วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 12

คมดาบและถ้อยคำหวาน

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
คมดาบเล่มนั้นมิได้พรากชีวิตนาง ทว่ากลับดึงนางเข้าสู่อ้อมกว้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายโลหิตและไMินอายความตาย กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นหอมเย็นเยียบประจำกายของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดินคละคลุ้งอยู่ในความมืดมิด ณ ซอกมุมอับชื้นหลังเรือนสุริยคราส แรงสะเทือนจากการปะทะของคมดาบเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่ปลายประสาทสัมผัส หลี่เหมยหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้างามซีดเผือดแต่ดวงตากลับยังคงสุกใสและคมปลาบ นางมิได้หวาดกลัวความตาย หากแต่ความใกล้ชิดกับมัจจุราชในร่างมนุษย์ผู้นี้ต่างหากที่กำลังสั่นคลอนความเยือกเย็นที่นางเพียรสร้างมาตลอดชีวิต "เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาชีวิตตัวเองมาเป็นเดิมพันบนกระดานนี้, หลี่เหมย" เสียงทุ้มต่ำดุจก้อนน้ำแข็งจากหุบเขาหมันซานกระซิบชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้wทำให้นางรู้สึกวูบวาบอย่างประหลาด อ๋องเฉินหลงมิได้คลายอ้อมแขนที่โอบกระชับเอวบางของนางไว้เลยแม้แต่น้อย คมดาบในมือขวาของเขายังคงชี้ค้างไปยังเงาร่างของมือสังหารที่นอนจมกองเลือดอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย "หม่อมฉันไม่ได้เอาชีวิตมาเดิมพันเพคะ... หม่อมฉันแค่กำลังเดิมพันว่า ท่านอ๋องผู้ทรงปรีชาสามารถจะไม่ยอมให้หมากตัวสำคัญต้องตายตกไปก่อนที่จะเปิดเผยกระดานลับ" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้หัวใจจะเต้นระรัวดั่งกลองศึก นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่คมของสตรีผู้ทรงปัญญาฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ เฉินหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขสิ้นดี นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยขณะพิจารณาดวงหน้าของสตรีในอ้อมแขน นางช่างกล้าหาญ... หรือโง่เขลาเสียจนน่าประหารให้สิ้นซาก ยุทธวิธีของนางมักจะเดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นและความตายเสมอ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในเรือนสุริยคราสแห่งนี้ สตรีผู้นี้ไม่เคยเกรงกลัวเงาหัวของตนเองเลยสักครั้ง "เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร? เซียนผู้หยั่งรู้ดินฟ้าหรือไร ถึงได้อาจหาญทำนายการเคลื่อนไหวของมือสังหารเงาพยัคฆ์ได้แม่นยำปานนั้น หากเมื่อครู่ข้าชักดาบช้าไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ ร่างของเจ้าคงกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปอีกดวงในเรือนหลังนี้แล้ว" "หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนั้น ความลับเรื่องวิญญาณอาฆาตที่ท่านอ๋องทรงพยายามปิดบังไว้เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของราชสำนัก ก็คงไม่มีวันกระจ่างชัด... ความตายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการมีชีวิตอยู่โดยไม่หลงเหลือความจริงอันใดเลยเพคะ" คำพูดของนางราวกับคมมีดขนาดเล็กที่กรีดลงบนแผลเป็นในใจของเฉินหลง บุรุษผู้แบกรับคำสาปแห่งตระกูลและภาระอันหนักอึ้งของบัลลังก์มังกรมาโดยลำพัง ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับเขา ไม่มีผู้ใดกล้าต่อปากต่อคำกับเขาด้วยเหตุผลอันลึกซึ้งเช่นนี้ มีเพียงสตรีผู้นี้... สตรีที่ดึงดูดและผลักไสเขาในเวลาเดียวกัน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงของเรือนไทยโบราณที่แวดล้อมด้วยอาถรรพ์ สายลมยามราตรีพัดพาเอาไอเย็นเยียบเข้ามาปะทะแผ่นหลัง เสียงหรีดหริ่งเรไรกรีดร้องราวกับกำลังขับขานบทเพลงแห่งความตาย ทว่าหัวใจของคนทั้งสองกลับเต้นเป็นจังหวะที่แปลกแยกออกไปจากกาลเวลาภายนอก เฉินหลงค่อยๆ ลดปลายดาบลง หยาดโลหิตสีแดงฉานหยดลงบนพื้นเรือนไม้สักทองทีละหยด เสียงนั้นดังก้องกังวานในความเงียบ เขาก้มลงมองสตรีในอ้อมแขนอย่างพินิจพิเคราะห์ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกบัวหลวงยามต้องน้ำค้างในยามค่ำคืนโชยเข้าจมูก ขจัดกลิ่นอายคาวเลือดรอบตัวให้เจือจางลงอย่างน่าประหลาด ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยสังหารคนมานับไม่ถ้วนเอื้อมขึ้นสัมผัสปอยผมที่หลุดรุ่ยข้างแก้wนวลเนียนของนางอย่างแผ่วเบາ เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่บุรุษผู้ไร้ใจผู้นี้เคยกระทำต่อผู้ใด หลี่เหมยสะท้านเฮือก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้จากท่านอ๋องผู้เยือกเย็น แววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความเจ็บปวด และความอาลัยอาวรณ์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้หน้ากากแห่งความโหดเหี้ยม "เจ้าทำให้ข้าแปลกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า, หลี่เหมย" เสียงกระซิบของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด "เจ้ามิใช่กุนซือธรรมดา และมิใช่สตรีในห้องหอทั่วไป... เจ้าคือภัยพิบัติ หรือคือสิ่งเดียวที่สวรรค์ส่งมาเพื่อลงทัณฑ์ข้ากันแน่?" "หม่อมฉันเป็นเพียงเงาที่สะท้อนความจริงที่ท่านอ๋องทรงพยายามหลบหนีต่างหากเพคะ" นางตอบพร้อมกับเบือนหน้าหลบสายตาคู่นั้นเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมเริ่มทรยศต่อสติปัญญาที่สั่งสมมา ความใกล้ชิดนี้อันตรายยิ่งกว่าคมดาบของมือสังหารเมื่อครู่หลายเท่าตัวนัก มันคือกรงขังแห่งความรู้สึกที่กำลังถักทอขึ้นทีละน้อยโดยที่นางไม่อาจหลีกหนี เฉินหลงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกเกือบจะชนกับพวงแก้wนวล "ถ้าเช่นนั้น... เงาเช่นเจ้า คิดจะอยู่เคียงข้างข้าไปจนถึงจุดจบของเกมกระดานนี้หรือไม่?" คำถามนั้นมิได้มีน้ำเสียงคุกคาม หากแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาล เป็นคำถามที่แขวนชะตาชีวิตของคนทั้งสองไว้บนเส้นด้ายแห่งความไว้วางใจ ท่ามกลางความมืดมิดและวิญญาณอาฆาตที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบเรือนสุริยคราส ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยการชิงไหวชิงพริบและคมดาบ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสายใยบางเบาที่ยากจะตัดขาด ทว่า ในวินาทีที่หลี่เหมยกำลังจะอ้าปากเอื้อnคำตอบอันลึกล้ำออกไปนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับฝูงม้าศึกก็ดังขึ้นจากนอกระเบียงเรือน ตามมาด้วยเสียงตะโกanด้วยความตื่นตระหนกของขันทีประจำตำหนัก "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เฉินหลงชะงัก ร่างสูงสง่าผละออกจากอ้อมแขนของหลี่เหมยอย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาดุดันและเฉียบคมดั่งเดิม เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันไปมองทางต้นเสียง ขันทีหนุ่มวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับเพิ่งไปพบเจอภูตผีปีศาจกลางวันแสกๆ "มีรายงานด่วนจากท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ... พระราชโองการลับจากองค์ฮ่องเต้มาถึงแล้ว และ... และเนื้อความในราชโองการระบุชัดเจนว่า ให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์บูรพา พร้อมทั้ง..." ขันทีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "สั่งประหารชีวิตคุณชายหลี่เหมยภายในสามวันทิศพ่ะย่ะค่ะ!" ศาลาริมน้ำโบราณ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%