“ดิฉันขอเตือนด้วยความหวังดีนะคะคุณหมอรินรดา การก้าวเข้ามาในรั้วบ้านของคนอื่น โดยเฉพาะบ้านที่เขาไม่ได้เชิญ มันไม่ใช่สิ่งที่คนมีการศึกษาเขาทำกัน”
เสียงหวานเย็นเยียบของคุณหญิงภารดีดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมในห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยของสะสมราคาแพง รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าหญิงสูงศักดิ์ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลอยู่ในอากาศไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย หากแต่กลับรู้สึกราวกับถูกสารเคมีเคลือบผิวหนังจนหายใจไม่ออก
รินรดาประสานสายตาด้วยความแน่วแน่ แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก “ดิฉันไม่ได้มาในฐานะแขกค่ะคุณหญิง ดิฉันมาในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสวัสดิภาพของธันวา ตามหมายแจ้งจากหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และดิฉันเชื่อว่าคุณหญิงทราบดีว่าเหตุใดหมายฉบับนี้จึงถูกส่งมา”
คุณหญิงภารดีแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะสั้นๆ ที่ไร้ความอบอุ่น เธอวางแก้วชาคริสตัลลงบนจานรองดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ แต่มันกลับดังก้องไปทั่วโถงกว้างราวกับเสียงประกาศิต “กฎหมายมีไว้เพื่อจัดระเบียบสังคม แต่สำหรับคนบางกลุ่ม กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือที่คนชั้นล่างใช้เพื่อไต่ขึ้นมาดึงรั้งคนข้างบนไม่ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”
หญิงสูงศักดิ์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดเดรสผ้าไหมสีเข้มขับเน้นให้รูปร่างของเธอดูสง่าและน่าเกรงขาม เธอเดินเข้ามาใกล้รินรดาจนได้กลิ่นไอความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัว “ธันวาคือนักเปียโนอัจฉริยะที่กำลังจะมีอนาคตไกลระดับโลก เขาไม่ใช่เด็กมีปัญหาที่ใครจะมาตั้งข้อสงสัยเพียงเพราะเด็กไม่อยากไปโรงเรียน หรือเพียงเพราะเขาร้องไห้บ้างตามประสาเด็กอ่อนแอ”
“การร้องไห้ไม่ใช่ความอ่อนแอค่ะคุณหญิง แต่มันคือสัญญาณเตือนของบาดแผลที่มองไม่เห็น” รินรดาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ไม่ยอมถอยให้กับการคุกคาม “ดิฉันต้องการคุยกับธันวาโดยลำพัง และตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของเขา นี่เป็นสิทธิที่เขาพึงได้รับ ไม่ใช่การลงโทษเขาอย่างที่คุณหญิงกำลังทำอยู่”
“สิทธิ?” คุณหญิงภารดีเลิกคิ้วขึ้นอย่างเย้ยหยัน “ในบ้านหลังนี้ สิทธิทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของครอบครัว และเราตัดสินใจแล้วว่าธันวาไม่พร้อมจะพบใครทั้งนั้นโดยเฉพาะคนนอกที่พยายามจะยัดเยียดปมด้อยให้ลูกชายของเรา”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูบานใหญ่ก็ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น บรรยากาศกดดันจนรินรดารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากฝ่าเท้าของตัวเอง นี่ไม่ใช่แค่การปะทะด้วยวาจา แต่มันคือการใช้อำนาจมืดกดทับความถูกต้องอย่างหน้าไม่อาย
รินรดาเบนสายตาไปที่บันไดวนชั้นบน เธอเห็นเงาร่างเล็กๆ ของธันวายืนเกาะราวบันไดอยู่นั่น ดวงตากลมโตคู่นั้นดูหม่นหมอง ไร้ประกายของเด็กวัยสิบขวบ ผิวที่ซีดเผือดตัดกับชุดสูทตัวจิ๋วที่ดูเป็นทางการเกินไปสำหรับเด็กชายวัยนี้ เขาดูเหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกชักใยมากกว่าจะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
“ธันวาคะ!” รินรดาเรียกชื่อเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก่อนที่เด็กชายจะทันได้ตอบสนอง คุณหญิงภารดีก็ตบมือเบาๆ สองครั้ง
ชายชุดดำคนหนึ่งเดินตรงขึ้นไปที่บันไดทันที เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่เพียงแค่จ้องมองด้วยสายตากดดัน ธันวาก็สะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดกลับเข้าไปในความมืดมิดของโถงทางเดินชั้นสองทันที
“เห็นไหมคะหมอ แม้แต่ลูกของฉันเอง เขายังไม่อยากพบคุณเลย” คุณหญิงภารดีกล่าวด้วยน้ำเสียงสมเพช “กลับไปเสียเถอะค่ะ ก่อนที่ฉันจะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องเรื่องการบุกรุกและทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าชื่อเสียงของโรงพยาบาลคุณคงจะทนต่อแรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ได้นาน”
รินรดากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยถูกปิดกั้นผุดพรายขึ้นมาเหมือนคลื่นใต้น้ำ เธอเคยเป็นเด็กคนนั้น... เด็กที่ไร้เสียง เด็กที่ถูกผู้ใหญ่ขีดเส้นตายให้เดินตามรอยที่พวกเขาต้องการโดยไม่ถามความสมัครใจ แต่เธอจะไม่ยอมให้ธันวาจบลงเหมือนเธอ
“คุณหญิงคะ” รินรดาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ทว่าแฝงด้วยพลังบางอย่างที่ทำให้คุณหญิงภารดีชะงักไปครู่หนึ่ง “อำนาจอาจจะปิดกั้นประตูบ้านได้ แต่มันปิดกั้นความจริงไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ความสมบูรณ์แบบนี้จะพังทลายลงมา และวันที่กำแพงนั้นพังลงมาจริงๆ... คนที่ถูกทับตาย อาจจะไม่ใช่ดิฉัน แต่เป็นธันวาที่กลายเป็นเพียงเศษซากของความคาดหวังของคุณ”
คุณหญิงภารดีหน้าตึงขึ้นทันที ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยโทสะ “เชิญออกไป!”
รินรดาหมุนตัวกลับ เธอรู้ดีว่าการดื้อดึงในตอนนี้มีแต่จะทำให้เด็กน้อยลำบากขึ้น เธอเดินออกไปท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของเหล่าผู้คุ้มกัน ก้าวเดินผ่านประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดลงตามหลังราวกับกรงขังที่ไม่มีวันเปิดออก
แต่ทันทีที่เธอเดินพ้นเขตคฤหาสน์และก้าวขึ้นรถ มือถือในกระเป๋าก็สั่นขึ้น รินรดากดรับสายด้วยหัวใจที่เต้นรัว เป็นเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นตา
“รินรดาพูดค่ะ”
เสียงปลายสายแผ่วเบาจนแทบขาดห้วง เป็นเสียงที่เธอจำได้แม่นยำ แม้จะไม่ได้ยินมานานนับปี “หมอครับ... ช่วยผมด้วย... ในห้องเปียโน... ใต้พื้นไม้... ผมเจอ... บันทึกของคนก่อนหน้า... มันไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่เจอเรื่องนี้...”
เสียงของธันวาตัดไปทันที ทิ้งให้รินรดานั่งนิ่งอยู่กลางความเงียบงัน ความลับที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้กำลังจะถูกเปิดเผย แต่นั่นหมายความว่าธันวากำลังอยู่ในอันตรายที่เหนือกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้หลายเท่าตัว เพราะคนที่เคยนั่งเปียโนตัวนั้นก่อนหน้าเขา... ไม่เคยมีใครได้เดินออกจากบ้านหลังนี้อีกเลย
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 51
แรงปะทะจากอำนาจ
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!