เองก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน ร่างบางดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยประกายตาดุดันและเย็นยะเยือก มือเรียวกระชับไม้เท้าเวทมนตร์ที่พิงอยู่มุมห้องขึ้นมาถือไว้มั่น บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความอบอุ่นโรแมนติกกลายเป็นความตึงเครียดระดับวิกฤต
"เซเลสเต้... อาจารย์ครับ" ผมเอ่ยเสียงเบา ทว่าหนักแน่น ดวงตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างบานเกล็ดที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำทมิฬที่ลอยมาจากไหนไม่ทราบได้ "ดูเหมือนว่า... ค่ำคืนแห่งการซ้อมเวทสองต่อสองของเรา จะต้องถูกขัดจังหวะเสียแล้วล่ะครับ"
ก่อนที่อาจารย์สาวจะทันได้เอ่ยคำใดตอบกลับมา เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—จังหวะเชื่องช้า เยือกเย็น และเต็มไปด้วยเจตนาคุกคามที่ไม่ปิดบัง
พร้อมๆ กับที่บานประตูไม้เนื้อหนาค่อยๆ แง้มเปิดออกเองอย่างช้าๆ โดยปราศจากมือผู้ผลัก...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับผมในตอนที่เข้มข้นที่สุดนี้ ขอขอบพระคุณจากใจจริงครับ — อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
สยบจอมมารฝึกหัดด้วยคาถารักฉบับผม•ตอนที่ 11
ค่ำคืนแห่งการซ้อมเวทสองต่อสอง
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมมารฝึกหัดด้วยคาถารักฉบับผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!