กลิ่นกำยานปักกิ่งราคาแพงที่ลอยอวลอยู่ภายในห้องรับรองเรือนปทุมวารี หาได้ช่วยให้จิตใจของฮูหยินรองมู่หรงสงบลงแม้แต่น้อย ปลายเล็บที่สวมปลอกทองคำฝังทับيمสั่นระริกยามเมื่อนางใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนโต๊ะไม้พะยุงสลักลายอย่างลืมตัว เสียง ‘ก๊อกๆ’ นั้นดังสะท้อนก้องในความเงียบงัน ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่วันล่มสลายของอำนาจที่นางเพียรสะสมมาแรมปี
“เจ้าว่าอย่างไรนะ อาเซียง… นางฟื้นแล้วอย่างนั้นหรือ?”
มู่หรงอวี้หลานเอ่ยถามสาวใช้คนสนิท เสียงของนางแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ดวงตาคู่คมที่มักใช้กวาดตาดำรงความยิ่งใหญ่เหนืออนุภรรยาคนอื่นในจวนอ๋อง บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไปนอกกำแพงจวนประจิมเมื่อยามรุ่งสางราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ สวี่ว่านชิง หญิงสาวที่หมอหลวงลงความเห็นว่าชีพจรสลายและไร้ทางเยียวยา ป่านนี้ควรจะนอนแน่นิ่งกลายเป็นปุ๋ยฝังอยู่ใต้ดินลึก หาใช่ตื่นขึ้นมาสั่งการบ่าวไพร่ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นกังวานใสจนคนฟังต้องขนลุกชันไม่
“เรียนฮูหยินรอง… บ่าวสืบความจากห้องเครื่องมาไม่ผิดเพี้ยนเจ้าค่ะ” อาเซียงก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก ตัวสั่นเทายิ่งกว่าลูกนกตกน้ำ “พระชายาไม่เพียงแต่ฟื้นคืนสติ ทว่า… ทว่าแววตาและกิริยาท่าทางของนางในยามนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนักเจ้าค่ะ นางมิใช่สตรีอ่อนแอผู้เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว ท่าทีของนางสงบนิ่งราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อจากบนฟ้า ยิ่งไปกว่านั้น… ท่านอ๋องยังทรงมีรับสั่งให้ยกเลิกการงดเยี่ยม และอนุญาตให้พระชายากลับมาบริหารจัดการเรือนเอกได้ตามเดิมแล้วด้วยเจ้าค่ะ!”
เปรี้ยะ!
จอกกระเบื้องเคลือบมุกในมือของมู่หรงอวี้หลานร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจาย น้ำชาสีชาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนชายกระโปรงผ้าต่วนปักลายดอกโบตั๋น ร่างระหงของฮูหยินรองเซถอยหลังไปครึ่งก้าว หัวใจเต้นระรัวราวกับมีกลองศึกตีประชิดหน้าจวน
อำนาจที่นางแย่งชิงมาด้วยเล่ห์กลและหยาดน้ำตาตลอดหลายเดือน ทลายลงเพียงเพราะการ “ฟื้นคืนชีพ” ของสตรีผู้นั้นคนเดียวหรือ? หากสวี่ว่านชิงล่วงรู้เรื่องที่นางแอบอوبยาพิษทีละน้อยในสำรับยาบำรุง เกรงว่าแม้แต่เศษซากศพของนางก็คงไม่มีวันได้ถูกฝังในสุสานตระกูลหลงเป็นแน่
“ฮูหยินเจ้าคะ… เราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ? หากปล่อยให้พระชายารื้อฟื้นบัญชีรายจ่ายและตรวจสอบการคลังของจวนอ๋อง ความลับเรื่องที่เรา…” อาเซียงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่กล้าเอ่ยคำว่า ‘ยักยอก’ ออกมาให้ระคายหู
“หุบปากเสีย!” มู่หรงอวี้หลานตวาดกร้าวด้วยความโมโห ดวงตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้นชิงชัง “ข้ามิใช่สตรีโง่เขลาที่จะยอมให้คนใกล้ตายมาเหยียบย่ำหัวศิระหรอกนะ! ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้นางฟื้นขึ้นมาทรมานเล่นอีกครา เช่นนั้นข้าก็พร้อมจะส่งนางกลับไปปรโลกด้วยมือของข้าเองอีกครั้งเช่นกัน!”
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนบูรพาอันเป็นเรือนเอกที่เคยเงียบเหงาและถูกทอดทิ้ง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความทรงอำนาจ สวี่ว่านชิงนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง เรือนผมสีดำสนิทดุจแพรไหมถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะปักด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์คู่ แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างตามวิสัยของผู้ป่วยเพิ่งฟื้น ทว่าแววตากลับเปล่งประกายคมกริบราวกับกระบี่ที่เพิ่งได้รับการลับจนคมกริบ นางกำลังจ้องมองภาพสะท้อนของตนเองในกระจก หวนระลึกถึงความทรงจำของร่างเดิมที่ถูกรังแกจนต้องตรอมใจตาย
*“สวี่ว่านชิงเอ๋ย สวี่ว่านชิง… เจ้าเป็นถึงยอดแพทย์หญิงจากยุคปัจจุบันและกุนซือผู้มองการณ์ไกล เหตุใดจึงปล่อยให้คนไร้ค่าพวกนี้รังแกจนต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเช่นนี้ได้? เอาเถอะ… ในเมื่อสวรรค์ส่งให้ข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้แล้ว หนี้แค้นทวงคืน ความอัปยศเหล่านี้ ข้าจะขอชำระสะง้างมันทีละคนด้วยมือของข้าเอง”* นางคิดในใจ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามแต่เย็นยะเยือก
“พระชายาเพคะ สำรับยาเทียบใหม่จากห้องหมอหลวงมาถึงแล้วเพคะ” สาวใช้ประจำตัวคนใหม่นามว่า “อิงเถา” ก้าวเข้ามาด้วยความนอบน้อม พร้อมกับประคองถาดกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามที่มีถ้วยยาควันกรุ่นส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนกานต์เข้ามา
สวี่ว่านชิงปรายตามองถ้วยยานั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่ขอบถ้วยเบาๆ นางหาได้ดื่มมันทันทีไม่ ทว่ากลับใช้ปลายเล็บจุ่มลงไปในน้ำยาเล็กน้อย แล้วนำมาแตะที่ริมจดจำรสชาติผ่านปลายลิ้นเพียงเสี้ยววินาที
รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม
“หึ… ช่างขยันขันแข็งเสียจริง มู่หรงอวี้หลานเพิ่งจะรู้ข่าวว่าข้าฟื้น ก็รีบส่ง ‘ของขวัญต้อนรับ’ มาให้ข้าถึงห้องเสียแล้ว” สวี่ว่านชิงแค่นหัวเราะในลำคอ
“พระชายาหมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ? หรือว่าในยานี้มี…” อิงเถาหน้าถอดสี รีบทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความตกใจ
“ยาบำรุงธาตุไฟผสมผงกระดูกงูขาว… เป็นยาพิษฤทธิ์เย็นที่ออกฤทธิ์กัดกร่อนลำไส้ทีละน้อย ผู้ที่ดื่มเข้าไปจะรู้สึกเหมือนร่างกายอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นใจตายราวกับคนป่วยเรื้อรัง ช่างเป็นวิธีฆ่าคนที่แนบเนียนและไร้ร่องรอยเสียจริง น่าเสียดายที่ลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้ ยังใช้หลอกตาแพทย์ฝึกหัดในสำนักแพทย์ของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ”
สวี่ว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังวิจารณ์รสชาติของชาชั้นดี มิใช่กำลังพูดถึงยาพิษที่จะเอาชีวิตนาง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประลองทางเดิน พร้อมกับเสียงประกาศก้องของขันทีประจำพระองค์
“ท่านอ๋องเสด็จ——!”
สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศรอบบริเวณเรือนบูรพาก็คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายอันกดดันและทรงอำนาจทันที หลงเฟิงเฉิน ในฉลองพระองค์ชุดคลุมยาวสีดำปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บ ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เย็นชา และดุร้ายดุจพญาเสือโคร่งที่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตของตน พระเนตรคมกริบกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของสวี่ว่านชิงที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่อง
เหล่าบ่าวไพร่ต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
สวี่ว่านชิงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม นางย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ทว่าแววตาที่เงยขึ้นสบตากับพระองค์นั้น หาได้มีความหวาดกลัวหรือเกรงอกเกรงใจดังเช่นสตรีในห้องหอทั่วไปไม่ มันคือสายตาของนักเจรจาผู้เท่าเทียม
“ถวายบังคมเพคะ ท่านอ๋อง… ลมอะไรหอบพระองค์เสด็จมาถึงเรือนบูรพาที่น่าเบื่อหลังนี้ได้ล่ะเพคะ?” สวี่ว่านชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนใบหน้า
หลงเฟิงเฉินหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในยามที่คนทั้งห้องแทบหยุดหายใจ พระหัตถ์หนายื่นออกไปเชยคางมนขึ้นอย่างถือวิสาสะ พระเนตรคมกริบสำรวจร่องรอยความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้านางอย่างพินิจพิเคราะห์
“เจ้าเปลี่ยนไปมาก… สวี่ว่านชิง” พระสุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอמהชิดริมฝีปากของนาง จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน “แววตาของเจ้าในยามนี้ มิใช่แววตาของสตรีที่รอวันตายในเรือนหลังอีกต่อไปแล้ว… เจ้ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่?”
สวี่ว่านชิงไม่หลบสายตา นางแย้มยิ้มบางๆ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“หม่อมฉันไม่ได้เล่นเกมเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่… ตื่นขึ้นมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของหม่อมฉันคืนเท่านั้น หากท่านอ๋องทรงกังวลว่าหม่อมฉันจะทำให้จวนของพระองค์แปดเปื้อนเลือด ไฉนเลยพระองค์ไม่ลองทอดพระเนตร ‘ของขวัญ’ บนโต๊ะนั้นดูเสียก่อนล่ะเพคะ ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้สร้างความวุ่นวายให้แก่จวนหลังนี้อย่างแท้จริง”
หลงเฟิงเฉินเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย พระองค์ยังไม่ทันได้ตรัสสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์ประจำตัวก็ดังแทรกขึ้นที่หน้าประลอง พร้อมกับรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ที่ตำหนักขององค์ชายสาม… มีราชโองการลับจากฮ่องเต้ส่งตรงถึงพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หลงเฟิงเฉินชะงัก พระเนตรคมกริบหันกลับไปมองนอกหน้าต่างทันที บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นในพริบตาเดียว
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 28
การกลับมาของเทพธิดาแห่งจวนอ๋อง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!