เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 1

เปียโนที่เงียบเสียง

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
"ถ้าลูกไม่อยากเล่น ก็แค่ยกมือขึ้นแล้วบอกว่า 'ไม่' แต่นั่นหมายความว่าสิ่งที่แม่ทุ่มเทให้ลูกมาตลอดเจ็ดปีจะกลายเป็นขยะในพริบตา ธันวา... ลูกจะให้แม่กลายเป็นตัวตลกของสังคมแบบนั้นจริงๆ หรือ?" น้ำเสียงของคุณหญิงภารดีราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดจากริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงก่ำนั้น กลับมีความคมกริบดั่งใบมีดที่กรีดลงบนแผ่นหลังของเด็กชายวัยสิบขวบ ธันวานั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้สตูลไม้ขัดเงาหน้าเปียโนแกรนด์เปียโนหลังงาม ใจกลางห้องโถงที่กว้างขวางจนเสียงสะท้อนกลับมาเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด ฝ่ามือเล็กๆ ของเขาวางอยู่บนลิ่มคีย์สีขาวดำที่เย็นเฉียบราวกับหินอ่อน นิ้วมือที่เคยพริ้วไหวราวกับมีชีวิตบัดนี้กลับสั่นเทาจนแทบมองไม่เห็น "ผมไม่ได้ขอให้แม่ทุ่มเท..." ธันวาตอบ เสียงของเขาแหบพร่าราวกับคนขาดน้ำ "หืม? ว่าไงนะ?" ภารดีก้าวเข้ามาใกล้ ลมหายใจของเธอมีกลิ่นอ่อนๆ ของดอกไม้ราคาแพง แต่มันกลับทำให้ธันวารู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ "พูดให้ชัดสิลูกรัก สติของลูกอาจจะเบลอจากการฝึกหนักไปหน่อย... แม่เชื่อว่าลูกคงไม่ได้หมายความอย่างที่พูด" ธันวากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เขาไม่ได้หันไปมองหน้ามารดา แต่มองไปยังเงาสะท้อนของตัวเองในฝากระโปรงเปียโนที่เงาวับ ในนั้น... เด็กชายคนหนึ่งที่มีดวงตาว่างเปล่ากำลังจ้องกลับมา เขาไม่ใช่ธันวาที่เป็นอัจฉริยะ เขาเป็นเพียง 'ตุ๊กตา' ที่ถูกไขลานด้วยความคาดหวัง เขาค่อยๆ เลื่อนมือออกจากคีย์เปียโน มันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาเลือกที่จะไม่สัมผัสมัน *แกร๊ก* เสียงกลอนประตูห้องนั่งเล่นถูกเปิดออก รินรดาเดินเข้ามาในจังหวะที่บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนเกือบถึงขีดจำกัด เธอยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู สังเกตการณ์ความเงียบที่กินเวลานานเกินกว่าจะเรียกว่าความสงบ สายตาของจิตแพทย์สาวไม่ได้จับจ้องไปที่ความหรูหราของเฟอร์นิเจอร์ แต่จับจ้องไปที่สันหลังที่งุ้มลงเล็กน้อยของเด็กชายและมือที่สั่นเทาของเขา "คุณหญิงครับ" รินรดาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความประจบสอพลอ "ดูเหมือนว่าเปียโนตัวนี้จะไม่ได้ส่งเสียงดนตรีมาพักใหญ่แล้วนะครับ" ภารดีหันมามองผู้มาเยือน สายตาของเธอแข็งกร้าวขึ้นทันทีเมื่อเห็นรินรดา แต่เธอก็ยังรักษามาดของชนชั้นสูงไว้ได้อย่างแนบเนียน "หมอรินรดา... ฉันไม่คิดว่านัดของเราจะเริ่มเร็วขนาดนี้" "เพราะฉันเห็น 'รอยร้าว' ของคนไข้ชัดเกินไปจนรอให้ถึงเวลาตามกำหนดไม่ได้" รินรดาเดินผ่านภารดีไปอย่างช้าๆ เธอไม่ได้เข้าหาธันวาในฐานะผู้รักษา แต่เธอหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่ห่างออกไปพอสมควร เป็นระยะห่างที่ให้เกียรติและปลอดภัย "ธันวา" รินรดาเรียกชื่อเด็กชายสั้นๆ โดยไม่มองไปที่แม่ของเขา "บอกฉันได้ไหมว่า... วันนี้เปียโนตัวนี้กำลังเล่าเรื่องอะไรให้เธอฟัง?" ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำแต่ไร้น้ำตา เขาไม่ได้มองรินรดา แต่จ้องมองไปที่กระถางดอกไม้แห้งเหี่ยวที่วางอยู่มุมห้อง "มันไม่ได้เล่าอะไรเลยครับ... มันแค่รอให้ผมพังมันลงมา" คุณหญิงภารดีแค่นหัวเราะในลำคอ "เห็นไหมหมอ เด็กนี่เริ่มเพ้อเจ้อ ถ้าเขาไม่ยอมฝึกวันนี้ งานแสดงการกุศลในสัปดาห์หน้าเราคงต้องยกเลิก และหมอคงรู้นะว่านั่นหมายถึงอะไร" "สิ่งที่สำคัญกว่างานแสดง คือเด็กที่กำลังสูญเสียความสามารถในการ 'หายใจ' ด้วยตัวเองครับ" รินรดาสวนกลับ ทันทีที่เธอเงยหน้าสบตาภารดี ความเย็นชาในสายตาของจิตแพทย์ก็ไม่แพ้กัน "หรือคุณหญิงอยากจะให้เขาสร้างเสียงดนตรีที่สวยงามบนซากปรักหักพังของชีวิตลูกตัวเอง?" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ครั้งนี้มันหนักอึ้งและเต็มไปด้วยมวลความรู้สึกที่อัดอั้น ธันวาค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้เปียโน ร่างเล็กผอมบางของเขาดูเปราะบางราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ เขาเดินผ่านรินรดาไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นธรณีประตูไป เขาก็หยุดชะงัก เด็กชายหันกลับมา มองไปยังคุณหญิงภารดีด้วยสายตาที่ทำให้คนเป็นแม่ชะงักไปชั่วขณะ "แม่ครับ..." ธันวาเอ่ยชื่อนั้นด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "ถ้าผมตาย... แม่จะเอาเปียโนตัวนี้ไปบริจาคให้ใครหรือเปล่าครับ?" รินรดาหัวใจกระตุกวูบ เธอสัมผัสได้ถึงความมืดมิดที่พุ่งออกมาจากประโยคนั้น มันไม่ใช่คำถามของเด็กทั่วไป แต่มันคือการส่งสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวที่สุด คุณหญิงภารดีอ้าปากค้าง ไร้คำโต้ตอบในขณะที่ลูกชายเดินขึ้นบันไดไปอย่างมั่นคงทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากชั้นบน เป็นเสียงกุญแจห้องที่ถูกหมุนล็อคจากข้างใน ตามด้วยเสียงวัตถุหนักๆ ถูกเลื่อนมาปิดทับหน้าต่างบานนั้น รินรดารีบวิ่งตรงไปยังบันไดทันที แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นคุณหญิงภารดีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกด้วยท่าทีเฉยเมย "จัดงานแถลงข่าวเรื่องธันวาป่วยกะทันหันพรุ่งนี้เช้า อย่าให้ใครรู้ว่าเขาปฏิเสธที่จะเล่น..." *ปัง!* เสียงของหนักตกลงมากระแทกพื้นชั้นบนอย่างรุนแรงจนโคมไฟระย้าในห้องนั่งเล่นสั่นไหว รินรดาพุ่งตัวขึ้นบันไดไปในทันทีโดยไม่ฟังเสียงเรียกของคนเบื้องล่าง แต่เมื่อไปถึงหน้าห้องของธันวา กลิ่นเหม็นไหม้ของสายไฟบางอย่างก็โชยออกมาจากใต้ประตูพร้อมกับเสียงครางแผ่วๆ ที่ดูไม่เหมือนเสียงของมนุษย์... ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมก้าวเข้าสู่รอยร้าวในใจของธันวาไปพร้อมกับรินรดา... พบกันตอนหน้าครับ - กระจกเงาสะท้อนใจ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%