วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 1

กลิ่นธูปและเสียงกรีดร้อง

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
“ถอดเครื่องประดับทั้งหมดออกเสีย… แล้ววางปิ่นทองคำคู่ข้านั้นไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งตรงมุมมืด ไม่ว่าเสียงใดจะดังขึ้นยามราตรี หลี่เหมย… เจ้าจงจำไว้ว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องหับอันอบอุ่นในสกุลหลี่ของเจ้า แต่คือเรือนสุริยคราสที่คนเป็นกับคนตายอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน” สุ้มเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจของแม่บ้านเฉินดังแทรกความเงียบงัดขึ้นในห้องพักส่วนตัว ประทีปน้ำมันในโคมสำริดไหววับสลัว เปลวไฟสีส้มสั่นกระพือราวกับกำลังหวาดกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่นอกบานหน้าต่างไม้แกะสลักลายวิจิตร หลี่เหมยมิได้หันกลับไปมองหญิงสูงวัยผู้ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย นางยังคงยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ร่างระหงในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนผ่านเงาดำมืดของโลหะขัดเงา ดวงตาดำขลับคู่สวยทอประกายราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่สตรีทั่วไปควรจะมี เมื่อต้องก้าวเข้ามาสู่เรือนอาถรรพ์ที่ขึ้นชื่อลือนามว่าเป็น “สุสานไร้ศพ” ของสกุลเฉิน “ข้าทราบแล้วท่านแม่บ้าน ขอบคุณสำหรับคำเตือน” หลี่เหมยเอמהตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นกังวาน นางยกมือเรียวขึ้นปลดปิ่นหยกขาวออกจากมวยผมช้าๆ กิริยาท่วงท่วงทีสง่างามราวกับภาพวาดโบราณ แม้บรรยากาศรอบกายจะเริ่มเปลี่ยนแปรเป็นความเย็นเยียบยะเยือกที่ค่อยๆ ซึมผ่านรอยต่อของประตูไม้เข้ามา คล้อยหลังเงาร่างของแม่บ้านเฉินที่ถอยร่อนออกไปพร้อมกับบานประตูกลอนไม้ที่ลงกลอนอย่างแน่นหนา ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าโอบล้อมห้องหับทันที กลิ่นธูปและกลิ่นสาบสรางบางเบา ลอยปะปนมากับสายลมราตรีที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง กลิ่นนี้… เป็นกลิ่นที่หลี่เหมยคุ้นเคยดี มันคือกลิ่นอายของดวงวิญญาณที่ยังคงยึดติดกับความแค้น ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ สมองอันปราดเปรื่องของนางกำลังประมวลผลสถานการณ์ทั้งหมด ท่านอ๋องเฉินหลงจงใจส่งนางมายังเรือนหลังนี้ เรือนที่ตั้งอยู่ ณ มุมอับที่สุดของจวนอ๋อง เรือนที่ถูกละเลยและถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความตาย เพื่อหวังให้นางหวาดกลัวจนสติฟั่นเฟือน หรือไม่ก็… เพื่อให้เงื้อมมือของความตายกลืนกินนางไปเสียตั้งแต่คืนแรก *ตึง… ตึง… ตึง…* เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นจากเบื้องบนเพดาน ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่บนคานไม้เก่าคร่ำคร่า ตามมาด้วยเสียงลากโซ่ตรวนแสบแก้วหู และเสียงกระซิบกระซาบด้วยภาษาโบราณที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ประหนึ่งเสียงร้องโหยหวนจากขุมนรก หลี่เหมยไม่สะดุ้งสะเทือน นางค่อยๆ หันร่างกลับไปเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าเบื้องหน้า แสงประทีปดับวูบลงโดยไม่มีสาเหตุ ความมืดมิดกลืนกินทัศนียภาพรอบกายจนเหลือเพียงเงาลางเลือน ทว่าในความมืดมิดนั้น… ดวงตาทั้งคู่ของหลี่เหมยกลับมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันมองเห็น กลางห้องนอนอันกว้างใหญ่ ปรากฏร่างโปร่งแสงของหญิงสาวนางหนึ่ง สวมอาภรณ์นางสนับมือโบราณชุ่มโชกไปด้วยคราบเลือดสีดำสนิท ใบหน้าบิดเบี้ยวเสียโฉม ดวงตาสะท้อนแววอาฆาตมาดร้ายจ้องตรงมายังนาง ร่างนั้นลอยเหนือพื้นดินช้าๆ พร้อมกับอ้าปากส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของหลี่เหมยเพียงผู้เดียว “เจ้า… ผู้มาใหม่… ต้องตาย… ตายตกตามกันไปทั้งหมด…” เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน วิญญาณตนนั้นพุ่งตรงเข้ามาหาร่างบางด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ กลิ่นอายความตายพัดพาเอาความหนาวเหน็บจนเกือบหยุดหายใจเข้าประชิดผิวเนื้อ หากเป็นสตรีอื่นคงสิ้นสติล้มพับไปนานแล้ว แต่หลี่เหมยกลับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มเยือกเย็นที่ซ่อนความฉลาดลึกซึ้งเอาไว้ นางมิได้ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว กลับก้าวเท้าเข้าหาร่างไร้ชีวิตนั้นอย่างไม่เกรงกลัว มือเรียวยื่นออกไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง พร้อมกับเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง “หากท่านมีความคับแค้นอันใด เหตุไฉนจึงไม่เอ่ยออกมาให้ชัดเจน เล่ห์เหลี่ยมของคนเป็นยังน่ากลัวน้อยกว่าวิญญาณผู้หลงทางเช่นท่าน เหตุใดเราไม่มาเจรจากันสักคราเล่า” ทันทีที่ปลายนิ้วของหลี่เหมยเกือบจะสัมผัสโดนกลุ่มหมอกควันสีดำสนิทของวิญญาณอาฆาต ประตูห้องที่ถูกลงกลอนอย่างแน่นหนาเมื่อครู่ ก็ถูกกระชากให้เปิดออกด้วยพลังลมอันรุนแรง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับใบหน้าหล่อเหลาดุดันราวกับเทพสงครามผู้ไร้ใจ ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความแปลกใจระคนเย้ยหยัน ท่านอ๋องเฉินหลงก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ กลิ่นอายอำนาจอันกดดันแผ่ซ่านจนวิญญาณอาฆาตตนนั้นต้องถอยร่น “กล้าดียังไงถึงพูดจากับความตายด้วยความสามหาวเช่นนี้” อ๋องเฉินหลงเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวหลี่เหมย มือหนาคว้าคางมนของนางขึ้นบังคับให้สบตา “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันแน่… หลี่เหมย? หรือเป็นเพียงหมากเบี้ยอีกตัวที่ส่งมาให้ข้าทำลายเล่นในคืนพระจันทร์สีเลือดนี้” หลี่เหมยไม่หลบสายตา นางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความลับดำมืด ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบา เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อ๋องผู้เยือกเย็นต้องชะงักงัน “หม่อมฉันจะเป็นหมากเบี้ยหรือผู้พลิกกระดาน… ท่านอ๋องย่อมรู้ดีที่สุดในยามที่พระองค์ทรงดื่มถ้วยชาถ้วยนั้น… ที่กำลังส่งกลิ่นหอมอยู่บนโต๊ะพระราชทานเบื้องหลังพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ม่านหมอกแห่งความลับนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ศาลาริมน้ำโบราณ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%